เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 เผยจุดประสงค์ที่แท้จริง

บทที่ 69 เผยจุดประสงค์ที่แท้จริง

บทที่ 69 เผยจุดประสงค์ที่แท้จริง


ภายในห้องนั่งเล่นของคอนโดเกาฟางฟาง เกาตงซวี่เอนกายพิงโซฟาอย่างผ่อนคลาย ในมือมีบุหรี่ที่ควันพวยพุ่ง เขามองเกาฟางฟางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังพยายามย่อยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ

"พี่ครับ เขาทำผิดจริง ๆ นั่นแหละ แต่เชื่อผมเถอะ มนุษย์ทุกคนต่างก็มีจุดอ่อน ไม่มีใครที่แข็งแกร่งจนไร้ช่องโหว่หรอก..."

เกาฟางฟางยิ้มเยาะอย่างเย็นชา "เขาอ่านประวัติศาสตร์มาทั้งชีวิต ไม่มีทางที่จะไม่รู้เรื่อง 'นารีเป็นพิษ' และยิ่งไม่มีทางดูไม่ออกว่านั่นคือกับดัก แต่เขาก็ยังกระโดดลงไป ดูท่าเสน่ห์ของยัยผู้หญิงคนนั้นคงไม่ธรรมดาจริง ๆ..."

"ก็แหม เขาคัดเลือกมาให้ตรงตามความชอบโดยเฉพาะเลยนี่นา สองพี่น้องคู่นี้ก็น่าสงสารนะ คนหนึ่งเป็นของเล่น อีกคนเป็นเครื่องมือ..." เกาตงซวี่ส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ

"แล้วเรื่องรูปถ่ายกับวิดีโอพวกนั้นล่ะจะทำยังไง?" แม้จะโกรธแค้นพ่อของตัวเอง แต่เกาฟางฟางก็ยังคงมีสติพอที่จะถามอย่างใช้เหตุผล

"ผมให้หนักสืบเอกชนตามรอยไอ้คนแซ่ตู้ที่เป็นงูพิษตัวนั้นแล้วล่ะครับ เพียงแต่ตอนนี้ผมยังไม่มีกำลังคนที่ไว้ใจได้ รอให้ผมรวบรวมคนได้ก่อน ผมจะไปฮ่องกงเพื่อลากคอไอ้งูพิษนั่นออกมา แล้วทำลายของพวกนั้นทิ้งให้หมด เพื่อกำจัดระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดก่อนที่มันจะบึ้มขึ้นมาสักวัน" เกาตงซวี่บอกแผนการของเขา

"แกมั่นใจเหรอว่าของพวกนั้นมีแค่ที่ไอ้แซ่ตู้คนเดียว? แล้วงูพิษอีกตัวล่ะ?" ถึงเกาฟางฟางจะเกลียดพ่อ แต่เธอก็ไม่อยากเห็นเขาล่มจม เมื่อมีศัตรูจากภายนอกเข้ามา ความขัดแย้งภายในครอบครัวก็ต้องวางไว้ก่อน

"ไอ้คนแซ่จ้าวนั่นเป็นคนละโมบและขี้เหนียวเกินไป คนประเภทนี้ถ้าไม่มีพ่อดี ๆ คอยหนุนหลัง ด้วยความจองหองพองขนของมัน คงตายไปนานนับครั้งไม่ถ้วนแล้วล่ะ ในมือมันไม่น่าจะมีของพวกนั้นหรอก แต่ก็นั่นแหละ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นพี่ครับ ผมต้องการของบางอย่างมาเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของผม..."

ในที่สุด เกาตงซวี่ก็เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเล่าความจริงทั้งหมดให้เกาฟางฟางฟัง

"ลมเย็นละลายโศก (เปยซูชิงเฟิง) น่ะ พี่ทำไม่ได้หรอกนะ..." เกาฟางฟางเป็นคนฉลาด แค่ฟังก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง เธอค้อนให้เขาวงใหญ่

"งั้นก็เอาเป็นยาสลบสูตรแรงพิเศษก็ได้ครับ แค่สูดเข้าไปนิดเดียวก็หมดแรงขัดขืน..."

