- หน้าแรก
- ส่งหายนะสู่ทางสว่าง เมื่อผมสร้างเกมดัดนิสัยและแจกรางวัลสุดโกง
- บทที่ 15 ก่อเรื่อง
บทที่ 15 ก่อเรื่อง
บทที่ 15 ก่อเรื่อง
บทที่ 15 ก่อเรื่อง
"ท่านหมอ ข้ามันเลวระยำหาที่เปรียบไม่ได้ เป็นคนชั่วช้าที่เกินเยียวยา เพราะความเห็นแก่ตัว ข้าถึงได้ฆ่าพี่น้อง ฆ่าสหายร่วมรบ หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย! ข้าจะกลับไปมีความสงบสุขในจิตใจเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร?"
"ข้าว่าแจ้งหอคุมกฎก่อนดีกว่า ข้าช่วยเจ้าจัดการศพเยอะขนาดนั้นพร้อมกันไม่ไหวหรอกนะ"
"ไม่ใช่ ข้าหมายถึงพวกเขาไม่ใช่คนจริงๆ เป็นแค่จินตนาการของข้า ท่านเข้าใจคำว่าจินตนาการไหม? คือการเพ้อฝันถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่ถึงแม้ผู้คนจะเป็นเพียงจินตนาการ แต่มิตรภาพที่พวกเรามีให้กันนั้นจริงใจยิ่งนัก สรุปก็คือ ทำไมข้าต้องฆ่าพวกเขาด้วย?"
"คนตายไม่อาจฟื้นคืน... ขอแสดงความเสียใจด้วย"
"ไม่มีวิธีชุบชีวิตคนตายจริงๆ หรือ?"
"มี แต่มันต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิบ สูงเกินกว่าที่เจ้าจะจ่ายไหว"
"โฮฮฮฮ..."
'หลี่จื่อมั่ว' แห่ง 'หอซิ่งหลิน' (หอการแพทย์) มองดูศิษย์ที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ตรงหน้าด้วยความมึนงงเล็กน้อย
ตั้งแต่เมื่อวาน มีศิษย์แวะเวียนมาหาเขาไม่ขาดสาย ร้องไห้คร่ำครวญบอกว่าเผลอฆ่าคนรักของตนไป หวังว่าเขาจะช่วยจ่ายยาที่มีฤทธิ์สงบประสาทให้ เอาแบบที่แรงที่สุด ยิ่งทำให้ความจำเสื่อมได้ยิ่งดี
หากมีแค่คนเดียวก็ยังพอเข้าใจได้ว่าอาจเกิดจากความเครียดในการเรียน พักผ่อนสักสองสามวันก็น่าจะหาย
แต่ศิษย์ยี่สิบสามคนติดต่อกันที่มีอาการคล้ายคลึงกันเช่นนี้ มันช่างน่าฉงนยิ่งนัก
หลังจากจ่ายยาสลบไปส่งๆ เพื่อไล่ศิษย์คนนั้นกลับไป หลี่จื่อมั่วก็หยิบเวชระเบียนที่เพิ่งจัดระเบียบใหม่ออกมาทบทวนเพื่อหาจุดร่วม
"ทุกคนพูดเหมือนกันว่าฆ่าสหาย และบอกว่าเป็นความผิดของตัวเอง... ช่วงนี้โรงอาหารก็ไม่มีเมนูเห็ดเสียด้วย ต่อให้มี ก็ไม่น่าจะทำให้เกิดอาการหลอนที่คล้ายคลึงกันขนาดนี้ได้"
หลังจากสังเกตอยู่นาน หลี่จื่อมั่วรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าศิษย์เหล่านี้ไม่ได้โกหก
แต่พวกเขาก็ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดเช่นกัน
อาการที่คล้ายคลึงกันบ่งบอกว่าพวกเขาผ่านประสบการณ์ที่เหมือนกันมา แต่สำนักหวั่นฝ่าไม่มีภารกิจฝึกฝนใดๆ ในช่วงนี้ และศิษย์เหล่านี้ก็ไม่มีบันทึกการเดินทางออกนอกสำนัก
แปลกมาก
เมื่อพิจารณาบันทึกเหล่านี้อย่างละเอียด หลี่จื่อมั่วรู้สึกว่าปัญหาตรงหน้าเกินกำลังความสามารถของเขาแล้ว
เขาเป็นเพียงหมอ เรื่องพรรค์นี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงหยิบแผ่นหยกขึ้นมา ล็อกเป้าหมายไปที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง แล้วส่ง 'กระแสจิต' ออกไปทันทีเพื่อให้ปลายทางได้รับรู้คำขอของเขา
ไม่ถึงชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วย เพื่อนร่วมงานของเขา 'หวังจิ่ว' ผู้มีหนวดเคราเฟิ้มก็ปรากฏตัวขึ้น
หลี่จื่อมั่วเชิญเขานั่ง รินชาให้สองถ้วย แล้วเอ่ยยิ้มๆ "หวังจิ่ว ไม่เจอกันนานเลยนะ"
'ผู้ตรวจการหวังจิ่ว' ยิ้มอย่างอ่อนล้า "นั่นสิ ไม่เจอกันนาน มีเรื่องอะไรผิดปกติหรือเปล่า?"
