- หน้าแรก
- เจ้าสาวผู้เปลี่ยนชะตา จากความจำยอมสู่วาสนาที่พาให้มั่งมี
- ตอนที่ 9 คืนเข้าหอ
ตอนที่ 9 คืนเข้าหอ
ตอนที่ 9 คืนเข้าหอ
ยามสนธยาค่อยๆ โรยตัวลงมา ขุนเขาและสายน้ำกลืนกันเป็นสีเดียว เทือกเขาสีน้ำเงินเข้มถูกฉาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีเงินยวาง
เสียงแมลงและนกร้องแว่วมาตามสายลมเหนือท้องทุ่ง ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เงียบสงบและร่มรื่น
ค่ำคืนนี้ถือเป็นคืนเข้าหอของตู้หว่านชุนและโจวรุ่ยหยวน
ตู้หว่านชุนนั่งพูดคุยกับป้าโจวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บข้าวของเตรียมตัวเข้าไปพักผ่อน
ป้าโจวกุมมือนางไว้ ตบหลังมือเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "หว่านชุน หากเจ้าไม่อยากเข้าหอ จะมานอนห้องเดียวกับแม่ก็ได้นะ"
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "ที่วันนี้เจ้าต้องแต่งเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นอกจากเพราะบ้านเราขัดสนแล้ว ยังเป็นความประสงค์ของรุ่ยหยวนด้วย
ขาของเขายังไม่หายดี จึงไม่อยากทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้า ไม่อยากถ่วงความเจริญของเจ้า"
ดวงตาของตู้หว่านชุนโค้งลงเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน นางกล่าวว่า "ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านพี่ได้บอกข้าแล้ว และข้าก็เข้าใจเจตนาของเขาดีเจ้าค่ะ
ข้ายินดีรอให้ขาของเขาหายดี แต่ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่จะทิ้งสามีให้อยู่ในห้องหอคนเดียวได้อย่างไร
หากคนนอกรู้เข้า จะไม่พากันหัวเราะเยาะเราอีกหรือเจ้าคะ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ อีกอย่างคืนนี้ท่านพี่เองก็ต้องการคนคอยดูแลด้วย"
ป้าโจวได้ยินดังนั้นก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก
หลังจากกำชับอีกไม่กี่คำ นางจึงปล่อยให้ตู้หว่านชุนเข้าห้องไป
"เด็กดี คืนนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น อย่าลืมเรียกแม่นะ"
"ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่"
ตู้หว่านชุนเลิกม่านกั้นประตูแล้วเดินยิ้มเข้ามาในห้อง
ทั้งสองต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่าโจวรุ่ยหยวนขาเจ็บ หากตู้หว่านชุนไม่ยินยอม เขาก็ย่อมทำอะไรไม่ได้
ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในประตูบานนี้แล้ว วาสนาความเป็นสามีภรรยาก็ถือว่าผูกกันแล้ว
คิดจะมาเสียใจภายหลังตอนนี้ เกรงว่าจะไม่ง่ายดายนัก
ตู้หว่านชุนเดินเข้าห้องอย่างไม่ลังเล ไม่ว่าจะด้วยความซาบซึ้งใจหรือรักแรกพบ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นโจวรุ่ยหยวน นางก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้คือสามีที่นางจะฝากชีวิตไว้ด้วย
ภายในห้องหอ โจวรุ่ยหยวนยังไม่หลับ
เขายังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างโต๊ะใต้แสงเทียน ทว่าหนังสือในมือกลับไม่ใช่เล่มเดิม แต่เป็นเล่มใหม่ที่ตู้หว่านชุนไม่เคยเห็นมาก่อน
ตู้หว่านชุนเดินเข้าไปหาเขาแล้วเอ่ยเรียกเบาๆ "ท่านพี่ ยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ?"
โจวรุ่ยหยวนมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นนางเดินเข้ามา
"ทำไมเจ้าถึง..."
ตู้หว่านชุนไม่รอให้เขาพูดจบ นางพูดแทรกขึ้นทันที "วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของพวกเรา ทำไมข้าจะเข้ามาไม่ได้เจ้าคะ?"
โจวรุ่ยหยวนเคยประจักษ์ฝีปากอันคมคายของนางมาแล้ว จึงไม่คิดจะต่อปากต่อคำด้วยอีก
เขาขยับเก้าอี้ไปที่ข้างเตียง หยิบผ้าห่มผืนหนึ่งทำท่าจะออกไปจากห้อง
ตู้หว่านชุนรีบเข้าไปขวางไว้ทันที "ท่านพี่ หากคืนนี้ท่านหอบผ้าห่มออกไป พรุ่งนี้ข้าคงถูกตราหน้าว่าเป็นเมียที่ถูกทิ้งแน่ๆ"
นางพูดถูก บรรดาเมียสาวๆ ในหมู่บ้านต่างกลัวคำครหาของชาวบ้านที่สุด
หากคืนนี้โจวรุ่ยหยวนทิ้งนางให้นอนคนเดียว พรุ่งนี้พวกปากหอยปากปูคงแต่งเรื่องนินทาตู้หว่านชุนกันสนุกปาก
โดยเฉพาะบ้านเดิมของนาง แม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดานั้นทนเห็นนางได้ดีไม่ได้เด็ดขาด
โจวรุ่ยหยวนชะงัก ไม่ดึงดันที่จะออกไปอีก
เขาวางผ้าห่มลง เลื่อนเก้าอี้กลับมาที่โต๊ะ แล้วเอ่ยว่า "เจ้านอนก่อนเถอะ ข้าจะอ่านหนังสือต่ออีกหน่อย"
ตู้หว่านชุนเห็นดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม
นางนำผ้าห่มวางกลับไปบนเตียง จัดแบ่งที่นอนออกเป็นสองฝั่ง ปูผ้าห่มแยกกันคนละผืน สำหรับนางหนึ่งผืน และสำหรับโจวรุ่ยหยวนอีกหนึ่งผืน
ตู้หว่านชุนถอดรองเท้าและถุงเท้า มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มฝั่งด้านใน แล้วล้มตัวลงนอนอย่างเงียบเชียบ
โจวรุ่ยหยวนยังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ นิ้วเรียวขาวผ่องค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษอย่างแผ่วเบา
ทั่วทั้งห้องเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสือ
ตู้หว่านชุนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม แอบลอบมองเขาเงียบๆ
ภายใต้แสงเทียนสีนวลตา ใบหน้าคมคายของเขาดูเคร่งขรึมลึกล้ำยิ่งกว่ายามกลางวัน แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยและความทะเยอทะยานบางอย่างในแววตา
ตู้หว่านชุนสังเกตเห็นว่าด้านหลังของเขามีภาพเขียนและพู่กันจีนแขวนอยู่มากมาย
ตัวอักษรเหล่านั้นเขียนได้อย่างงดงามทรงพลัง ภาพวาดก็ดูสมจริงราวกับมีชีวิต
นางจ้องมองอยู่นาน ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามโจวรุ่ยหยวน "ท่านพี่ ท่านมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ ทำไมไม่เคยไปสอบขุนนางเลยล่ะเจ้าคะ?"
โจวรุ่ยหยวนหยุดมือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยว่า "ข้าไม่อยากรับราชการ"
คิ้วเรียวสวยของตู้หว่านชุนขมวดเข้าหากัน นางถามด้วยความสงสัย "ถ้าไม่รับราชการ แล้วท่านจะสร้างชื่อเสียงเกียรติยศได้อย่างไรเจ้าคะ?"
โจวรุ่ยหยวนกลับสู่ท่าทีปกติ พลิกหน้ากระดาษอ่านต่อไปพลางตอบว่า "ราชสำนักนั้นซับซ้อน ไม่หาเรื่องใส่ตัวย่อมดีกว่า"
ตู้หว่านชุนฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพี่"
"คนเราจะสร้างชื่อเสียง ไม่จำเป็นต้องรับราชการเสมอไป"
"ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ หรือพ่อค้า ในบรรดาอาชีพทั้งหลาย ย่อมมีหนทางที่เหมาะสมกับพวกเราสักทางเจ้าค่ะ"
พูดจบนางก็หลับตาลง และจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
วันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน นางเหนื่อยล้าเต็มที พอหัวถึงหมอนและได้นอนบนเตียงที่แสนสบาย ความง่วงก็เข้าครอบงำทันที
ผ้าห่มผืนนี้ป้าโจวเพิ่งซื้อมาใหม่ นุ่มนิ่มสบายตัวกว่าเสื่อฟางที่นางเคยนอนที่บ้านตระกูลตู้เป็นไหนๆ
แถมผ้าห่มยังมีกลิ่นหอมจางๆ เหมือนกับกลิ่นกายของโจวรุ่ยหยวนไม่มีผิด
โจวรุ่ยหยวนเห็นคนบนเตียงนิ่งไปแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นมองนางเล็กน้อย
ตู้หว่านชุนมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มจนมิด เหลือเพียงใบหน้าเล็กๆ กลมๆ โผล่ออกมา
ช่างน่าประหลาดนัก ทั้งที่นางเป็นเด็กสาวตัวผอมแห้งเหลือแต่กระดูก แต่ใบหน้ากลับดูอิ่มเอิบ โดยเฉพาะยามหลับใหลเช่นนี้ ช่างดูเหมือนตุ๊กตาปั้นในศาลเจ้า ชวนให้รู้สึกอยากจะกัดแก้มยุ้ยๆ นั่นดูสักที
โจวรุ่ยหยวนเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาถึงได้รีบละสายตา แล้ววางหนังสือในมือลง
หนังสือที่เขาถืออยู่นั้นมีชื่อว่า 'ซางจวินซู' เป็นตำราที่ว่าด้วยหลักการปกครองแผ่นดิน กลยุทธ์การเมืองและการทหาร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเพิ่งพูดว่า 'ไม่อยากรับราชการ' เลยแม้แต่น้อย