ดวงตาของเกาตงซวี่ทอประกายแจ่มชัดพลางกล่าวต่อ "แล้วก็... ผมต้องการยาสัจจะ ด้วยครับ—"

เกาฟางฟางมองเกาตงซวี่พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่แน่ใจว่าควรจะตอบตกลงตามคำขอที่เกินเลยของลูกพี่ลูกน้องคนที่เธอเริ่มจะดูไม่ออกคนนี้ดีไหม

"พี่ครับ วางใจเถอะ ผมไม่เอาไปทำเรื่องเลวร้ายหรอก พี่ก็รู้แล้วนี่นาว่าโลกนี้มันไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด หรือจะพูดว่ามีอันตรายซ่อนอยู่ทุกที่เลยก็ได้ ถ้าเราไม่มีความสามารถในการป้องกันตัว เราก็คงทำได้แค่เป็นคนธรรมดาที่ยอมรับชะตากรรมไปวัน ๆ แต่ทั้งพี่และผม เราถูกกำหนดมาแล้วว่าจะเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ในฐานะครอบครัวเดียวกัน เราย่อมรุ่งเรืองไปด้วยกัน และล่มจมไปด้วยกันนะครับ" เกาตงซวี่ใช้ทั้งเหตุผลและอารมณ์ในการเกลี้ยกล่อม

"......"

เกาฟางฟางตกอยู่ในภวังค์ความคิด สุดท้ายเธอก็มองเกาตงซวี่แล้วเอ่ยว่า "ตกลง ก่อนแกจะไป พี่จะเตรียมของไว้ให้ แต่จะเอากลับประเทศได้ไหม นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแกเองนะ"

"หึหึ" เกาตงซวี่ยิ้มกว้างพลางขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ และท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความทึ่งของเกาฟางฟาง เขาก็ขยับมือประสานกันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เผยให้เห็นดอกกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอก

"พี่ครับ ผมให้—"

"เดี๋ยวสิ... แกทำได้ยังไงน่ะ? พี่ไม่เห็นรู้เลยว่าแกมีฝีมือแบบนี้ด้วย?" เกาฟางฟางรับดอกกุหลาบมาแล้วรีบถามด้วยความสงสัย

"เสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมายากลคือความลึกลับครับ ถ้าบอกความจริงไปมันก็ไม่สนุกสิ" เกาตงซวี่เอ่ยยิ้ม ๆ "ตราบเท่าที่ผมต้องการ ไม่มีใครหาของที่ผมซ่อนไว้ตามตัวเจอหรอกครับ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ของที่ใหญ่เกินไปนะ..."

"ทำเป็นได้ใจไปเถอะ—" เกาฟางฟางถือดอกกุหลาบไว้พลางค้อนให้เกาตงซวี่ที่กำลังทำท่าทางภูมิอกภูมิใจด้วยความเอ็นดู

"แต่พี่ครับ พี่มั่นใจนะว่าจะผลิตของที่ผมต้องการได้จริง ๆ?" เกาตงซวี่ถามย้ำ

"ดูถูกพี่สาวแกเกินไปหรือเปล่า?" เกาฟางฟางเอ่ยอย่างถือดี "วางใจเถอะ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็แค่ยาสลบสูตรหนึ่งเท่านั้นแหละ นี่แกที่เป็นคนทำด้านเครื่องจักรกลกล้าสงสัยในความเป็นมืออาชีพของพี่เชียวเหรอ?"

"หึหึ ไม่ได้สงสัยครับ แค่รู้สึกว่ามันน่าจะยากเลยถามดูเฉย ๆ" เกาตงซวี่รีบประจบเอาใจ

"เหอะ ไม่คุยด้วยแล้ว ง่วงแล้วล่ะ ไปอาบน้ำนอนเถอะ พรุ่งนี้จะพาไปร้านปืน..." เกาฟางฟางลุกขึ้นพูดจบก็เดินตรงเข้าห้องนอนของตัวเองไปทันที

เกาตงซวี่มองตามหลังเกาฟางฟางพลางยิ้มบาง ๆ เขารู้ดีว่าคืนนี้พี่สาวของเขาคงจะข่มตาหลับได้ยาก เพราะข้อมูลที่เขาบอกเธอนั้นมันเกินกว่าข้อเท็จจริงที่เธอเคยรับรู้ไปมากทีเดียว

ติ๊ก—

เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาอีกมวน ถือที่เขี่ยบุหรี่เดินไปที่หน้าต่าง พ่นควันออกมาพลางมองลงไปยังประตูโรงแรมคอนติเนนทัลที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่าง เขาหรี่ตาลงและจมดิ่งสู่ห้วงความคิด

