- หน้าแรก
- ระบบกลืนกินดวงดาวอัปเลเวล สู่เส้นทางเจ้าแห่งการสร้าง
- บทที่ 24 ราชันงูมงกุฎหยก
บทที่ 24 ราชันงูมงกุฎหยก
บทที่ 24 ราชันงูมงกุฎหยก
บทที่ 24 ราชันงูมงกุฎหยก
【ท่านใช้พลังวิญญาณ 20 แต้ม ยกระดับ ‘ดาบทำลายทัพ’ สู่ขั้นที่ 2!】
【ท่านใช้พลังวิญญาณ 30 แต้ม ยกระดับ ‘ดาบทำลายทัพ’ สู่ขั้นที่ 3!】
【ท่านใช้พลังวิญญาณ 40 แต้ม ยกระดับ ‘ดาบทำลายทัพ’ สู่ขั้นที่ 4!】
โชคดีที่เขาอยู่ในเขตทุรกันดารและต้องต่อสู้ถี่ยิบ พลังวิญญาณที่ได้จากการสังหารสัตว์ประหลาดระดับแม่ทัพจึงมีจำนวนแต้มเป็นหลักสิบ ทำให้เขาสามารถยกระดับทั้ง ‘วิชาตัวเบาภูตพราย’ และ ‘ดาบทำลายทัพ’ ขึ้นมาได้
ถึงกระนั้น พลังวิญญาณของเขาก็ร่อยหรอจนแทบไม่เหลือแล้วในตอนนี้
แต่ก็ช่างเถอะ เขาซื้อวิชาดาบทำลายทัพมาแค่สี่ขั้นแรก จึงอัปเกรดได้สูงสุดเท่านี้ แม้ว่าจะสามารถใช้พลังวิญญาณอนุมานเพื่อฝึกฝนขั้นต่อไปเองได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการอัปเกรดปกติถึงสิบเท่า ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าอย่างแรง
ไว้มีโอกาสค่อยเอาแต้มเกียรติยศไปแลกวิชาส่วนที่เหลือในกองทัพเอาดีกว่า
เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูค่าสถานะปัจจุบัน
ผู้ใช้งาน: หลินเหยียน
สถานะ: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ, ร้อยตรีสังกัดเขตทหารภาคเหนือแห่งฐานเมืองเทียนจิง, สมาชิกทีมยุทธวิธีดวงดาว
ระดับ: นักรบขั้นกลาง
พลังวิญญาณ: 11
ทักษะ: ห้วงคำนึง (ไม่ทราบระดับ), ทักษะชักนำ · สัมผัสสูงสุด (ขั้นสูงสุด), วิชาตัวเบาภูตพราย (ระดับ SS) (ขั้นที่ 9), ดาบทำลายทัพ (ระดับ SS) (ขั้นที่ 4), เพลงกระบี่ · สรรพสิ่งตัดขาด (ระดับ A) (ขั้นที่ 6), เพลงดาบ · อัสนีบาต (ระดับ A) (ขั้นที่ 6), เพลงดาบเบญจสายฟ้า (ระดับ D) (ขั้นที่ 5), เพลงกระบี่ · แสงสว่าง (ระดับ D) (ขั้นที่ 4) 【หมายเหตุ: ทักษะที่ฝึกจนถึงขั้นสูงสุดแล้วจะไม่ระบุขั้นในภายหลัง】
ทักษะติดตัว: ความชำนาญวิชาดาบกระบี่ (ระดับ S), ความชำนาญอาวุธปืน (ระดับ F)
คุณลักษณะดาบ: ทำลายล้าง, อัสนี, ความคมกริบ, ตาบอด
อุปกรณ์: กระบี่ศึกเทียนกัง
ข้อมูลบนหน้าต่างสถานะนี้ช่างหรูหราเสียจนแสบตา ทั้งที่เขาเป็นเพียงนักรบขั้นกลางแท้ๆ!
ฉันเก่ง ฉันรู้ตัวดี!
อันที่จริง เขาสามารถใช้ ‘ห้วงคำนึง’ ในการวิจัยและพัฒนาตนเองได้โดยไม่ต้องใช้แต้มพลังวิญญาณ แต่การทำแบบนั้นกินพลังสมองและสมาธิมหาศาล ยากที่จะรักษาไว้ได้นาน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องประหยัดพลังวิญญาณ
ไว้ในอนาคตที่มีเวลาเหลือเฟือและพลังจิตกล้าแข็งกว่านี้ ค่อยว่ากันอีกที
เขาไม่ใช่พวกชอบดราม่าคร่ำครวญกับเรื่องพรรค์นี้
ความสำเร็จในวันนี้ของฉัน ย่อมมาจากพรสวรรค์และความพยายามของฉันล้วนๆ... เคยเห็นเมืองฐานทัพเมืองหลวงตอนตีสี่ไหมล่ะ?
ไม่เคยเห็นเหรอ?
บังเอิญจัง ฉันก็ไม่เคยเหมือนกัน!
พลังวิญญาณ... อัปเกรด!
แล้วก็พุ่งทะยานไปเลย!
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
กลุ่มของหลินเหยียนออกจากที่ซ่อนตัวเพื่อไปสมทบกับปู้เซียงหยางและเฉินเลี่ยน
พวกเขาได้รับแจ้งพิกัดผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารเรียบร้อยแล้ว
ปู้เซียงหยางกับหลี่เทาซ่อนตัวอยู่ในโกดังโรงงานแห่งหนึ่ง ส่วนกลุ่มของเฉินเลี่ยนหลบอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารที่พักอาศัย
พวกเขาเลือกไปหาปู้เซียงหยางและหลี่เทาก่อน เพราะระยะทางไม่ไกลนัก เจียเหยียนเคาะประตูโกดังเบาๆ สองครั้ง แล้วกระซิบ "พวกเราเอง"
ไม่นานประตูก็เปิดออก ทั้งสี่คนเดินเข้าไปด้านใน
หลินเหยียนรีบขอโทษหลี่เทาทันที "พี่หลี่ ตอนนั้นสถานการณ์มันคับขัน ผมเลยต้องลงมือ..."
เอ่อ... ต้องเรียกว่า ‘ลงเท้า’ ถึงจะถูก
ตอนนั้นหลี่เทาเลือดขึ้นหน้าจนไม่กลัวตาย จะเข้าไปบวกกับสัตว์ประหลาดท่าเดียว หลินเหยียนเลยถีบเขากระเด็นออกมา
แถมไม่ได้ออมแรงเลยสักนิด
หลี่เทาหน้าแดงก่ำเมื่อได้ยินดังนั้น เมื่อวานเขาโดนปู้เซียงหยางบ่นหูชาไปรอบหนึ่งแล้ว พวกเขารู้จักกันมาก่อนเริ่มภารกิจจึงพูดจากันได้ตรงไปตรงมา และเขาก็โดนด่าเปิง "ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณนาย..."
พอรอดออกมาได้ อะดรีนาลีนหยุดหลั่ง สติสตางค์เริ่มกลับมา เขาก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองแทบบ้า นี่เขาทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย...
น่าขายหน้าชะมัด!
ฉู่เว่ยเอ่ยเสริม "หลี่เทา นายต้องเพลาๆ อารมณ์ลงบ้าง อย่าใช้อารมณ์เหนือเหตุผลนักสิ"
หลี่เทา ในฐานะทหารรุ่นพี่ที่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่รุ่นน้องอย่างหลินเหยียน จะกล้าเถียงอะไรได้ "เข้าใจแล้ว ฉันจะปรับปรุงตัวแน่นอน!"
พวกเขาคุยกันครู่หนึ่งก็ไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปยังที่ซ่อนของเฉินเลี่ยนต่อทันที
ทว่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ตอนที่เพิ่งเจอกัน ทุกอย่างยังดูปกติดี แต่ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง จู่ๆ ปู้เหวินซิงก็กระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหมดสติไป
ปู้เซียงหยางตกใจสุดขีด รีบประคองร่างน้องชายไว้ แม้เขาจะไม่ใช่หมออาชีพ แต่ก็เคยผ่านการฝึกอบรมด้านปฐมพยาบาลมาบ้าง เมื่อสังเกตอาการของน้องชาย เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
ปู้เซียงหยางหันขวับไปคาดคั้นเฉินเลี่ยน "เขาโดนพิษแน่ๆ วันนี้เขาไปกินอะไรแปลกๆ หรือโดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ไหนกัดมาหรือเปล่า?"
เฉินเลี่ยนเองก็ตื่นตระหนก ตอบกลับตะกุกตะกัก "วันนี้มี ‘งูเขียวห้าไผ่’ เลื้อยเข้ามาในห้องใต้ดิน เหวินซิงพลาดท่าโดนมันกัดเข้าครับ"
งูเขียวห้าไผ่ เป็นสัตว์ประหลาดงูระดับ H ที่อ่อนแอมาก พิษของมันก็เจือจาง สำหรับนักรบขั้นสูงที่มีร่างกายแข็งแกร่งอย่างปู้เหวินซิงแล้ว ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำ
"โดนกัดตรงไหน?"
