เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1240 รากฐานสามร้อย ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็น ละครต้องเล่นให้จบม้วน (ฟรี)

บทที่ 1240 รากฐานสามร้อย ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็น ละครต้องเล่นให้จบม้วน (ฟรี)

บทที่ 1240 รากฐานสามร้อย ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็น ละครต้องเล่นให้จบม้วน (ฟรี)


“เฮ้อ...”

“เห้อออ...”

“อาาาา...”

เสียงถอนหายใจสลับกับเสียงครางงึมงำด้วยความอึดอัด หลี่เซียงหานกอดหมอนใบยาวไว้แน่น สองขาหนีบผ้าห่มบางพลางพลิกตัวไปมาบนเตียงไม้จันทน์ดำด้วยความกระสับกระส่าย นางเดี๋ยวก็โก่งก้น เดี๋ยวก็ถีบขาไปมา จนกระทั่งท้ายทอยกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะเสียงดังปึก แรงสั่นสะเทือนทำเอาถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ร่วงลงมาแตกกระจาย

หนูตัวหนึ่งตกใจตื่นขึ้นมา มันมองซ้ายมองขวาพลางเกาพุงตัวเองอย่างงงๆ

คืนนี้ทั้งคืน นางไม่อาจข่มตาหลับได้เลย

รุ่งสาง...

สาวใช้ยกอาหารเช้าเข้ามาพร้อมกับถือม้วนภาพปึกหนึ่งวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะลงมือทำความสะอาดเศษกระเบื้องบนพื้น “ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ บนโต๊ะคือหมายประกาศจับที่ทางค่ายออกในวันนี้ครับ ท่านต้าสวี่กำชับว่าหากใครพบเห็นให้สังหารได้ทันที

ส่วนผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นต้าสวี่ หากพบเห็นให้จดจำร่องรอยไว้ ไม่ว่าจะกำลังทำภารกิจใดอยู่ก็ตาม ต้องหยุดมือและรายงานขึ้นไปทันที ท่านจะลุกขึ้นมาดูเสียหน่อยไหมเจ้าคะ?”

หลี่เซียงหานฟังด้วยความรำคาญใจ นางลุกขึ้นนั่งในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงประดุจรังนก

ขณะที่สาวใช้กำลังเกล้าผมให้นาง หลี่เซียงหานก็หยิบภาพวาดบนโต๊ะมาเปิดดู นอกจาก ‘กู่ซ่า’ เอ้อฉี่รุ่ยแล้ว อีกสองภาพที่เหลือทำเอาหลี่เซียงหานรู้สึกประหลาดใจจนบอกไม่ถูก

“ใครเป็นคนวาดภาพพวกนี้กัน นี่มันอะไร? ดูไม่เหมือนคนเลยสักนิด”

แสงสีทองวูบหนึ่งประกายขึ้น

อาเหวยกระโดดขึ้นไปบนฉากกั้นห้อง ขาเรียวเล็กของมันจิ้มลงบนองุ่นเขียวในถาดผลไม้ของหลี่เซียงหาน แล้วส่งให้หนูช่วยแกะเปลือกให้ ก่อนจะชะโงกหน้ามาดูภาพวาดด้วยกัน ทันใดนั้นมันก็หัวเราะจนตัวงอ ม้วนตัวเป็นก้อนกลมกลิ้งตกลงไปบนโต๊ะอย่างขำขัน

ภาพแรกคือมังกรขาวตัวน้อยหน้าตากวนประสาท มันเท้าสะเอวพลางแลบลิ้นปลิ้นตา เอียงคอทำตาโตข้างเล็กข้าง มองอย่างไรก็เป็นการยั่วยุที่ชวนให้คนอยากจะเข้าไปขยี้ให้จมมือ

ส่วนอีกภาพหนึ่งคือสิ่งมีชีวิตอ้วนกลมที่ระบุสายพันธุ์ไม่ได้ ครึ่งดำครึ่งขาว อ้วนฉุประดุจราชากบ แต่ทว่าสี่รยางค์กลับไม่มีข้อต่อแบบสัตว์เลื้อยคลาน บนใบหน้ามีหนวดขนาดยาว บั้นท้ายมีหางแบนราบ ที่สำคัญมันยังสวมชุดคลุมสีดำและสวมหมวกกุ้ยเล้ย (หมวกไม้ไผ่) ดูราวกับจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ ทว่าเมื่อรวมเข้ากับรูปร่างอันแสนซื่อบื้อแล้ว มันกลับดูเหมือนไอ้อ้วนตัวน้อยที่สติปัญญาเลอะเลือนเสียมากกว่า

“บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าคะ เพียงแต่รับคำสั่งจากพวกผู้ใหญ่มา”

“นี่คือตัวการที่ทำให้พวกเราต้องปราชญ์ในครั้งนี้” หลี่อี๋หลินเดินเข้ามาในห้อง

“ตัวการงั้นหรือ?” หลี่เซียงหานเหลือบมองอาเหวยที่กระโดดกลับขึ้นมาบนโต๊ะและกินองุ่นต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

“มังกรขาวน้อยตัวนั้นคือหัวขโมยที่ปล้นลมปราณยาวจากหอหุบเขาแมลงและทำร้ายเจ้าหอจนบาดเจ็บ ส่วนไอ้... ไอ้กบปลาดำนั่น คือตัวการที่ทำร้ายสองในเก้าอสรพิษพิษ และร่วมมือกับกู่ซ่าชิงน้ำค้างวิเศษไป ตอนนั้นข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะขัดขวาง”

หลี่เซียงหานใจหายวาบ นางชี้ไปยังม้วนภาพ “ไอ้อ้วนตัวนี้ร่วมมือกับกู่ซ่า แล้วทั้งสองคนกลับทำร้ายคนได้มากมายขนาดนั้นเลยหรือ? ทั้งเก้าอสรพิษและยี่สิบแปดขุนพลรวมกันตั้งสิบกว่าคนก็ยังสู้ไม่ได้? จริงสิ ท่านย่า ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”

หลี่อี๋หลินรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง นางตบหลังมือหลานสาวเบาๆ “ข้าไม่เป็นไรหรอก ความจริงมิใช่การร่วมมือกัน แต่เป็นเพราะไอ้กบปลาดำนั่นแข็งแกร่งจนน่ากลัว มีท่านต้าสวี่คาดการณ์ว่า อ๋องไห่อาจมีวิชา ‘อัญเชิญเทพ’ หรือวิธีการลึกลับบางอย่าง และสัตว์ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นลูกน้องของอ๋องไห่ ที่สำคัญไอ้กบปลาดำตัวนั้นใช้แต่อิทธิฤทธิ์ที่มีชื่อเสียงของเหลียงฉวี่ทั้งสิ้น ผู้ที่ลงมือชิงของไปจริงๆ ต้องเป็นเหลียงฉวี่เองอย่างแน่นอน!

ทว่าทางต้าซุ่นกลับปฏิเสธหัวชนฝา อาศัยเรื่องที่ศิลาลำน้ำของเหลียงฉวี่ไม่ขยับเขยื้อน อ้างว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากทางเป่ยถิงเพื่อหาคนรับผิดชอบ ต้าซุ่นคืนตัวขุนพลอสูรให้แล้ว แต่กลับไปหาเรื่องเป่ยถิงต่อ แสดงละครได้เหมือนจริงเสียจนน่าหมั่นไส้... สรุปสั้นๆ คือสัตว์อสูรสองตัวนี้ ทุกคนต้องล่าและสังหารพวกมันให้ได้!”

อาเหวยพยักหน้าหงึกๆ ทำท่าเข้าข้างทางหนานเจียงเต็มที่

ต้องฆ่า! ไม่ฆ่าไม่ได้!

ไอ้พวกกบฏแผ่นดิน! ไอ้พวกสารเลว!

สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว!

หลี่เซียงหานรู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาทันที

นางนึกถึงตอนที่เหลียงฉวี่สื่อสารกับนางผ่านอาเหวย

เมื่อลองคิดทบทวนดูในตอนนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการมีเสือโคร่งตัวมหึมานอนหมอบอยู่ข้างกายเลยแม้แต่น้อย!

เมื่อก่อนนางไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับอ๋องไห่ แม้จะรู้ว่าเขาไร้เทียมทานเพียงใด แต่ยอดฝีมือที่ตายไปก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องของนาง จึงรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวที่มองผ่านลูกกรงเหล็ก

ทว่าเมื่อมีความเกี่ยวข้องกันแล้ว และได้รับรู้ถึงความดุร้ายของอีกฝ่าย ความหวาดกลัวที่ประชิดตัวเช่นนี้ประกอบกับการที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในระดับหนึ่ง ความสยดสยองจึงคลานขึ้นมาบนแผ่นหลังราวกับฝูงมดจนเหงื่อเย็นผุดพรายไปทั้งตัว

“แต่ว่า... ถึงต้าซุ่นจะไม่ยอมรับ แล้วเรื่องต้าสวี่กู่กู่ล่ะ? เรื่องนี้จะปฏิเสธได้อย่างไร? คนทั้งโลกต่างก็รู้กันหมด...”