เช้าวันรุ่งขึ้น เกาตงซวี่ที่ถูกเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่นยังคงอิดออดอยู่บนเตียง เขาขานรับพี่สาวไปทีหนึ่ง ก่อนจะเก็บผ้าคลุมศพยันต์ธารณีที่รองอยู่ใต้ร่างเข้าสู่พื้นที่มิติ

และพื้นที่มิติเก็บของของเขา หลังจากผ่านการดูดซับพลังอีกสองครั้ง ก็ได้ขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นยี่สิบลูกบาศก์เมตรแล้ว ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งเลยทีเดียว

เพียงแต่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังปราณบนผ้าคลุมศพยันต์ธารณีลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงประมาณหนึ่งในสามของเดิมเท่านั้น แถมเมื่อคืนช่วงเวลาที่เขาได้อยู่ในวิหารเพื่อฟังบทสวดมนต์ก็สั้นลงกว่าสามครั้งก่อนหน้านี้ถึงครึ่งหนึ่ง และภาพในความฝันก็บิดเบี้ยวมากขึ้น

เขาคาดเดาว่า หลังจากดูดซับครั้งต่อไปจบลง เขาคงไม่สามารถ "ท่องฝัน" ได้อีกแล้ว

เขาเริ่มลังเลว่าจะดูดซับพลังปราณที่เหลืออยู่นี้ต่อดีหรือไม่

นอกจากนี้เขายังพบว่า การดูดซับพลังปราณจากผ้าคลุมศพยันต์ธารณีไม่ได้ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นแบบพลิกฟ้าพลิกดิน แต่กลับไปเสริมสร้างด้านประสาทสัมผัสทั้งห้าและพลังจิตวิญญาณแทน

ทั้งสายตา การได้ยิน ความเร็วในการตอบสนอง ความจำ และลางสังหรณ์ ล้วนก้าวล้ำเกินขีดจำกัดของคนปกติไปไกลแล้ว

อย่างเช่นตอนนี้ แม้ประตูห้องจะปิดสนิท แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงต่าง ๆ ที่เกาฟางฟางกำลังทำมื้อเช้าอยู่ในครัวได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

เขาลุกขึ้นแต่งตัว เดินออกจากห้องนอนไปล้างหน้าล้างตา

"มื้อเช้าแบบตะวันตกนะ กินแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน..."

ที่โต๊ะอาหาร เกาฟางฟางวางขนมปังโทสต์ทาเนย ไข่ดาว เบคอน ไส้กรอกย่าง และแฮมแผ่นลงตรงหน้าเกาตงซวี่ พร้อมรินนมสดรสหวานให้อีกสองแก้ว ก่อนจะนั่งลงแล้วเอ่ย

"ดีกว่าตอนที่ผมอยู่ที่อังกฤษตั้งเยอะครับ" เกาตงซวี่ยิ้มพลางหยิบขนมปังมาแซนด์วิชไข่ดาว เบคอน และมะเขือเทศฝานเข้าด้วยกัน แล้วกัดคำใหญ่พร้อมโชว์สีหน้าพึงพอใจ

"พูดถึงอาหารอังกฤษ พี่เริ่มจะสงสารแกขึ้นมาเลยล่ะ คิก ๆ..." เกาฟางฟางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

เกาตงซวี่ยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "ตอนนี้แค่นึกถึงปลาทอดกับมันฝรั่งของอังกฤษ ผมก็รู้สึกเลี่ยนจะแย่แล้วครับ..."

"พวกโจรสลัดน่ะ แกยังจะไปหวังว่าพวกเขาจะมีวัฒนธรรมการกินอะไรอีกล่ะ" เกาฟางฟางเอ่ยประชดประชันด้วยสีหน้าดูแคลน

"พูดถึงอังกฤษ มันก็อดทำให้ผมนึกถึงฮ่องกงไม่ได้นะพี่ พี่ลองไปฮ่องกงดูไหมล่ะ? ผมว่าด้วยความรู้และความสามารถของพี่ มหาวิทยาลัยหรือห้องแล็บที่ฮ่องกงต้องเสนอสวัสดิการระดับสูงให้พี่แน่นอน" เกาตงซวี่หาจังหวะเกลี้ยกล่อมต่อ

"เอาละ ๆ พี่รู้แล้ว พี่จะเก็บไปคิดดูอีกทีนะ แกเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ฟังจนหูแฉะแล้ว..." เกาฟางฟางค้อนวงใหญ่พลางเอ่ยอย่างเริ่มรำคาญ

"โอเคครับ โอเค..." เกาตงซวี่ส่ายหน้าหัวเราะอย่างอ่อนใจ

"รีบกินเถอะ พี่นัดผู้จัดการเหลียงไว้แล้ว วันนี้จะให้แกได้ระบายอารมณ์ให้เต็มที่เลย"

"เป็นสนามยิงปืนในร่มเหรอครับ?"