"ที่ข้อมือ!"
ปู้เซียงหยางถลกแขนเสื้อของปู้เหวินซิงขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลสีดำคล้ำ ตรงกลางมีจุดเลือดสีแดงฉานสองจุด
รูม่านตาของเขาหดเกร็ง "นี่ไม่ใช่งูเขียวห้าไผ่... แต่มันคือ ‘ราชันงูมงกุฎหยก’!"
"ราชันงูมงกุฎหยก?"
ไม่มีใครในที่นั้นเคยได้ยินชื่อสัตว์ประหลาดชนิดนี้ เคยได้ยินแต่ ‘งูมงกุฎหยก’ ซึ่งก็เป็นสัตว์ประหลาดระดับต่ำเช่นกัน ตัวโตกว่างูเขียวห้าไผ่ประมาณเท่าตัวและมีพิษแรงกว่านิดหน่อย
ปู้เซียงหยางรีบอธิบาย "มันเป็นสัตว์ประหลาดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในอเมริกาเมื่อปีก่อน จากแผนที่พันธุกรรม มันคือสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่หายากมากของงูมงกุฎหยก ถ้าไม่สังเกตดีๆ ลักษณะภายนอกจะคล้ายงูเขียวห้าไผ่มาก แต่หลังจากเคสนั้น ก็ไม่เคยมีการค้นพบมันอีกเลย... มันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง!"
หลิวเสี่ยวเฉินถามแทรก "พิษของราชันงูมงกุฎหยกนี่รุนแรงมากไหม?"
ปู้เซียงหยางตอบเสียงเครียด "ผมเคยอ่านวิจัยของศาสตราจารย์ไฮแมน เพียร์ซ เกี่ยวกับเจ้างูชนิดนี้ พิษของมันในระยะแรกจะไม่แสดงอาการชัดเจน แต่พอพิษแล่นเข้าสู่สมอง จะทำให้สมองขาดออกซิเจนจนผู้ป่วยหมดสติ ถ้าไม่รีบระงับพิษ เซลล์ประสาทสมองจะถูกทำลายอย่างถาวร กลายเป็นเจ้าชายนิทรา... หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ผัก’ นั่นแหละ"
"ศาสตราจารย์ท่านนั้นทดลองอยู่ครึ่งปี ถึงค้นพบว่าสาร ‘ลินโรซิน’ ที่สกัดจาก ‘ต้นป็อปลาร์ใบละเอียดกลายพันธุ์’ สามารถสลายสารพิษของราชันงูมงกุฎหยกได้อย่างชะงัด"
"สารลินโรซินไม่ใช่ของหายาก ถ้าอยู่ในเมืองฐานทัพคงรักษาได้สบาย แต่สภาพของเหวินซิงตอนนี้... อย่างมากก็ทนได้แค่ 6 ถึง 8 ชั่วโมง ก่อนที่เซลล์สมองจะเสียหาย ถึงตอนนั้นก็หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ!"
ปู้เซียงหยางเริ่มสติแตก นั่นคือน้องชายแท้ๆ ของเขา เขาทำใจไม่ได้ที่จะเห็นน้องต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดชีวิต
หลินเหยียนเอ่ยขึ้น "ต้นป็อปลาร์ใบละเอียดหาไม่ยากครับ แต่ขั้นตอนการสกัดลินโรซินจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในห้องแล็บ"
ฉู่เว่ยรีบค้นหาข้อมูลในอุปกรณ์ทันที "มีสถาบันวิจัยทางการแพทย์อยู่ห่างจากเราไปสิบเอ็ดกิโลเมตร ผมเช็กบันทึกช่วงอพยพแล้ว เครื่องมือในสถาบันนั้นขนย้ายลำบากเลยถูกทิ้งไว้ ถ้าโชคดี เราอาจจะมีทางรอด"
ปู้เซียงหยางพึมพำเสียงแผ่ว "กระบวนการสกัดลินโรซินมันซับซ้อนและยากมาก... ในพวกเราไม่มีใครทำเป็นเลย..."
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง"
"หืม?"
หลินเหยียนจ้องมองปู้เซียงหยางด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะย้ำอีกครั้ง
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเองครับ"