- หน้าแรก
- ส่งหายนะสู่ทางสว่าง เมื่อผมสร้างเกมดัดนิสัยและแจกรางวัลสุดโกง
- บทที่ 26 ใช้สิ่งนี้ทดสอบผู้บริหารงั้นรึ?
บทที่ 26 ใช้สิ่งนี้ทดสอบผู้บริหารงั้นรึ?
บทที่ 26 ใช้สิ่งนี้ทดสอบผู้บริหารงั้นรึ?
บทที่ 26 ใช้สิ่งนี้ทดสอบผู้บริหารงั้นรึ?
เมื่อมองอาจารย์หวังด้วยความสับสน พวกเขาก็พบว่าอาจารย์หวังประเมิน 'ฟางไว่' ไว้สูงส่งอย่างยิ่ง
ทว่าหลังจากได้เห็นข้อมูลลับที่อาจารย์หวังเปิดเผย พวกเขาก็ค้นพบว่าในช่วงเวลานี้ ความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณของศิษย์สายนอกได้รับการยกระดับขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไป แม้แต่คนที่แย่ที่สุดก็ยังพัฒนาขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับตอนก่อนเข้าสำนัก
หลังจากให้อีกสองท่านได้เห็นเนื้อหาอย่างชัดเจนแล้ว อาจารย์หวังจึงกล่าวว่า "ระหว่างความเป็นและความตาย ย่อมมีความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มีวาสนาอันยิ่งใหญ่เช่นกัน ศิษย์รุ่นปัจจุบันเกิดหลังสงครามมาหลายรุ่น ไม่เคยสัมผัสกับความตาย ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณจึงไม่สูงนัก แม้แรกเริ่มจะไม่เห็นผลชัดเจน แต่เมื่อพวกเขาเผชิญกับคอขวดในการทะลวงขั้น พวกเขาจะติดขัดและไม่อาจก้าวหน้าได้"
เมื่อนึกถึงหลี่จื่อโม่ที่เคยติดขัดอยู่แต่จู่ๆ ก็ทะลวงขั้นได้เมื่อคืนวาน และตอนนี้กำลังเก็บตัวเพื่อปรับพื้นฐานลมปราณให้มั่นคง อาจารย์เซียนทั้งสองท่านก็พยักหน้าเห็นด้วย
อาจารย์หวังหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวต่อว่า "อันที่จริง พวกเราต่างรู้ดีว่าศิษย์ในยุคปัจจุบันต้องการบททดสอบบางอย่าง มิฉะนั้นพวกเขาจะค่อยๆ เสื่อมถอยลง ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่พรรคมารไม่ทำอะไรเกินเลย เราจึงอนุญาตให้พวกเขาขัดเกลาศิษย์ของเราในวงจำกัด และพวกเขาก็จะได้รับพลังอารมณ์ด้านลบไปเป็นค่าตอบแทน ทว่า ศิษย์ของเราได้รับการปกป้องดีเกินไป จนสูญเสียบททดสอบที่จำเป็นไปหลายอย่าง ซึ่งส่งผลเสียต่อการเติบโตของพวกเขา"
เมื่อได้ยินดังนั้น อาจารย์เซียนท่านหนึ่งก็มีปฏิกิริยาขึ้นมา หันไปมองอาจารย์หวังแล้วกล่าวว่า "ความหมายของท่านคือ ไอ้สิ่งที่เรียกว่า 'เกม' นี้ แท้จริงแล้วคือบททดสอบของฟางไว่งั้นรึ?"