"ต้องในร่มสิ ถ้าจะเอาสนามกลางแจ้งแกต้องไปถึงนิวเจอร์ซีย์โน่น..."

"โอเคครับ"

ที่ร้านปืนเวสต์ไซด์ เกาตงซวี่ได้พบกับผู้จัดการเหลียงที่พี่สาวของเขาชื่นชมนักหนา เขาเป็นชายผมสั้นเกรียน ใบหน้ากลม สวมเสื้อสเวตเตอร์แขนยาวสีเทาเข้ม กางเกงคาร์โกสีกากีอ่อน ใบหน้าดูมีโหงวเฮ้งแห่งความโชคดี มองแวบแรกดูเหมือนพี่ชายข้างบ้านผู้มีน้ำใจและรักพวกพ้องในซีรีส์ฮ่องกงจริง ๆ

หลังจากเกาฟางฟางแนะนำให้รู้จัก เกาตงซวี่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างสนิทสนมราวกับเพื่อนเก่า ทั้งการจับมือ แตะมือ ตบไหล่ และพูดคุยทักทาย แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรกก็ตาม

เกาตงซวี่มองดูเจ้าของร้านปืนที่ยิ้มแย้มดูไร้พิษสงตรงหน้า แล้วอดทนทอดถอนใจในใจไม่ได้ว่า ยิ่งเป็นคนที่ดูธรรมดาและเรียบง่ายเท่าไร มักจะเป็นคนที่มีความสามารถซ่อนอยู่มากเท่านั้น

"เคยเล่นปืนมาก่อนไหม?" เหลียงต๋าหลุนถามด้วยรอยยิ้ม

"ตอนเรียนที่อังกฤษเคยเล่นบ้างครับ ที่สนามยิงปืนเหมือนกัน..." เกาตงซวี่ตอบยิ้ม ๆ

"อืม งั้นก็ง่ายเลย มาเถอะ เลือกปืนที่ชอบไปสักสองสามกระบอกก่อน แล้วเราค่อยเข้าไปในสนามกัน..."

แม้เกาตงซวี่จะบอกว่าเคยเล่นที่อังกฤษมาบ้าง แต่เหลียงต๋าหลุนก็ยังคงสอนกฎความปลอดภัยในการใช้ปืนให้อย่างใจเย็น รวมถึงสอนเกร็ดความรู้พื้นฐานต่าง ๆ เช่น การล้างมือหลังยิงปืนเพื่อป้องกันสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย พร้อมทั้งสาธิตท่าทางการจับปืนและแบ่งปันประสบการณ์การยิงปืนให้ดูด้วยตนเอง ต้องยอมรับว่าบริการของเขาดีเยี่ยมจริง ๆ

พี่น้องตระกูลเกาสวมที่ครอบหูตัดเสียงรบกวน โดยมีเหลียงต๋าหลุนพาเดินผ่านประตูสองชั้นเข้าไปในสนามยิงปืน พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางนัก ทางเดินกว้างประมาณสองคนเดินได้เท่านั้น ทันทีที่ก้าวเข้าไปในสนามยิงปืน เกาตงซวี่ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นจาง ๆ ในลำคอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานหรือเปล่า แต่เขากลับรู้สึกถึงกลิ่นคาวหวานจาง ๆ

เมื่อถามดูจึงได้รู้ว่าเป็นเพราะตะกั่วที่อยู่ในลูกกระสุน เหลียงต๋าหลุนหัวเราะพลางบอกว่า "ไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าจะให้ถึงขั้นตะกั่วเป็นพิษจริง ๆ แกต้องไปเลียฝาผนังในสนามยิงปืนนี้ให้ทั่วทุกด้านนั่นแหละ!"

จบบท

จบบทที่ บทที่ 69 เผยจุดประสงค์ที่แท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว