เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25: ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม

บทที่ 25: ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม

บทที่ 25: ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม


บทที่ 25: ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม

เช้าวันรุ่งขึ้น ในระหว่างการทำวัตรเช้า เหล่าศิษย์พรรคหมื่นวิถีต่างมีสมาธิจดจ่อกันอย่างผิดคาด

พวกเขาทุกคนล้วนรู้สึกคล้ายคลึงกัน ราวกับว่าเมื่อคืนได้ฝันไป ในความฝันนั้นดูเหมือนจะมีเรื่องน่าโศกเศร้าเกิดขึ้น แต่พอตื่นขึ้นมากลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

เพราะในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาต่างทุ่มเทบากบั่นใน "ผู้รอดชีวิตแห่งวิถีธรรม" จนต้องเผชิญกับความรู้สึกทำนองนี้แทบจะตลอดเวลา จิตใจจึงเริ่มด้านชาและมีภูมิคุ้มกันไปบ้างแล้ว

นอกจากนี้ พวกเขายังรู้สึกว่าอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ราวกับได้ระบายความอัดอั้นตันใจใส่คนอื่นในความฝันไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเบิกบานใจ

ตรงกันข้ามกับเหล่าศิษย์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เซียนจารย์ทั้งสามท่านของพรรคหมื่นวิถีกำลังรวมตัวกันเพื่อทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน

เซียนจารย์ท่านหนึ่งวางหินสีน้ำเงินเข้มไว้กลางห้อง จากนั้นจึงร่ายคาถาเดินลมปราณเพื่อกระตุ้น 'หินฉายนิมิต' ให้ฉายภาพเหตุการณ์เมื่อคืนซ้ำอีกครั้งในรูปแบบภาพมายา

เมื่อเห็นว่าจางเต๋อไฉถึงกับใช้วบัติล้ำค่าของพรรคมารมาปิดล้อมพรรคหมื่นวิถีจนมิดชิด สีหน้าของเซียนจารย์ทั้งสามก็พลันบึ้งตึงขึ้นทันที

การถูกบุกรุกเข้ามาถึงใต้จมูกโดยไม่รู้ตัว จนเกือบจะกลายเป็นผักปลาให้สำนักฝันร้ายเก็บเกี่ยวไปนั้น หนี้แค้นครั้งนี้พวกเขาได้จดบัญชีไว้แล้ว

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคธรรมะและพรรคมารจะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ

หากพวกเขาไม่หาโอกาสเอาคืน พรรคหมื่นวิถีก็คงไม่มีหน้าดำรงอยู่ต่อไป

ทว่า เมื่อดูภาพเหตุการณ์ต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าของเซียนจารย์ทั้งสามก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความงุนงง และจากความงุนงงกลายเป็นความสับสนมึนงง

พวกเขากรอภาพช่วงที่ศิษย์พรรคมารพยายามจะ 'ลักไก่' แต่กลับกลายเป็นเสียท่า ถูกไล่ทุบตีจนแตกกระเจิง ดูซ้ำไปมานับสิบเที่ยว จนกระทั่งเซียนจารย์ท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างลังเลว่า "ถ้าข้าดูไม่ผิด... ศิษย์ของเรากำลังรังแกศิษย์สำนักฝันร้ายอยู่ใช่หรือไม่?"

"ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้อย่างไร?"

"แม้ความแข็งแกร่งในโลกแห่งความฝันจะไม่เกี่ยวกับพลังปราณ แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้น ลองเรียกตัวมาสอบถามดูดีไหม?"

"ตกลง ถ้าอย่างนั้นเชิญจางถิงมาก่อนแล้วกัน"

ไม่นานนัก จางถิงก็ถูกผู้ตรวจการพาตัวมา

ตลอดทาง จางถิงรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก

เขาพยายามประจบเอาใจผู้ตรวจการที่พาตัวมา เพื่อหวังจะรู้สาเหตุที่ถูกเซียนจารย์เรียกพบ แต่ก็ไม่ได้ความอะไรเลย

ผู้ตรวจการทุกคนล้วนเป็นศิษย์ระดับสร้างรากฐาน เมื่อสวมชุดคลุมผู้ตรวจการแล้ว พวกเขาจะวางตัวสูงส่งเข้าถึงยาก และไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ

เมื่อถามอะไรไม่ได้ จางถิงก็ยิ่งตื่นตระหนก

เขาพยายามนึกทบทวนความผิดที่เคยทำลงไป จนพบว่าเรื่องเลวร้ายที่สุดที่เคยทำคือตอนที่เพิ่งเริ่มเรียนคาถาอาคม แล้วไปแอบระเบิดห้องสุขากับเพื่อนๆ นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรอีก

หรือว่าตอนนั้นจะมีเซียนจารย์กำลังปลดทุกข์อยู่ แล้วตอนนี้พวกเขาสืบเจอตัวข้าแล้ว?

ช่างเถอะ ถ้าเป็นเรื่องนั้นจริงๆ ถึงเวลาข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวก็แล้วกัน

ด้วยความคิดฟุ้งซ่านสารพัด จางถิงเดินเข้ามาในห้องเงียบ

ผู้ตรวจการที่นำทางมาโค้งคำนับแล้วถอยออกไป จางถิงจึงรีบโค้งคำนับตามทันที แล้วแอบมองลอดช่องนิ้วมือดูบุคคลทั้งสามตรงหน้า

เซียนจารย์สามท่านนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า แต่ละท่านมีรัศมีเทพบางๆ บดบังใบหน้า ทำให้จางถิงมองเห็นไม่ชัดเจน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์อันเปี่ยมล้น

นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นหอมจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ นั่นคือสัญลักษณ์ของการเก็บสำรวมภายในของผู้มีระดับจินตาน (แก่นทองคำ) และร่างกายที่ไร้ซึ่งสิ่งเจือปน

เพียงแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาตินี้ ก็ทำให้จางถิงตระหนักถึงความไม่ธรรมดาของระดับจินตาน จนต้องรีบเก็บความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดและไม่กล้าคิดอะไรเพ้อเจ้ออีก

ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมกับส่งลำแสงเทพสายหนึ่งพุ่งเข้ามาในจิตใจของจางถิง

ไม่ถึงชั่วอึดใจ เซียนจารย์ท่านนั้นก็เอ่ยขึ้น "ลำบากเจ้าแล้ว กลับไปได้"

"...ขอรับ"

จางถิงเดินออกจากห้องเงียบด้วยอาการเหม่อลอย ยังคงรู้สึกงุนงงไม่หาย

เร็วขนาดนี้เลยหรือ?

เซียนจารย์ช่างเป็นตัวตนที่เหนือจินตนาการจริงๆ

ภายในห้องเงียบ เซียนจารย์ผู้ส่งแสงเทพออกไปกำลังเล่นกับดวงแสงในมือ

"ดวงจิตของเขาไม่มีปัญหา เหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้ส่งผลกระทบถึงรากฐาน ยิ่งไปกว่านั้น ดวงจิตของเด็กคนนี้แข็งแกร่งมาก จัดอยู่ในระดับหัวกะทิเมื่อเทียบกับศิษย์รุ่นก่อนๆ"

เซียนจารย์อีกท่านชำเลืองมอง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย "มิน่าล่ะ ถึงสามารถสังหารศิษย์พรรคมารกลับได้ เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ข้าจำได้ลางๆ ว่าก่อนหน้านี้ดวงจิตของเขาอยู่แค่ในเกณฑ์เหนือค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ทำไมช่วงนี้ถึงได้เติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้?"

เซียนจารย์ทั้งสองวิเคราะห์สถานการณ์ แล้วหันไปมอง 'เซียนจารย์หวัง' ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม

แม้จะเป็นเซียนจารย์เหมือนกัน แต่เซียนจารย์หวังมีตบะบารมีแก่กล้า และมีความรอบรู้ครอบคลุมในทุกด้าน ถือเป็นผู้มีตำแหน่งสูงส่งในพรรคหมื่นวิถี เซียนจารย์ทั้งสองจึงมักจะฟังความคิดเห็นของเขา

ทว่าเซียนจารย์หวังในยามนี้กลับมีแววตาเหม่อลอย ก้มหน้าเงียบกริบ แถมยังมีน้ำลายไหลย้อยออกมาที่มุมปาก ดูสภาพไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

แต่มือของเขากลับร่ายมุทราอย่างต่อเนื่อง และใช้วิชาต่างๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน จนคนมองตาลาย

ผ่านไปหลายอึดใจ เซียนจารย์หวังก็หยุดมือ ภาพติดตานับไม่ถ้วนกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม

เขาเคาะโต๊ะน้ำชาตรงหน้า แล้วเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน "น่าสนใจ จางถิงคนนี้... เขาตายมาแล้วหลายสิบครั้ง"

"...อะไรนะ?"

"คนบางคนเกิดมาพร้อมอารมณ์ความรู้สึกที่ไวเป็นพิเศษ เรื่องบางเรื่องพวกเราทำไม่กี่ครั้งก็ชินชา แต่สำหรับพวกเขา ทุกครั้งคือความรู้สึกใหม่ จางถิงผู้นี้ก็เป็นคนประเภทนั้น"

"แต่คนเราตายได้แค่ครั้งเดียวนะ..."

"ท่านพูดถูก แต่ใน 'เกม' คนเราตายได้หลายครั้ง"

เมื่อเห็นเซียนจารย์อีกสองท่านยังคงมองมาด้วยความงุนงง เซียนจารย์หวังก็รู้สึกท้อใจเล็กน้อย

เซียนจารย์ระดับจินตานนั้นดีไปเสียทุกอย่าง แต่บางครั้งความคิดก็ยังยึดติดกับกรอบเดิมๆ เกินไป จนมองไม่เห็นสิ่งใหม่ๆ

เขาหยิบม้วนตำรา "ผู้รอดชีวิตแห่งวิถีธรรม" ที่ 'หวังจิ่ว' ได้ตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมาออกมา แล้วแจกจ่ายให้กับเซียนจารย์ทั้งสอง ก่อนจะกล่าวว่า "ลองเล่นดูสักพัก ด้วยความแข็งแกร่งของพวกท่าน น่าจะปลดล็อกนรกภูมิและเข้าไปสำรวจได้ในเวลาไม่นาน"

เซียนจารย์ทั้งสองทำตามคำแนะนำของเซียนจารย์หวัง รีบเข้าสู่แดนนรกภูมิ และหลังจากไล่ฆ่าฟันอยู่ในนั้นครึ่งค่อนวัน ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย "เกิดอะไรขึ้น? ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่?"

"ระดับจินตานยังแข็งแกร่งเกินไปหรือ? ช่างเถอะ ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร พวกท่านแค่ต้องรู้ว่าจางถิงหมกมุ่นอยู่กับเกมนี้มากเกินไป จนถูกฆ่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกม ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นการขัดเกลาดวงจิตของเขาในการเผชิญหน้ากับความเป็นและความตาย"

เซียนจารย์ท่านหนึ่งตอนแรกยังไม่เข้าใจ แต่พอได้ยินว่าสามารถขัดเกลาดวงจิตได้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที และรีบเอ่ยว่า "เช่นนี้ก็หมายความว่า เราสามารถใช้วิธีนี้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ดวงจิตของเหล่าศิษย์ได้ใช่ไหม?"

"ใช่ แต่ใช้ได้เฉพาะกับศิษย์ที่ต่ำกว่าระดับจินตานเท่านั้น ข้าตัดสินใจว่าจะลองผลักดันวิธีนี้ และทดลองกับศิษย์สายในบางส่วนดูก่อน ส่วนศิษย์สายนอกอย่าเพิ่งให้แตะต้อง พวกเขายังต้องสร้างรากฐานให้มั่นคง เรื่องดวงจิตรอให้ถึงระดับสร้างรากฐานก่อนค่อยเริ่มก็ยังไม่สาย"

"ดี แต่ข้ายังมีอีกคำถามหนึ่ง... 'ฟางไว่' ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?"

เซียนจารย์หวังยิ้มอย่างขมขื่นและส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้ ข้อมูลของเขาถูกปกปิดไว้อย่างดีเยี่ยม แต่จากเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ ข้าพอจะคาดเดาได้อย่างหนึ่ง"

"คนผู้นี้ จะต้องเป็น 'ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม' อย่างแน่นอน!"

จบบทที่ บทที่ 25: ผู้พิทักษ์แห่งวิถีธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว