- หน้าแรก
- เจ้าสาวผู้เปลี่ยนชะตา จากความจำยอมสู่วาสนาที่พาให้มั่งมี
- ตอนที่ 13 เข้าเมืองไปซื้อข้าว
ตอนที่ 13 เข้าเมืองไปซื้อข้าว
ตอนที่ 13 เข้าเมืองไปซื้อข้าว
"รักษาได้หรือ?" ป้าโจวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ตู้หว่านชุนพยักหน้า "ได้เจ้าค่ะ ต้นกล้าและผักพวกนี้แค่ป่วยเท่านั้น ใส่ยาลงไปหน่อยก็น่าจะดีขึ้นเจ้าค่ะ"
การทำไร่ปลูกผักนั้นมีเคล็ดลับ ไม่ใช่ว่าหว่านเมล็ดลงดินแล้วจะปล่อยทิ้งขว้างได้ พืชผักพวกนี้ก็เหมือนคน หากดูแลไม่ดีก็ย่อมเจ็บป่วยได้
สมัยที่ตู้หว่านชุนยังสติไม่สมประกอบ นางมักจะเดินตามมารดาไปที่แปลงผักอยู่บ่อยๆ จึงพอจะจดจำและเรียนรู้วิธีการเหล่านี้มาได้บ้าง
ป้าโจวและโจวเจ้าเคยอ่านตำรามาบ้าง เมื่อได้ฟังตู้หว่านชุนอธิบายก็พอจะเข้าใจหลักการคร่าวๆ
"เอาล่ะ แม่ยังมีเงินอีแปะเหลืออยู่บ้าง เดี๋ยวแม่จะเข้าเมืองไปซื้อยา แล้วก็ซื้อข้าวสารกับเมล็ดพันธุ์มาด้วยเลย" ป้าโจวพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อทุกคนกลับเข้ามาในบ้านและเล่าเรื่องนี้ให้โจวรุ่ยหยวนกับโจวเฟิงฟัง
โจวรุ่ยหยวนและโจวเฟิงดูสุขุมเยือกเย็นกว่ามาก พอได้ยินว่าจะมีการฟื้นฟูที่ดิน พวกเขาก็รีบไปรื้อค้นเมล็ดพันธุ์เก่าๆ ที่เก็บไว้ในบ้านออกมาทันที
ป้าโจวลอบนับจำนวนดูแล้วก็พบว่าไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่มอีก
ตู้หว่านชุนนั่งยองๆ หยิบเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาพิจารณาพลางยิ้ม "ท่านแม่ วันนี้ท่านไม่ต้องเข้าเมืองก็ได้กระมังเจ้าคะ ลองปลูกเมล็ดพวกนี้ดูก่อนเถิด"
ป้าโจวลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม "ไปสิ ยังไงแม่ก็ต้องไป ถึงไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ ก็ต้องซื้อข้าวสารกับยาอยู่ดี"
พูดจบนางก็หันกลับเข้าไปในห้อง หยิบเงินอีแปะออกมาใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วกล่าวว่า "หว่านชุน เจ้าเฝ้าบ้านนะ เดี๋ยวแม่กับเจ้าเอ๋อร์จะไปกันเอง"
ตู้หว่านชุนพยักหน้ารับ "ท่านแม่ ระวังตัวด้วยนะเจ้าค่ะ"
ป้าโจวได้รับข่าวดีจนรู้สึกกระชุ่มกระชวย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "หมู่บ้านชางหลิวของเราอยู่ใกล้กับอำเภอเฉิงอัน เดินเท้าไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว เจ้ากับรุ่ยหยวนรออยู่ที่บ้านเถอะ ประเดี๋ยวแม่กับเจ้าเอ๋อร์ก็กลับมาแล้ว"
"ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่" ตู้หว่านชุนลุกขึ้นเดินไปส่งป้าโจวและโจวเจ้าที่หน้าประตูบ้าน
หลังจากทั้งสองจากไปได้ไม่นาน เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงวัน ทุกครัวเรือนต่างเริ่มเตรียมอาหารกลางวันกันแล้ว
ตู้หว่านชุนเดินเข้าไปในครัว พบว่าข้าวสารในโอ่งใกล้จะหมดแล้ว เมื่อเปิดฝาหม้อดูก็เห็นแผ่นแป้งข้าวโพดนึ่งสุกวางอยู่ไม่กี่ชิ้น
นางรีบยื่นมือไปแตะดู พบว่ายังอุ่นๆ อยู่
ดูเหมือนป้าโจวจะทำทิ้งไว้เมื่อเช้านี้
นางหยิบแผ่นแป้งข้าวโพดออกมาวางพักไว้ แล้วไปค้นหัวมันเทศที่เหลืออยู่ในบ้านมาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นๆ ก่อนจะโยนลงหม้อต้มพร้อมกับข้าวสารก้นโอ่งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
นางนั่งยองๆ มองดูเชื้อไฟในเตา มือเอื้อมไปหยิบกิ่งไม้แห้งเตรียมจะใส่เข้าไป
ทว่าทันทีที่ยื่นมือออกไป กิ่งไม้ในมือนางกลับถูกใครบางคนแย่งไปเสียก่อน
มือคู่นั้นขาวผ่องราวกับหยกขาว
ตู้หว่านชุนมองไล่ตามมือคู่นั้นขึ้นไป ก็พบว่าเป็นโจวรุ่ยหยวน
เขาไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแค่แย่งกิ่งไม้แห้งไปจากมือนาง หักครึ่ง แล้วก้มตัวโยนมันเข้ากองไฟ
จากนั้นเขาก็หยิบฟืนท่อนใหญ่สองท่อนใส่ตามเข้าไปด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่ว
เมื่อมีฟืนท่อนใหญ่ ไฟในเตาก็ลุกโชนสม่ำเสมอ ข้าวต้มมันเทศในหม้อเริ่มส่งไอร้อนพวยพุ่ง
ตู้หว่านชุนรีบหยิบกระบวยคนในหม้อ ไอน้ำสีขาวกลุ่มใหญ่ลอยฟุ้งขึ้นมา ไม่นานผิวน้ำข้าวต้มก็เริ่มเดือดปุดๆ
ตลอดเวลานั้น ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว ทว่ากลับทำงานประสานกันได้อย่างรู้ใจ
ตู้หว่านชุนประหลาดใจที่เขาขยับขาไม่ได้แต่กลับชำนาญงานครัวถึงเพียงนี้ ในขณะที่โจวรุ่ยหยวนเองก็นึกเวทนาเด็กสาวตัวเล็กๆ เช่นนางที่หยิบจับงานในครัวได้อย่างลื่นไหล ราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อข้าวต้มสุกได้ที่ ตู้หว่านชุนก็รีบตักใส่ชาม แล้วหันไปยิ้มให้โจวรุ่ยหยวน "ท่านพี่ ข้าจัดการทางนี้เอง ท่านออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะเจ้าค่ะ"
โจวรุ่ยหยวนปรายตามองมือที่นางถือชามแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้หมุนตัวกลับออกไป
ตู้หว่านชุนตักข้าวต้มเพิ่มอีกสองสามชาม แล้วยกออกไปที่ห้องโถงกลาง
ทันทีที่นางวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ ก็เห็นโจวรุ่ยหยวนออกมาจากห้องของเขา ในมือถือกล่องเครื่องหอมใบเล็กติดมือมาด้วย
กล่องใบนั้นทำจากไม้จันทน์หอม ดูวิจิตรบรรจงยิ่งนัก
ตู้หว่านชุนเหลือบไปเห็นเข้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม "ท่านพี่ มาทานข้าวต้มกันเถอะเจ้าค่ะ"
พูดจบนางก็ทำท่าจะหันหลังกลับไปยกชามอีกใบออกมาจากในครัว
โจวรุ่ยหยวนขยับเข้ามาข้างกายเร็วจี๋ คว้าข้อมือนางไว้ทันควัน
"ช้าก่อน"