- หน้าแรก
- เจ้าสาวผู้เปลี่ยนชะตา จากความจำยอมสู่วาสนาที่พาให้มั่งมี
- ตอนที่ 2 แต่งเข้าตระกูลโจว
ตอนที่ 2 แต่งเข้าตระกูลโจว
ตอนที่ 2 แต่งเข้าตระกูลโจว
ในวันสารทลี่ชุน ลูกสาวสองคนของตระกูลตู้ได้ออกเรือนไปพร้อมกัน คนหนึ่งหอบหิ้วห่อผ้าใบเล็กเดินตามแม่สื่อไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งเกี้ยวแปดคนหามแห่แหนไปอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
ชาวบ้านต่างพากันร่วมแสดงความยินดีกับตระกูลตู้ที่ได้เกี่ยวดองกับตระกูลที่ดี
ทว่า หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วการแต่งงานระหว่างตระกูลตู้และตระกูลหลี่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน นายอำเภอหลี่เดินทางกลับจากจวนผู้ว่าการ ระหว่างทางได้พบกับนักพรตทำนายดวงชะตาผู้หนึ่ง
นักพรตกล่าวว่า ในหมู่บ้านเซียงถานมีหญิงสาวสติปัญญาไม่สมประกอบนางหนึ่ง ซึ่งเป็นเทพธิดาผู้มีบุญญาธิการลงมาจุติ หากบุตรชายของท่านนายอำเภอได้แต่งงานกับนาง ตระกูลจะเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู ลาภยศสรรเสริญจะหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
นายอำเภอหลี่แค่นหัวเราะ "เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี! แต่ไหนแต่ไรมาการแต่งงานต้องดูที่ความเหมาะสมของฐานะข้าเป็นถึงนายอำเภอผู้ทรงเกียรติ จะให้ลูกชายแต่งงานกับคนบ้าใบ้ได้อย่างไร!"
นักพรตยิ้มบาง "แม่หนูนั่นที่กลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ก็เพราะดวงจิตดวงหนึ่งได้หลุดลอยไป หากวันหน้าดวงจิตนั้นหวนคืนกลับมา นางก็จะหายเป็นปกติ"
นายอำเภอหลี่ยังคงคิดว่าอีกฝ่ายพูดจาเพ้อเจ้อ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น นักพรตจึงยิ้มพลางกล่าวต่อ "ท่านนายอำเภอ เชื่อไว้บ้างย่อมดีกว่าลบหลู่มิใช่หรือ"
นายอำเภอหลี่โยนเหรียญอีแปะให้ ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปทันที
ทว่าเมื่อกลับถึงบ้าน ยิ่งคิดนายอำเภอหลี่ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ สุดท้ายเขาก็เชื่อคำพูดของนักพรต และสั่งให้ฮูหยินไปตามหาหญิงสาวปัญญาอ่อนผู้นั้น
ฮูหยินหลี่ไหนเลยจะยอมให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแต่งงานกับคนปัญญาอ่อน นางจึงวางแผนร่วมมือกับแม่นางหลิว ปิดบังนายอำเภอหลี่ แล้วสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว โดยให้ลูกสาวคนรองของแม่นางหลิวแต่งเข้ามาแทน
วันนั้นนายอำเภอหลี่รีบร้อนจากมา จึงไม่ได้ฟังประโยคสำคัญทิ้งท้ายของนักพรตที่ว่า "เมื่อธิดาผู้มีบุญญาธิการได้ดวงจิตคืนมา นางจะได้รับความคุ้มครองจากเทพไท้เทวา นำพามาทั้งวาสนาและเคราะห์กรรม หากปฏิบัติต่อนางดี วาสนาจะเปี่ยมล้น หากปฏิบัติต่อนางแย่ เคราะห์กรรมจะตามมาไม่สิ้นสุด"
แน่นอนว่าคำพูดลึกลับพิสดารเช่นนี้ ต่อให้ใครได้ยินก็คงยากที่จะเชื่อถือ
ระยะทางจากหมู่บ้านเซียงถานไปยังหมู่บ้านชางหลิวต้องใช้เวลาเดินเท้าเกือบครึ่งชั่วยาม แต่โชคดีที่ตระกูลโจวส่งเกวียนวัวมารับ ตู้หว่านชุนและแม่สื่อจึงมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ
ทันทีที่เข้าเขตหมู่บ้านชางหลิว ท้องฟ้าที่เคยปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึนพลันเปิดโล่ง แสงแดดสีทองราวกับเม็ดทรายละเอียดค่อยๆ โปรยปรายผ่านชั้นเมฆลงมา
ตู้หว่านชุนเดินมาหยุดที่หน้าประตูบ้านตระกูลโจว ร่างกายอาบไล้ด้วยแสงตะวันอันเจิดจ้า
บ้านตระกูลโจวเป็นเพียงบ้านดินหลังเล็กที่มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบ ตัวบ้านไม่ใหญ่นัก ดูแล้วน่าจะมีห้องหับเพียงสองสามห้องเท่านั้น
แม่สื่อมองดูสภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว หันมากุมมือตู้หว่านชุนพลางเอ่ยว่า "หว่านชุน พ่อของเจ้าช่างใจดำนัก แทนที่จะให้เจ้าไปเสวยสุขในจวนนายอำเภอ กลับยืนกรานให้มาตกระกำลำบากในรูหนูแบบนี้ ต่อไปนี้เจ้าคงต้องลำบากแล้ว"
แม้ตู้หว่านชุนจะเคยเป็นเด็กปัญญาอ่อน แต่นางเป็นเด็กว่าง่าย ใบหน้ากลมเกลี้ยง ดวงตากลมโต เป็นเด็กสาวที่น่ารักน่าเอ็นดู
แม่สื่อแซ่หลิวผู้นี้จึงรู้สึกสงสารนางจับใจ
ตู้หว่านชุนเงยหน้าขึ้นมองนางแล้วยิ้ม "ขอบคุณท่านป้าที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ในเมื่อข้าเลือกที่จะแต่งเข้าตระกูลโจวแล้ว ย่อมไม่รังเกียจที่พวกเขาขัดสน"
แม่สื่อหลิวได้ฟังก็ส่ายหน้า "เจ้านี่นะ... ช่างซื่อบื้อเสียจริง"
ตู้หว่านชุนไม่ได้โต้ตอบ เพียงแต่ยิ้มรับเงียบๆ
ทันใดนั้น ประตูบ้านตระกูลโจวก็เปิดออก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ลอยโชยออกมา
หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าป่านสีเทาเดินออกมาจากด้านใน ผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นพันด้วยผ้าโพกหัวสีน้ำตาล ผิวพรรณดูซีดเซียวเล็กน้อย รอบดวงตามีริ้วรอยจางๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจบดบังเครื่องหน้าอันวิจิตรและโครงหน้าที่งดงามหมดจดของนางได้
"โอ้ ข้ากำลังจะออกไปรับพวกเจ้าที่ปากทางหมู่บ้านพอดี ทำไมถึงมากันเร็วนักเล่า" ป้าโจวกล่าวพลางเช็ดมือและเดินสาวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี
ยามนางยิ้ม ดวงตาจะโค้งลงเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ราวกับมีดวงดาวระยิบระยับอยู่ภายใน แม้จะพยายามดัดท่าทางให้ดูหยาบกระด้าง แต่ตู้หว่านชุนก็ยังมองเห็นความสง่างามที่ขัดกับลานบ้านอันซอมซ่อนี้
ความสง่างามนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ต่อให้พยายามสลัดทิ้งอย่างไรก็คงไม่หลุด
"ท่านน้าโจว" ตู้หว่านชุนเอ่ยเรียกเสียงเบา
สายตาของป้าโจวตกกระทบลงบนร่างของตู้หว่านชุน ดวงตาคู่สวยฉายแววตกใจวูบหนึ่ง นางรีบก้าวเข้ามาจับมือตู้หว่านชุนไว้แน่น มองดูข้อมือที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ผอมขนาดนี้ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว"
แม่สื่อหลิวกล่าวเสริมจากด้านข้าง "เด็กคนนี้ลำบากมามาก แม่เลี้ยงใจยักษ์ใจมารนั่นไม่ใช่คนหรอก ดูสิ ฤกษ์ส่งตัวจริงๆ คือตอนเที่ยง แต่นางรีบอยากจะกำจัดลูกเลี้ยงให้พ้นตัว เลยเร่งให้ข้าพามาส่งตั้งแต่เช้าตรู่"
ป้าโจวเงยหน้าขึ้นและกล่าวขอบคุณแม่สื่อหลิว "ขอบคุณท่านพี่หลิวมากเจ้าค่ะ"
แม่สื่อหลิวยิ้ม "เอาเถอะ วันนี้เป็นวันมงคล รีบพานางเข้าบ้านเถอะ!"
ป้าโจวพยักหน้า "ใช่ๆ มาเถอะ เข้าบ้านกัน"
พูดจบ นางก็จูงมือตู้หว่านชุนเดินเข้าสู่ตัวบ้าน ใบหน้าและจิตใจเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี
ตระกูลโจวยามนี้ยากจนข้นแค้น ไม่มีเงินทองจะไปสู่ขอภรรยาให้ลูกชาย การได้เกี่ยวดองกับตระกูลตู้ครั้งนี้ถือเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
แม่นางหลิวแห่งตระกูลตู้ไปไหว้วานแม่สื่อให้หาคู่ครอง โดยแม่สื่อคนนั้นไปหาพ่อหม้ายวัยสี่สิบกว่าในหมู่บ้านชางหลิว เด็กสาววัยกำดัดจะให้ไปแต่งกับพ่อหม้ายรุ่นราวคราวพ่อได้อย่างไร ช่างผิดประเพณีและไร้มนุษยธรรมสิ้นดี
เมื่อป้าโจวทราบเรื่อง นางก็นึกสงสารเด็กน้อย จึงไหว้วานแม่สื่อหลิวให้ลองไปทาบทามที่ตระกูลตู้ก่อน ว่ายินดีจะยกบุตรสาวให้ตระกูลนางหรือไม่
เพียงแต่ครอบครัวนางยากจน ไม่มีสินสอดทองหมั้นใดๆ มอบให้
แม่นางหลิวที่ร้อนใจอยากจะขับไล่ตู้หว่านชุนออกจากบ้านอยู่แล้ว จึงตอบตกลงโดยไม่ต้องไตร่ตรอง
เมื่อป้าโจวทราบข่าวดี นางก็นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ไปซื้อผ้าห่มนวมผืนใหม่สองผืน นำไปวางไว้ในห้องของบุตรชายคนโต
แม้จะขัดสนเพียงใด ป้าโจวก็ยังเจียดเงินซื้อกระดาษสีแดงมาตัดแปะเป็นอักษรมงคลคำว่า 'ซังฮี้' ติดไว้ที่หน้าประตูบ้าน
เมื่อตู้หว่านชุนก้าวเข้ามาในบ้าน นางเงยหน้าขึ้นมองอักษรมงคลสีแดงชาดแผ่นใหญ่
ช่างน่าประหลาด บ้านหลังเล็กที่มืดสลัวและเก่าทรุดโทรม กลับดูมีชีวิตชีวาและสว่างไสวขึ้นทันตาด้วยอักษรมงคลเพียงคำเดียว
ป้าโจวรีบตะโกนเรียกเข้าไปในบ้าน "เฟิงเอ๋อร์! เจ้าเอ๋อร์! รีบออกมาคารวะพี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเจ้าเร็วเข้า!"