- หน้าแรก
- เจ้าสาวผู้เปลี่ยนชะตา จากความจำยอมสู่วาสนาที่พาให้มั่งมี
- ตอนที่ 21 ข้าวสารและน้ำมัน
ตอนที่ 21 ข้าวสารและน้ำมัน
ตอนที่ 21 ข้าวสารและน้ำมัน
โจวรุ่ยหยวนไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาบังคับม้าพลางหันกลับมามองตู้หว่านชุนด้วยสีหน้าเป็นกังวล "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ตกใจหรือไม่?"
ตู้หว่านชุนเกาะขอบรถม้าไว้แน่น ส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แต่ขาของท่านพี่ล่ะ?"
พูดจบ นางก็เลื่อนสายตาลงไปมองที่ขาของเขา
โจวรุ่ยหยวนนั่งอยู่บนหลังม้า สองมือกำบังเหียนแน่น เขาพยายามขยับขาข้างที่เพิ่งจะเริ่มมีแรงอย่างยากลำบาก "ดูเหมือนว่าข้าจะขยับมันได้แล้ว"
ตู้หว่านชุนมองดูขาที่ขยับเขยื้อนได้เล็กน้อยนั่น หัวใจพลันเอ่อล้นด้วยความปิติ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า นางยิ้มทั้งน้ำตาแล้วตอบกลับไป "ดียิ่งนักเจ้าค่ะท่านพี่ ในที่สุดขาของท่านก็ขยับได้แล้ว!"
ใบหน้าของโจวรุ่ยหยวนเองก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี คิ้วกระบี่เลิกขึ้นเล็กน้อย แผ่นหลังเหยียดตรงผึ่งผาย สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านจนปอยผมข้างขมับพลิ้วไหว
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมากระทบใบหน้าอันหล่อเหลา ขับเน้นให้เขาดูสง่างามโดดเด่นเหนือสามัญ มองจากระยะไกลราวกับคุณชายสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อม เป็นภาพที่ชวนให้ตราตรึงใจไปชั่วชีวิต
ตู้หว่านชุนนั่งอยู่ในรถม้า มองดูร่างสง่านั้นจนเผลอเหม่อลอย รอยยิ้มแห่งความโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ลักยิ้มคู่เล็กบุ๋มลงข้างแก้ม ทอประกายสดใสภายใต้แสงจันทร์
ทั้งสองเร่งความเร็วรีบเดินทางกลับบ้าน
ป้าโจวกำลังตักข้าวใส่ชาม พอได้ยินข่าวว่าขาของโจวรุ่ยหยวนขยับได้ มือไม้ก็สั่นเทาจนเกือบทำชามข้าวร่วงหล่น
โจวเจ้ารีบคว้าชามไว้ได้ทัน แล้วร้องเรียกนางเสียงดัง "ท่านแม่ ข้าวขอรับ"
ป้าโจวได้สติ รีบโยนทัพพีลงในหม้อแล้วหันขวับไปมองที่หน้าประตู เมื่อเห็นตู้หว่านชุนกำลังประคองโจวรุ่ยหยวนเดินเข้ามา น้ำตาก็พรั่งพรูออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"รุ่ยหยวน ขาของลูกยืนได้แล้วจริงๆ หรือ?!"
ตู้หว่านชุนเลิกชายเสื้อของโจวรุ่ยหยวนขึ้น เผยให้เห็นขาข้างหนึ่งที่พอจะยันพื้นได้บ้าง แล้วตอบว่า "ท่านแม่ ท่านพี่ยังยืนได้ไม่เต็มที่เจ้าค่ะ เพียงแค่พยุงตัวยืนได้ชั่วครู่เท่านั้น"
เมื่อครู่ตอนที่เพิ่งลงจากรถม้า นางให้โจวรุ่ยหยวนลองยืนดู ไม่คาดคิดว่าขาอีกข้างของเขาก็เริ่มมีแรงและสามารถยืนทรงตัวได้จริงๆ
เพียงแต่เพราะไม่ได้เดินเหินมานาน จึงยังยืนได้ไม่นานนัก
ป้าโจวรีบเข้าไปช่วยประคองบุตรชายให้นั่งลงบนเก้าอี้ นางปาดน้ำตาพลางกล่าวว่า "ไม่เป็นไร แค่ยืนได้ตอนนี้ ก็แปลว่าวันหน้าต้องกลับมายืนได้เหมือนเดิมแน่ ค่อยๆ ฝึกไปเถิด"
ตู้หว่านชุนพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ ท่านพี่ ต่อไปนี้ข้าจะช่วยท่านฝึกเดินเอง"
โจวรุ่ยหยวนทำหน้าไม่ถูก เขาเองยังไม่หายตื่นเต้นดีใจที่กลับมาเดินได้ เมื่อได้ยินคำพูดของตู้หว่านชุน เขาจึงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนและกล่าวด้วยความซาบซึ้ง "ลำบากเจ้าแล้ว ฮูหยิน"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกนางว่า 'ฮูหยิน' เต็มปากเต็มคำเช่นนี้
ตู้หว่านชุนได้ฟังก็หัวใจพองโต ทันใดนั้นนางก็นึกถึงข้าวสารในรถม้าขึ้นมาได้ จึงลุกขึ้นบอกป้าโจว "ท่านแม่ วันนี้พวกเราขายหัวไชเท้าได้เงินมาตั้งหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะ พวกเราเลยเอาเงินไปซื้อข้าวสารมาสิบชั่ง กับน้ำมันอีกหนึ่งชั่งเจ้าค่ะ"
ป้าโจวเงยหน้ามองไปที่รถม้าหน้าประตู ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ "หัวไชเท้าขายได้เงินเยอะขนาดนี้เชียวรึ?"
ตู้หว่านชุนยิ้มพลางพยักหน้า "วันนี้ถือว่าโชคดีเจ้าค่ะ ยายเฒ่าเหอชอบหัวไชเท้าของพวกเรามาก เลยเหมาที่เหลือไปทั้งหมด แล้วยังจ่ายเงินให้เราตั้งครึ่งหนึ่ง"
ป้าโจวไม่ได้เห็นข้าวสารและน้ำมันมากมายขนาดนี้มานานแล้ว ประกอบกับเรื่องดีๆ ของโจวรุ่ยหยวนเมื่อครู่ ทำเอาตอนนี้แข้งขานางอ่อนแรงไปด้วยความตื่นเต้น
นางเดินออกไปหน้าบ้าน พลางตะโกนเรียกโจวเจ้า "เจ้าเอ๋อร์ มาช่วยแม่ขนข้าวสารกับน้ำมันเข้าบ้านเร็ว!"
"ท่านแม่ รอเดี๋ยว ข้ามาแล้ว" โจวเจ้ารีบวางชามข้าวในมือแล้ววิ่งเหยาะๆ ตามออกไป
หลังจากดูแลโจวรุ่ยหยวนเรียบร้อยแล้ว ตู้หว่านชุนก็ตามออกไปช่วย ทุกคนในครอบครัวช่วยกันขนข้าวสารและน้ำมันเข้าบ้าน
มีเสบียงเหล่านี้แล้ว ตระกูลโจวก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปอีกพักใหญ่
ตู้หว่านชุนปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองดูกระสอบข้าวสารบนพื้นแล้วหันไปพูดกับป้าโจว "ท่านแม่ อีกไม่กี่วันเราเอาหัวไชเท้ากับไข่เป็ดไปขายอีกนะเจ้าคะ พอได้เงินมา ข้าจะตัดชุดใหม่ให้ท่านแม่ กับน้องรองน้องสามด้วย"
ป้าโจวปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า หยิบผ้าเช็ดหน้าจากเอวออกมาซับเหงื่อที่ขมับให้ตู้หว่านชุน "เด็กโง่... ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่แม่จะทำคือซื้อเครื่องประดับดีๆ ให้เจ้าสักชิ้น ดูสิ... สาวน้อยหน้าตาสะสวยปานนี้ แต่บนหัวกลับไม่มีอะไรประดับเลยสักชิ้นเดียว"
ตู้หว่านชุนยกมือขึ้นแตะมวยผมที่ว่างเปล่าของตน คิ้วเรียวโค้งลงเป็นรอยยิ้ม เมื่อก่อนตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ นางเคยมีปิ่นมุกเล็กๆ อันหนึ่ง เป็นสินเดิมที่มารดาติดตัวมาตอนแต่งงาน แต่หลังจากแม่นางหลิวแต่งเข้ามา เครื่องประดับที่มารดาทิ้งไว้ให้ก็ถูกนางยึดไปจนหมด
วันที่นางหอบผ้าผ่อนหนีมาตระกูลโจว สมบัติที่ติดตัวมาจึงมีเพียงชุดเจ้าสาวชุดเดียว
"ท่านแม่ ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ของนอกกายพวกนี้เดี๋ยววันหน้าก็หาใหม่ได้" นางลดมือลงแล้วหันไปยกกับข้าวที่เตรียมไว้ออกมาจากเตา
"ท่านแม่ พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ"
ป้าโจวได้สติ รีบเข้าไปช่วยยกกับข้าวไปที่ห้องโถง
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันเข้านอนหมดแล้ว มีเพียงบ้านตระกูลโจวที่เพิ่งจะได้เริ่มมื้อเย็น
ที่ป้าโจวยอมทนหิวรอจนดึกดื่น ก็เพื่อรอให้ตู้หว่านชุนและโจวรุ่ยหยวนกลับมากินข้าวพร้อมหน้ากัน
เวลานี้ทุกคนต่างทั้งหิวทั้งง่วง จึงรีบกินข้าวแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ทว่าคืนนี้โจวรุ่ยหยวนยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้านนอก ตู้หว่านชุนนอนรออยู่บนเตียงจนเผลอหลับไป ก็ยังไม่เห็นเขากลับเข้ามาในห้อง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
วันนี้เป็นวันที่นางต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ตู้หว่านชุนจึงตื่นแต่เช้ามาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ สวมชุดใหม่ที่ป้าโจวตัดเย็บให้ เป็นชุดกระโปรงจับจีบสีเหลืองอ่อนสดใส ซึ่งถือว่าเป็นชุดที่เนื้อผ้าและสีสันงดงามที่สุดในหมู่บ้านชางหลิว
เมื่ออยู่บนเรือนร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวผ่อง ยิ่งขับเน้นให้นางดูโดดเด่นสะดุดตา มองแวบแรกอาจเผลอคิดว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยที่ไหน
ป้าโจวยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ นางดึงตัวตู้หว่านชุนมาหมุนดูซ้ายดูขวา แล้วเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม "เจ้างามเหลือเกิน... เฮ้อ ถ้าแม่มีลูกสาวแบบเจ้าสักคนก็คงดี"