หลังจากพิจารณาหลี่จื่อมั่วอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง หวังจิ่วก็พยักหน้าและกล่าวว่า "พี่จื่อมั่ว ผ่านไปหลายวัน แสงแห่งกรรมบนตัวท่านดูแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิมเสียอีก"
สำนักหวั่นฝ่าเน้นย้ำเรื่อง 'ความรู้คู่การปฏิบัติ' เพียงแค่เรียนและวิจัยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ศิษย์จำเป็นต้องขัดเกลาตนเองในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ และนำสิ่งที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อศึกษาต่อในระดับสูง
ในบรรดาศิษย์ระดับ 'ขอบเขตสร้างรากฐาน' หลี่จื่อมั่วก็นับเป็นหนึ่งในผู้โดดเด่น
การบำเพ็ญเพียรของเขานั้นประณีตงดงาม และยังเป็นปรมาจารย์แห่งหอซิ่งหลินที่หาตัวจับยาก ทั้งพลังฝึกปรือและแสงแห่งกรรมล้วนเข้าสู่ 'ขั้นสมบูรณ์' แล้ว สามารถบรรลุ 'ขอบเขตจินตาน' (แก่นทองคำ) และกลายเป็นปรมาจารย์เซียนได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้ เขาขาดเพียงแค่ 'วาสนา' เท่านั้น
เขาและหวังจิ่วเป็นศิษย์รุ่นเดียวกัน แต่หลังจากเข้าสู่สำนักฝ่ายใน คนหนึ่งเข้าหอซิ่งหลิน อีกคนเข้าแผนกผู้ตรวจการ เส้นทางของทั้งสองจึงแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
โชคดีที่มิตรภาพยังคงอยู่ และพวกเขาก็หาเวลามาพบปะกันบ้างเป็นครั้งคราว
หลี่จื่อมั่วไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขาหยิบเวชระเบียนที่รวบรวมไว้ยื่นให้หวังจิ่ว
หวังจิ่วรับบันทึกไปอ่าน กวาดสายตาเพียงปราดเดียวก็อ่านได้สิบบรรทัด ไม่นานก็อ่านกองเอกสารหนาเตอะจนจบ เขาลูบเคราพลางเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม
"คนจำนวนมากขนาดนี้ถามคำถามเดียวกัน มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ จื่อมั่ว ท่านคิดว่าสาเหตุคืออะไร?"
"ข้าสงสัยว่าเป็นสายลับของพรรคมาร และน่าจะเป็นคนที่มีฝีมือพอตัวเลยทีเดียว"
หวังจิ่วพยักหน้า เห็นด้วยกับการตัดสินใจของหลี่จื่อมั่ว
"ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ยังขาดหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของคนคนเดียวกับคราวก่อน"
"ท่านหมายถึงม้วนไม้ไผ่ที่ 'ปรมาจารย์เซียนแซ่หวัง' ได้ไปน่ะหรือ?"
"ใช่ พวกศิษย์เรียกสิ่งนั้นว่า 'เกม' และเล่นมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทุกวัน ข้าก็เคยลองเล่นดูแล้ว แต่ข้ามองไม่เห็นความน่าสนใจของเจ้า 'ปรมาจารย์วิชาดาบ' นั่นเลยจริงๆ"
"แต่ดูเหมือนปรมาจารย์เซียนแซ่หวังจะชอบมันนะ"
"ปรมาจารย์เซียนแซ่หวังชอบของแปลกใหม่ทุกอย่างนั่นแหละ แต่เกมนี้มันอันตรายเกินไปจริงๆ ข้ามีลางสังหรณ์ว่าสิ่งนี้จะเข้ามาพลิกโฉมหลายสิ่งหลายอย่าง และจะปล่อยให้มันแพร่กระจายต่อไปไม่ได้"
เมื่อดื่มชาหมดแก้ว หวังจิ่วก็หยิบเวชระเบียนและลุกขึ้นยืน "พี่จื่อมั่ว ขอบคุณที่แจ้งเรื่องนี้ให้ข้าทราบ วันหลังข้าจะเลี้ยงน้ำชาท่านเป็นการตอบแทน ข้าต้องรีบไปตรวจสอบเรื่องนี้ บางทีอาจจะมีเกมใหม่และแผนการร้ายซ่อนอยู่เบื้องหลัง"
"ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย"
หลี่จื่อมั่วมองส่งหวังจิ่วจนลับสายตา รินชาให้ตัวเองอีกถ้วย แล้วเหม่อมองออกไปในระยะไกล
ยามที่ไม่มีใครอยู่ เขาจะเหมือนหุ่นเชิดที่พังทลาย นั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น
แม้ผู้คนทั่วหล้าจะยกย่องว่าเขาเป็น 'อัจฉริยะ' แต่ถ้าเขาไม่เคยเห็นอัจฉริยะตัวจริงมาก่อน เขาอาจจะหลงเชื่อคำเยินยอนั้นไปแล้ว
อัจฉริยะที่แท้จริงจะไม่มีวันติดอยู่ใน 'คอขวด' และไม่ต้องการวาสนาใดๆ
การทะลวงขอบเขตพลังสำหรับคนเหล่านั้นง่ายดายราวกับดื่มน้ำ ขอบเขตจินตานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับพวกเขาเท่านั้น
คนส่วนใหญ่ก้าวเดินไปบนเส้นทางใหม่กันหมดแล้ว ไม่เหมือนกับตัวเขา ที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่ชายขอบของจินตาน
และเขารู้ดีถึงสาเหตุที่ตนไม่อาจบรรลุขอบเขตจินตานได้
หัวใจของเขาว่างเปล่า
ตั้งแต่เด็ก เขาใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้อื่นเสมอ สวมบทบาทเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยม
ผู้อาวุโสอยากให้เขาเข้าสำนักหวั่นฝ่า เขาก็เข้า
สำนักต้องการแพทย์เทวดา เขาก็เป็นให้
คนรอบข้างเชื่อว่าเขาควรบรรลุจินตานและกลายเป็นปรมาจารย์เซียน เขาก็เพียรสะสมพลังปราณอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็ไม่อาจก้าวข้ามธรณีประตูแห่งจินตานไปได้เสียที
ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนถูกจัดวางไว้ให้ เขาแทบจะไม่มีความคิดหรือความปรารถนาเป็นของตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่สามารถจุดประกายความหลงใหลในใจเขาได้เลย
เมื่ออยู่ลำพัง เขาจึงได้แต่นั่งเหม่อลอยเช่นนี้ จนกว่าจะมีใครเข้ามา
หุ่นเชิดเช่นนี้ จะบรรลุวิถีแห่งจินตานได้อย่างไร?
หลี่จื่อมั่วมองออกไปไกล เฝ้าดูท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง โคมไฟนิรันดร์ของสำนักเริ่มส่องแสงสว่างไสว มอบความอบอุ่นให้แก่พื้นที่โดยรอบ
เขาไม่ได้จุดตะเกียง เพียงแค่เฝ้ามองด้านนอก จิตใจไร้สุขไร้ทุกข์ เงียบงันดั่งไม้เก่าคร่ำครึ
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ เขารู้สึกว่าควรจะพักผ่อนเสียที
แต่ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างอยู่ใต้เก้าอี้
เมื่อยื่นมือออกไป วัตถุใต้เก้าอี้ก็ลอยเข้ามาในมือ มันคือม้วนไม้ไผ่ขนาดเล็ก
ม้วนไม้ไผ่นี้คงเป็นของศิษย์ฝ่ายนอกสักคนที่ทำตกไว้โดยบังเอิญ และจุดที่มันตกก็ค่อนข้างลับตา จึงไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน
หลี่จื่อมั่วส่ง 'จิตสัมผัส' จมดิ่งลงไปในม้วนไม้ไผ่ หวังจะดูว่ามีข้อมูลของเจ้าของหรือไม่ ทันใดนั้นเขาก็พบว่าม้วนไม้ไผ่นี้ไม่ธรรมดา
"'ผู้รอดชีวิตฝ่ายธรรมะ'... นี่มันคืออะไร?"
"กำลังโหลดข้อมูล... หมายความว่ายังไง?"
ด้วยความงุนงง เขาเลือกให้มันโหลดข้อมูลตามค่าเริ่มต้น แล้วสุ่มเลือกสถานที่ไปอย่างส่งๆ หลี่จื่อมั่วประหลาดใจที่เห็นตัวละครตัวเล็กๆ วิ่งตรงเข้าไปในรอยแยกสีดำบนพื้นดิน และหลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป ก็ตกลงสู่โลกใต้พิภพอันมืดมิด
เมื่อมองดูฉากอันแปลกประหลาดนี้ จู่ๆ หลี่จื่อมั่วก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
นี่ข้า... ก่อเรื่องเข้าแล้วหรือเปล่า?