"อืม ข้ามีความคิดเช่นนั้น แต่ยังฟันธงไม่ได้ ข้าถึงกับสงสัยว่าเขาอาจเป็นผู้อาวุโสจากสมัยสงครามธรรมะ-อธรรม ที่ถูกพลังมารกัดกินจิตใจระหว่างสงคราม จนต้องเก็บตัวเงียบเชียบ แต่ก็ยังคอยปกป้องเหล่าศิษย์อยู่ห่างๆ"
เมื่อเอ่ยถึงสงครามธรรมะ-อธรรม อาจารย์เซียนอีกสองท่านก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง
ในตอนนั้น พวกเขายังเป็นเพียงศิษย์ระดับกลั่นลมปราณ ทำหน้าที่บำเพ็ญเพียรอยู่แนวหลังและคอยช่วยเหลือผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในการอารักขาปุถุชน ทำหน้าที่ฝ่ายส่งกำลังบำรุง
กระนั้น พวกเขาก็ได้เห็นฉากนองเลือดมากมาย ซึ่งบางภาพยังคงตราตรึงมิอาจลืมเลือน
ในยุคนั้น มียอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดอยู่ไม่น้อย และการระเบิดของวิญญาณแรกกำเนิดหลังจากที่บางคนสิ้นชีพ ก็ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างถาวร และทิ้งอาณาเขตแห่งเต๋าอันน่าสะพรึงกลัวไว้ในบางแห่ง
และผู้อาวุโสบางท่านก็ถูกความมืดกัดกิน บางคนกลายเป็นบ้า ในขณะที่บางคนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนและผี
หลังสงครามสิ้นสุด สำนักต่างๆ ก็ต้องการรับตัวผู้อาวุโสเหล่านี้กลับคืนมา แต่บางท่านก็ตกสู่ด้านมืดไปโดยสมบูรณ์ ในขณะที่บางท่านประกาศว่าตนเองเต็มไปด้วยความแปดเปื้อน การกลับมามีแต่จะสร้างปัญหา ดังนั้นไม่พบหน้ากันเสียจะดีกว่า
เมื่อรู้ว่าฟางไว่อาจเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสเหล่านั้น อาจารย์เซียนอีกท่านจึงถามขึ้นว่า "เช่นนั้น เราควรเชิญเขากลับมาหรือไม่?"
"ไม่จำเป็น ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้า บางทีอีกฝ่ายอาจเป็นสายลับของพรรคมารจริงๆ ก็ได้"
คำพูดนี้ทำให้อาจารย์เซียนทั้งสามท่านที่อยู่ในที่ประชุมหัวเราะออกมา
หากฟางไว่เป็นสายลับพรรคมาร เขาก็นับว่าเป็นคนดีใช้ได้เลยทีเดียว
"ในอีกแง่หนึ่ง การที่อีกฝ่ายไม่เปิดเผยตัวย่อมมีเจตนาและเหตุผลส่วนตัว เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงโดยเจตนา อย่างไรก็ตาม ตัวเราเองก็ไม่อาจปักใจเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ประสงค์ดี และเราต้องมีมาตรการป้องกันไว้บ้าง"
"หากอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโสจริงๆ การทำเช่นนี้จะไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ?" อาจารย์เซียนท่านหนึ่งกล่าวด้วยความกังวล
"ถ้าเราไม่ทำ นั่นแหละคือการเสียมารยาท" อาจารย์หวังกล่าวพลางยิ้ม "หากเราไม่ทำอะไรเลย อีกฝ่ายคงด่าว่าเราเป็นไอ้โง่แน่ถ้ารู้เข้า! การหันหลังให้คนอื่นเฉยๆ นั่นไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ?"
น้ำเสียงของอาจารย์หวังทำให้อาจารย์เซียนท่านหนึ่งนึกถึงศิษย์พี่ของนาง
ศิษย์พี่ผู้นั้นมักจะระมัดระวังตัวเสมอและมักจะขุดคุ้ยปัญหาออกมาได้มากมาย และนี่ก็เป็นคำพูดที่เขาชอบพูดจริงๆ
"นั่นสินะ" นางพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว ในบรรดาผู้ตรวจการ มีผู้ตรวจการฝีมือดีคนหนึ่งชื่อหวังจิ่ว และเขาปักใจเชื่อมาตลอดว่าฟางไว่คือสายลับพรรคมาร งั้นเรามอบหมายหน้าที่เฝ้าระวังนี้ให้เขาดีไหม?"
"ตกลง ข้ารู้จักหวังจิ่ว แม้เขาจะเป็นคนขี้ระแวง แต่ก็เป็นคนที่ทำเพื่อสำนักด้วยใจจริง งานนี้ยกให้เขาจัดการเถอะ"
"ดี ถ้าอย่างนั้น คำถามต่อไป พิธีแต่งตั้งอาจารย์เซียนของหลี่จื่อโม่จะจัดขึ้นเมื่อไหร่?"
"รอจนกว่าเขาจะออกจากฌาน นานแล้วที่ไม่มีอาจารย์เซียนระดับจินตานถือกำเนิด ครั้งนี้เราต้องจัดให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ"
"ตกลง"
ในขณะที่เหล่าอาจารย์เซียนแห่งสำนักหมื่นวิถีกำลังประชุมกัน หลินหยวนก็กำลังสื่อสารกับเยว่หลิงหลงผ่าน 'หนอนกู่ซ่อนเร้น' อยู่ที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร
ของหวานประจำวันนี้ในโรงอาหารคือ 'กุ้ยฮวาเนียง' (เหล้าหมักดอกหอมหมื่นลี้) ที่ทำจากน้ำหวานดอกหอมหมื่นลี้สดผสมกับบ๊วยดองเหล้า เติมบัวลอยลูกเล็กและงา กลิ่นหอมอบอวลและช่วยแก้กระหายได้ดีเยี่ยม
ปกติหลินหยวนจะดื่มสักสามชามใหญ่ๆ แต่ดูเหมือนช่วงหลังเขาจะเริ่มเรื่องมากเรื่องกินหลังจากถูกซ่างกวนจื่อปรนเปรอด้วยขนมหวานชั้นเลิศ ทำให้เขารู้สึกว่ารสชาติวันนี้ออกจะเปรี้ยวฝาดไปหน่อย ดื่มไปได้สองชามก็ไม่อยากดื่มต่อแล้ว
"...หลินหยวน เมื่อกี้เจ้าเหม่อหรือเปล่า?" เสียงของเยว่หลิงหลงดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
"ฟังอยู่ ฟังอยู่ เมื่อกี้เจ้าว่าไงนะ?"
"ยังจะบอกว่าไม่ได้เหม่ออีก... วันนี้จางเต๋อไฉมาหาข้า เขานำวัตถุดิบที่เจ้าต้องการมาก่อนหน้านี้มาให้ แล้วเดี๋ยวเขาจะมอบให้เจ้าพร้อมกับหินวิญญาณ"
"เหมืองแก่จางใจป๋าจริงๆ! ขอให้เถ้าแก่จางรวยๆ เฮงๆ นะ"
"เหอะๆ ช่วงนี้เขาซวยซ้ำซวยซ้อนน่ะสิ แล้วเขายังฝากข้ามาถามเจ้าด้วยว่า ช่วงนี้สำนักหมื่นวิถีเปิดสอนวิชาอะไร ทำไมจิตวิญญาณของพวกศิษย์ถึงได้แข็งแกร่งนัก?"
"ข้าจะไปรู้ได้ไง? วันๆ ข้าก็เอาแต่สร้างเกม" หลินหยวนตอบเสียงเรียบ พลางจิบน้ำแกงหวาน
"เจ้าพูดถูก สงสัยจะเป็นคราวซเคราะห์ของเขาเอง ดวงซวยใครก็ฉุดไม่อยู่ เอาล่ะ ผลงานก่อนหน้านี้ของเจ้าทำได้ดีมาก ทำต่อไปนะ ส่งเจ้าไปเป็นสายลับที่นั่นนี่ตัดสินใจถูกจริงๆ เจ้าเก่งเรื่องสร้างความปั่นป่วนให้ชาวบ้านจริงๆ"
"อื้มๆๆ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าวางนะ สื่อสารผ่านหนอนกู่ที่นี่เปลืองพลังเวทจะตาย"
"...เจ้ายังมีพลังเวทไม่พออีกเรอะ?"
"พลังเวทน่ะไม่ขาด แต่ขาดข้ออ้าง ตรงโน้นเขาเปิดซุ้มซี่โครงหมูน้ำแดงแล้ว ข้าต้องรีบไปแย่งชิงสักสองสามชิ้นมากินด่วน! โอเค แค่นี้นะ วางล่ะ"
ฟังเสียงตื่นเต้นของหลินหยวนแล้ว เยว่หลิงหลงถึงกับพูดไม่ออก
และหลังจากที่เขาตัดสายไปดื้อๆ นางก็ยิ่งรู้สึกจนปัญญา
มหาเทพโบราณผู้ยิ่งใหญ่ วันๆ ถ้าไม่หมกมุ่นอยู่กับเกมเฮงซวย ก็มัวแต่ห่วงเรื่องซี่โครงหมูน้ำแดงในโรงอาหาร
ช่วยมีความทะเยอทะยานหน่อยได้ไหม?!
ช่วยทำตัวให้สมกับเป็นมหาเทพโบราณในตำนานแล้วออกไปทำลายล้างโลกทีเถอะ?!
นางดีดนิ้ว แล้วหนอนกู่ที่ทำหน้าที่สื่อสารก็บินกลับเข้ากรง
เยว่หลิงหลงตัวจิ๋วพลิกดูบันทึก แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมบอกอะไรบางอย่างกับหลินหยวน
แต่คนที่จะไปส่งหินวิญญาณและวัตถุดิบเป็นคนจากสำนักร้อยบุปผา (เหอฮวน) เดี๋ยวเขาก็คงอธิบายเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
คิดได้ดังนั้น นางก็ผ่อนคลาย ฮัมเพลงเบาๆ เปิดนิยายอ่าน และเริ่มอู้งาน
กลางดึก ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) หลินหยวนเรียนเสร็จสิ้นสำหรับวันนี้และกลับมาที่หอพักด้วยความอิ่มเอมใจ
วันนี้เขาได้เรียนรู้วิชาใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในเกมเพื่อทำให้ภาพเคลื่อนไหวได้คล้ายกับ Live2D
และเนื่องจากมันเป็นวิชาอาคม พื้นที่ในการเคลื่อนไหวจึงยืดหยุ่นกว่า และเอฟเฟกต์ภาพก็ดีกว่า เขาแทบรอไม่ไหวที่จะลองวิชา
ช่วงนี้พวกอาจารย์เซียนสั่งแบน "ผู้รอดชีวิตแห่งวิถีธรรม" โดยเด็ดขาด และยกให้เป็นสวัสดิการเฉพาะศิษย์ระดับสร้างรากฐานเท่านั้น ทั่วทั้งสำนักสายนอกจึงเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ ซึ่งทางอ้อมแล้วมันช่วยส่งพลังอารมณ์ด้านลบจำนวนมากมาให้เขา
อารมณ์เหล่านี้บวกกับที่สะสมมาก่อนหน้านี้ พอดีช่วยผลักดันให้เขาฝึก "คัมภีร์นิรันดร์" ไปถึงขั้นที่สอง ซึ่งตรงตามเงื่อนไขการใช้วิชาที่เพิ่งเรียนมาวันนี้เป๊ะๆ หลินหยวนรู้สึกราวกับสวรรค์กำลังเข้าข้าง
สวรรค์ย่อมตอบแทนผู้มีความเพียร มหาเทพโบราณผู้ขยันหมั่นเพียรย่อมไม่มีทางโชคร้าย
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าหอพัก เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
มีสิ่งมีชีวิตส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหน่อ
ซ่างกวนจื่อกลับบ้านไปทำธุระ ก่อนไปก็ทิ้งท้ายไว้อย่างผู้ชนะว่าจะทำให้เขาดูดีขึ้น สงสัยคงเตรียมเซอร์ไพรส์อะไรไว้ให้
เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก็พบร่างของคนคนหนึ่งอยู่บนเตียงของเขา
เมื่อเห็นเจ้านั่นนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง หลินหยวนก็บีบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด
นี่มัน... การทดสอบผู้บริหารชัดๆ
ข้าชอบ!