หลี่อี๋หลินเงียบไปครู่ใหญ่ “ต้าซุ่นบอกว่าต้าสวี่กู่กู่ตายด้วยน้ำมือของท่านทูซือ (เจ้าเมือง)”

หลี่เซียงหาน: “???”

เดี๋ยวนะ... สองประโยคนี้มันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร? ใครฆ่าใครนะ?

“ต้าซุ่นอ้างว่ากู่กู่รับคำสั่งจากทูซือให้ไปทดสอบพลัง อ๋องไห่จึงตอบรับด้วยความยินดี ใครจะไปนึกว่าต้าสวี่กู่กู่จะอ่อนแอเกินไปจนรับการโจมตีไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว จึงต้องสิ้นชีพไป ดังนั้นตัวการที่แท้จริงคือทูซือของพวกเราเอง”

“พูดจาเพ้อเจ้อ ไร้เหตุผลสิ้นดี กฎหมายบ้านเมืองยังมีอยู่ไหม? ความถูกต้องอยู่ที่ไหน? นี่มัน...” หลี่เซียงหานโกรธจนตัวสั่น พูดจาไม่เป็นภาษา “ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนี้?”

“คำพูดมีไว้เพื่อให้คนนำไปใช้ประโยชน์ มันคือดาบเล่มหนึ่งที่ต้าซุ่นยื่นออกมา หากเป็นเมื่อสองปีก่อน ดาบเล่มนี้ย่อมไม่มีใครกล้าหยิบไปใช้แน่นอน...”

หลี่อี๋หลินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความเศร้า “เก้าเผ่าเดิมทีก็เป็นเพียงทรายที่กระจัดกระจาย เป็นทูซือที่สร้างแนวคิด ‘หนานเจียงเป็นหนึ่งเดียว’ ขึ้นมา แต่ตอนนี้ทูซือกลับพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบารมีไม่เหลือ

กู่กู่เป็นคนของค่ายฉางมู่เตี้ยน เพียงแค่ค่ายเดียวไม่อาจกดดันต้าซุ่นได้ ในขณะที่อีกแปดค่ายที่เหลือก็เริ่มมีใจออกหาก พวกเขาหยิบดาบเล่มนี้ขึ้นมาและหันคมดาบเข้าหาทูซือแทน พลังจึงกระจัดกระจายและไม่อาจรวมตัวกันได้อีก...”

“แล้วท่านทูซือล่ะ? หรือว่าจะ...”

หลี่อี๋หลินพยักหน้า “เกรงว่าคงต้องเปลี่ยนตัว ทูซือยึดมั่นในหลักการ ‘ริมฝีปากเม้มฟันย่อมหนาว’ (ต้องช่วยเหลือกัน) สามค่ายหน้าหลั่งเลือด สามค่ายหลังต้องส่งเสบียง ค่ายน้ำ หมอก และป่าอยู่แดนหลังสุด พวกเขารู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยดีจึงเริ่มไม่พอใจ คิดว่าตนเองต้องเสียเสบียงมากเกินไป

ส่วนสามค่ายหน้าก็มีถึงสองค่ายที่เสียต้าสวี่ไป ความเสียหายใหญ่หลวงนัก พวกเขาคิดว่าแผนการของทูซือรุนแรงเกินไป อยากจะหยุดแผนการเทพแห่งสายน้ำและแบ่งปันพลังลมปราณยาวกันเอง บางทีการอยู่อย่างสันติกับต้าซุ่นอาจไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้... หุบเขาชิงเหวินของพวกเราเองก็กำลังเตรียมตัวแล้ว”

“แล้วถ้าเปลี่ยนทูซือ รางวัลลมปราณยาวอันดับหนึ่งในเทศกาลหุบเขาแมลงของข้าล่ะ?” หลี่เซียงหานร้อนใจ

“รางวัลครั้งนี้เดิมทีก็เป็นกรณีพิเศษ หากค่ายที่ขึ้นมาแทนเป็นค่ายที่สนิทกัน หรือเป็นต้าสวี่จากหุบเขาชิงเหวินของเราเอง ลมปราณยาวนั่นเจ้าก็ได้แน่นอน แต่หากเป็นคนที่ไม่สนิทด้วย...” หลี่อี๋หลินหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น “อ๋องไห่แห่งต้าซุ่นผู้นี้ไม่อาจมองด้วยสามัญสำนึกได้ คนผู้นี้... หากเจ้าพบเจอ ให้หนีไปให้ไกลที่สุด...”

หลี่เซียงหานล้มตัวลงนอนบนเตียง กางแขนกางขาอย่างหมดแรง แววตาว่างเปล่า

เหตุใดคนคนหนึ่งถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น?

ทำไมคนเพียงคนเดียวถึงทำให้หนานเจียงปั่นป่วนได้ขนาดนี้?

อาาาา...

ไอ้คนต้าซุ่น!

ไอ้คนเจ้าเล่ห์!

ไอ้คนหน้าด้าน!

ไอ้คนสำส่อน!

ข้าจะทำตุ๊กตาฟางสาปแช่งแก ขอให้แกมีเมียสวยๆ แต่ขอให้นกเขาของแกไม่ขันไปตลอดกาล!

...

เดือนเจ็ด... ยามดาวหัวใจเคลื่อนคล้อย

นี่เป็นคำที่มักทำให้คนเข้าใจผิด ราวกับว่าสื่อถึงความร้อนระอุในฤดูร้อน แต่ความจริงแล้ว ‘ไฟ’ ในที่นี้หมายถึงดาวซินซิ่ว (Antares) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่ห้าจากเจ็ดกลุ่มดาวตะวันออก เมื่อดาวดวงนี้เคลื่อนต่ำลง ความร้อนจะเริ่มจางหาย อากาศจะเริ่มเย็นสบาย สื่อถึงการก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

ภายในห้องไม่ได้ยินเสียงจั๊กจั่นจากนอกหน้าต่าง แสงยามบ่ายส่องเฉียงเข้ามาตกกระทบเตียงยาวสามฟุตเป็นประกายสีทองผ่องใส

หลังจากศึกนองเลือดที่แสนเหน็ดเหนื่อย การได้นอนหลับยาวจนตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติช่างเป็นเรื่องที่แสนสบายยิ่งนัก...

เหลียงฉวี่บิดขี้เกียจชุดใหญ่ก่อนจะลืมตาขึ้น

ยามที่บรรลุสภาวะฟ้ามนุษย์เป็นหนึ่งเดียว ตำแหน่งของ ‘ศิลาลำน้ำ’ หลายก้อนไม่ได้วนเวียนอยู่แถบแม่น้ำลู่ชางเจียงอีกต่อไป แต่กระจายตัวออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องเอ่ยปากถามผู้ใด เพียงแค่สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างสองแคว้นผ่านการศึกครั้งใหญ่ ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้งชัดเจน

เปลวไฟในใจแผดเผาความเกียจคร้านให้มลายหายไป เหลียงฉวี่ลุกขึ้นนั่ง แผงอกเปลือยเปล่ากล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงามและเด่นชัดดุจลวดสลิงที่พันเกลียวกันแน่น เมื่อรวมกับรูปร่างที่สูงโปร่งแล้ว เขายิ่งดูองอาจกำยำขึ้นอย่างมาก

ด้วยพลัง ‘ไม่หวั่นไหว’ กระดูกที่เคยหักสะบั้นก็สมานกันสนิท ลำไส้และอวัยวะภายในที่ฉีกขาดก็ไร้ปัญหา แม้แต่รอยแผลเหวอะหวะยาวหลายนิ้วก็ไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นแม้แต่นิดเดียว

ในอากาศมีกลิ่นหอมจางๆ อบอวลอยู่ คาดว่าพักนี้น้องหญิงเอ๋อหยิงคงเข้ามาในห้องบ่อยครั้ง หรือไม่ก็ค้างอยู่นาน กลิ่นหอมนี้ช่างเหมือนกับกลิ่นกายประจำตัวของนางไม่มีผิดเพี้ยน

ร่างกายของเขามีกลิ่นสบู่สะอาดสะอ้าน นางต้องเป็นคนคอยเช็ดตัวให้เขาอย่างแน่นอน ถึงว่าทำไมถึงไม่มีกลิ่นคาวเลือดหลงเหลืออยู่เลย

เขาเอื้อมมือไปลูบไล้ช่วงล่าง...

อืม กระทั่งกางเกงชั้นในนางก็ยังเปลี่ยนให้ใหม่ด้วย

การใช้ท่า ‘ปลิดชีพมังกร’ สังหารมังกรสวรรค์ระดับสามอย่างกู่กู่ในทีเดียว ช่างผลาญพลังกายและพลังจิตไปมหาศาลจริงๆ

หลังจากนั้นยังต้องกรำศึกตะลุมบอนระดับมังกรสวรรค์ต่ออีกสามวันสามคืน ตอนนั้นเป็นช่วงปลายเดือนแปด แต่เมื่อสัมผัสอุณหภูมิในตอนนี้ เหลียงฉวี่ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองหลับไปนานเท่าใดกันแน่

สิ่งที่ต่างออกไปจากเดิมก็คือ...

นอกเหนือจาก ‘ไฟในใจ’ ภายในตันเถียนแล้ว เมื่อมองสำรวจภายในร่างกาย ยามนี้ที่หว่างคิ้วกลับมีจุด ‘สีแดงทอง’ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งจุด ประหนึ่งเป็นไฟในใจดวงที่สอง ทว่าทั้งสองดวงกลับมีความต่างกันเล็กน้อย เหลียงฉวี่บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไรกันแน่ เขารู้เพียงว่าตนเองมีความสามารถในการ ‘กวาดสายตา’ มองสิ่งภายนอกได้ละเอียดขึ้น เพียงแค่จ้องมองตู้เสื้อผ้าตรงหน้า เขาก็สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้

เสื้อสามตัว, ชุดน้ำชาหนึ่งชุด, กระจกทองแดงหนึ่งบาน และธูปหอมอีกครึ่งหนึ่ง...

“มองทะลุอย่างนั้นหรือ?” เหลียงฉวี่ครุ่นคิด

เขาลองมองไปที่ถ้วยบนโต๊ะ

ทั้งที่มันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ในหัวกลับฉายภาพลวดลายที่ด้านหลังของถ้วยออกมาโดยอัตโนมัติ ราวกับว่ามองเห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้ในเวลาเดียวกัน

ตอนที่สู้กับกู่กู่ก็เป็นเช่นนี้

เขามองเห็นทั้งท้ายทอย แผ่นหลัง และการเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่คนทั่วไปไม่สังเกตเห็น

ราวกับว่าเขามีมุมมองจากมิติที่สูงกว่า สามารถมองทะลุศัตรูได้แบบสามร้อยหกสิบองศาโดยไร้จุดบอด และมุมมองนี้ไม่ใช่การเอาภาพซ้ายขวามาทับซ้อนกัน แต่มันฉายออกมาจากจุดกึ่งกลางหว่างคิ้วโดยตรง

ในยามที่เขาวาดดาบออกไป มันให้ความรู้สึกราวกับเขากำลังฟังบทเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ ทุกท่วงท่าเปรียบเสมือนจังหวะดนตรี เขาสามารถมองเห็นจุดที่ผิดเพี้ยนได้อย่างง่ายดาย และเพียงแค่ตวัดดาบลงไปที่จุดนั้น... ทุกอย่างก็ขาดสะบั้นเป็นสองท่อน!

“เมื่อเพลงผิดเพี้ยน โจวหลางย่อมสังเกตเห็น?”

“หรือจะเป็นผลจากการรับรู้ทำนองดนตรี?”

เขาสื่อสารกับ ‘เจ้อติ่ง’ (หม้อแห่งสายน้ำ) ทันที

[เจ้าของหม้อ: เหลียงฉวี่]

[หลอมรวมวิญญาณสายน้ำ: วานรราชันย์ (สีส้มเข้ม)]

[ความโปรดปรานของสายน้ำ: วิถียุทธ์เข้าถึงเทพขั้นสิบเจ็ด (เทพจักรพรรดิแห่งสายธาร); ลายมังกร: หกชั้น; ลายเทียนอู่: สองชั้น]

[ลมปราณยาวฟ้าดิน: เก้าสาย]

[แก่นแท้แห่งสายน้ำ: แปดแสนเจ็ดพันหกร้อย]

[— พรสวรรค์ยุทธ์เพิ่มขึ้น 17 เท่า, พลังโจมตีสัตว์อสูรธาตุน้ำเพิ่มขึ้น 17 ส่วน]

[ตราเทพเจ้าวิวัฒนาการ]

[เนตรทองวิวัฒนาการ]

[การรับรู้ทำนองดนตรีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล]

[สามารถใช้ปลาวิเศษ 17 ตัว เพื่อยกระดับความโปรดปราน: วิถียุทธ์เข้าถึงเทพขั้นสิบเจ็ด]

ก่อนหน้านี้เคยมีครั้งหนึ่งที่ผลของการรับรู้ทำนองดนตรีแสดงออกมา แต่เหลียงฉวี่ไม่เคยเข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร เขาถึงขนาดไปเรียนเครื่องดนตรีมา แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามันมีพลังพิเศษอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นจอมยุทธ์สายดนตรีแบบเจี้ยนจงอี้ได้เลย

ที่แท้ ผลลัพธ์ของมันกลับมาแสดงออกที่นี่เอง!

การมองหาจุดอ่อน!

มองหาจุดอ่อนของผู้อื่นได้ง่ายดายยิ่งนัก!

ท่าปลิดชีพมังกรก็นับว่าไร้เทียมทานอยู่แล้ว หากยังมองเห็นจุดอ่อนก่อนจะฟันออกไปอีก...

ช่างเป็นการก้าวกระโดดของพลังที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ

และที่สำคัญที่สุด...

ความโปรดปรานจากเทพแห่งสายน้ำขั้นสิบเจ็ด!

ตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“ทุ่มลงไปร้อยยี่สิบเอ็ดสายยังไม่ถึงขีดสุด ความโปรดปรานนี้ไม่ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด หรือว่า... มันต้องใช้ถึงหนึ่งพันสาย?”

เหลียงฉวี่ลูบคางพลางครุ่นคิด

หนึ่งพัน...

ตัวเลขที่แสนพิเศษ

หากสะสมลมปราณยาวชนิดเดียวกันได้ถึงหนึ่งพันสาย ย่อมมีโอกาสดึงดูดกฎเกณฑ์ที่กระจัดกระจายมารวมตัวกันจนกลายเป็น ‘ผลตำแหน่ง’ (Wei Guo) ได้

ยามที่ความโปรดปรานวิวัฒนาการไปจนถึงจุดสิ้นสุด มันจะกลายเป็น ‘ผลตำแหน่ง’ ชนิดหนึ่งได้หรือไม่?

“หากต้องใช้หนึ่งพันสาย นั่นหมายความว่าข้าต้องอัปเกรดไปจนถึงขั้นสี่สิบสี่ และหลังจากยกระดับแล้วก็จะกลายเป็นขั้นสี่สิบห้า พรสวรรค์ของข้าจะเพิ่มขึ้นสี่สิบห้าเท่า และพลังโจมตีสัตว์น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าครึ่ง...”

ขั้นสิบเจ็ดกับขั้นสี่สิบห้านั้นยังห่างไกลกันมาก แต่จากการเดินทางไปหนานเจียงครั้งนี้ เหลียงฉวี่พบทางลัดที่เร็วกว่าการฝึกฝนตามปกติเสียอีก!

เขามองสำรวจภายในร่างกาย

ภายในเกาะเซียนแห่งท้องพระโรงมังกร...

มี ‘เหลียงฉวี่ตัวน้อย’ นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางตำหนักอันรุ่งโรจน์ กำลังหายใจเข้าออกตามหลักชี่กงเพื่อช่วยในการฝึกฝน

นี่คือการ ‘นั่งในวิหาร’!

เซียนยุทธ์ระดับสอง!

วิชา ‘คัมภีร์หม่านเซิ่งเป่าหยวน’ ขั้นที่สามคือการรักษาจิต หลังจากได้รับการยกระดับจากความโปรดปราน มันได้วิวัฒนาการกลายเป็น [ตราเทพเจ้า] ซึ่งมีความสามารถในการช่วย ‘นั่งในวิหาร’ เปลี่ยนเทพให้เป็นตนเอง และเปลี่ยนตนเองให้เป็นเทพ

เบื้องล่างของเกาะเซียนแห่งท้องพระโรงมังกร ทะเลเมฆากว้างใหญ่ไร้พรมแดน ต้นท้อตรงใจกลางมีกิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่ม ผลท้อเซียนห้อยระย้าอยู่ทั่วไป

รากฐานพลังกว้างไกลถึงสามร้อยยี่สิบเอ็ดเท่า!

เหลียงฉวี่จำได้แม่นยำว่าก่อนจะกลับมานอนพัก รากฐานพลังของเขาอยู่ที่สามร้อยสิบแปดเท่า... หลับเพียงครั้งเดียวเพิ่มขึ้นมาถึงสามเท่า!

“ปลาเฟิ่งเซียนไม่มีทางทำให้เพิ่มขึ้นได้มากขนาดนี้ บางทีมันอาจจะให้พลังมากกว่าสายฟ้าฟาด แต่มันไม่มีทางเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้แน่นอน นี่ต้องเป็นผลจากการที่พรสวรรค์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนทำให้พลังจากวิญญาณสายน้ำไหลบ่ากลับเข้ามาเสริม!”

เหลียงฉวี่มั่นใจอย่างยิ่ง

เซียนยุทธ์ทั่วไป ฝึกฝนสองปีครึ่งถึงจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ โดยระหว่างนั้นอาจมีโชคช่วยบ้าง เช่นเดียวกับที่เหลียงฉวี่ได้กินปลาเฟิ่งเซียน หรือการที่ได้ใช้สายฟ้าฟาดของเฒ่าคางคกมาขัดเกลาร่างกาย นอกจากนี้ เซียนยุทธ์ที่มีระดับสูงกว่าย่อมฝึกฝนได้รวดเร็วกว่า แต่โดยปกติแล้วเซียนยุทธ์ทั่วไปจนกระทั่งสิ้นอายุขัยมักจะอยู่ที่ระดับหกหรือเจ็ด หากมีโชคช่วยก็อาจจะถึงห้าหรือหกร้อยเท่า หากไม่มีเลยก็อาจจะอยู่แค่สามหรือสี่ร้อยเท่าเท่านั้น

ทว่าวานรราชันย์ที่หลอมรวมจนสมบูรณ์แบบนั้น อย่างน้อยที่สุดย่อมเทียบเท่ากับระดับสิบขึ้นไป และมีรากฐานพลังเกินหกร้อยเท่าขึ้นไปอย่างแน่นอน

เมื่อช่องทางพรสวรรค์เปิดกว้างขึ้นถึงสิบเจ็ดเท่า มันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ทำให้เกิด ‘ความต่างศักย์’ ของรากฐานพลังหกร้อยเท่าหรือมากกว่านั้น จนผลักดันให้พลังไหลย้อนกลับมาเติมเต็ม หลังจากนี้พลังย่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงไปเรื่อยๆ จนกว่ารากฐานพลังทั้งสองส่วนจะเท่ากัน!

การสร้าง ‘ผลตำแหน่ง’ ด้วยตนเองอยู่แค่เอื้อมแล้ว!

“เจ้าคนสองหน้านี่มีประโยชน์จริงๆ”

การที่เขาให้อาเหวยไปแฝงตัวอยู่แบบไม่ตั้งใจ กลับทำให้เขาได้รับผลประโยชน์มหาศาลเกินคาด

ครั้งนี้ก็ได้ข้อมูลเรื่องการขนย้ายลมปราณยาวมาจากหลี่เซียงหาน

หนานเจียงยังมีน้ำค้างวิเศษหลงเหลืออยู่อีกหลายร้อยสาย ช่างน่าเย้ายวนใจยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่พวกมันถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด การจะหา ‘กู่ซ่า’ คนที่สองนั้นเป็นเรื่องยากเกินจะพบพาน ทว่าในการปล้นครั้งนี้ หุบเขาชิงเหวินย่อมต้องมีเหลืออยู่อย่างน้อยห้าสิบสายแน่นอน

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์! นี่มันคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชัดๆ!

“การเดินทางครั้งนี้ข้าสังหารกู่กู่ได้ ช่วยถ่วงเวลาแผนการมังกรปลอม และอาจจะถึงขั้นเปลี่ยนตัวทูซือได้ ผลงานเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้ ย่อมมีค่ามากกว่าความดีความชอบระดับ ‘ไม่สืบทอด’ (Bushi) สิบครั้งเสียอีก!”

ความดีความชอบระดับนี้ ต่อให้เป็นมังกรสวรรค์ก็ยังถือว่าล้ำค่า คนธรรมดาทั้งชีวิตอาจไม่เคยได้มาแม้เพียงครั้งเดียว เพราะการได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ระดับแผ่นดินเช่นนี้มันยากแสนยาก หากได้มาเพียงครั้งเดียวก็ถือว่ารุ่งเรืองไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว

แต่ทว่า...

เหลียงฉวี่กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าใดนัก

เพราะตอนนี้เขามีหนี้สินท่วมตัว

“ผลงานครั้งนี้น่าจะล้างหนี้ที่ติดค้างทางทิศตะวันตก (ซีกุย) ได้หมดในคราวเดียว...”

ทันใดนั้น

เหลียงฉวี่ใจกระตุกวูบ ทั้งที่เขาไม่ได้เปิดประสาทรับรู้ แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างบอกว่า—กำลังมีคนเข้ามา และเขาสามารถเดาได้เลาๆ ว่าเป็นใคร

“น้องหญิง?”

หลงเอ๋อหยิงแปลกใจ จากที่กำลังจะเคาะประตูเปลี่ยนเป็นผลักประตูเข้ามาแทน นางพิงหลังกับบานประตูแล้วถามด้วยความสงสัย “ปกติพี่ชายไม่มีนิสัยแอบตรวจสอบคนอื่นแบบนี้ไม่ใช่หรือ?”

ด้วยอิทธิพลจากพระเฒ่า ต่อให้เหลียงฉวี่จะอยู่ที่บ้าน เขาก็จะไม่เปิดประสาทรับรู้เพื่อแอบดูความลับของผู้อื่นโดยพลการ

“ข้าไม่ได้เปิดรับรู้...”

เหลียงฉวี่พูดไปได้เพียงครึ่งเดียวก็หยุดกะทันหัน จ้องมองเอ๋อหยิงตาไม่กะพริบ

ว้าว!

มองกี่ครั้งก็น่ามองจริงๆ

“มองข้าทำไม? บนหน้าข้ามีอะไร...”

หลงเอ๋อหยิงพูดค้างไว้แค่นั้น ใบหน้าของนางพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที นางมองสำรวจตัวเองแล้วค้อนให้เหลียงฉวี่วงใหญ่

เพราะทั้งคู่ต่างฝึกวิชา [เนตรทิพย์] เพียงแค่ก้าวเข้ามาในห้อง นางก็รู้สึกได้ถึง ‘สายตา’ ที่มาจากทุกทิศทุกทาง แต่มันไม่ใช่สายตาธรรมดา มันเป็นสายตาที่ประหลาดมาก ราวกับมองทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าไปถึงเนื้อหนังของนางได้เลย

“พี่ชายไปฝึกวิชาพิสดารมาจากไหนกัน? ทำไมถึงมีสายตามากมายขนาดนี้?”

“วิชาพิสดารอะไรกัน เจ้าก็อย่าหยุดเดินสิ เดินต่ออีกนิดเถิด น่ามองเหลือเกิน สวยงามเป็นพิเศษจริงๆ”

หลงเอ๋อหยิงกอดอก ยืนนิ่งไม่ยอมขยับ “ท่านอ๋องฉงอยากจะพบพี่ชายมาตลอด อยากจะเชิญพี่ชายไปร่วมโต๊ะอาหาร ท่านมาถามข้าทุกวัน พี่ชายก็นอนหลับอยู่บนเตียงตั้งหนึ่งเดือนแล้ว จะไปตามนัดได้เมื่อไหร่กัน?”

“หนึ่งเดือน? นานขนาดนั้นเชียวหรือ?” เหลียงฉวี่ตกใจแทบสิ้นสติ เขารีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมและคาดเข็มขัดทันที “ครั้งนี้ข้าสร้างความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ให้เขา บนโต๊ะอาหารมีตับมังกรปีกหงส์บ้างไหม? ถ้าไม่มีข้าไม่ไปนะ”

“ท่านก็พูดไปเรื่อย” หลงเอ๋อหยิงช่วยจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย นางหยิบรองเท้าบูทยาวมาจากใต้เตียงแล้วก้มลงสวมให้เหลียงฉวี่ที่กำลังใส่ถุงเท้าอยู่ จากนั้นก็ช่วยห้อยเครื่องประดับให้...

“ข้าใส่รองเท้าเองได้ ไปเถอะๆ ไม่ต้องประดิดประดอยอะไรมากหรอก ครั้งแรกแปลกหน้า ครั้งสองคุ้นเคย มังกรสวรรค์สองคนเราก็ช่วยกันสังหารมาแล้ว ต่างก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น จะแต่งตัวจัดเต็มไปทำไม ไปกินดื่มให้หนำใจเสียดีกว่า ถึงว่าทำไมข้าถึงได้หิวปานนี้ ที่แท้ก็นอนไปตั้งเดือนหนึ่ง ตอนนี้เดือนสิบแล้วหรือ?”

“วันที่สามเดือนสิบเจ้าค่ะ”

...

ซ่าาา!

น้ำกระจายเป็นวงกว้าง

ทูซือนั่งอยู่บนโขดหินที่มีตะไคร่น้ำเกาะ พลางโปรยอาหารปลา ฝูงปลาต่างรุมล้อมเข้ามาอ้าปากแย่งชิงอาหารกันอย่างอลหม่าน

แสงระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ มีเงาสีดำวูบผ่านเป็นระยะ นั่นคือเหล่านกที่บินโฉบผ่านท้องฟ้าไป

เซี่ยหงอวี้ถือชามไม้ใบเล็กพลางเกาศีรษะอย่างกระสับกระส่าย

“อ๋องไห่! ไม่สิ น้องชายเหลียง!”

“ฮ่าๆๆ พี่ชายขุย!”

“ดวงจันทร์ซ่อนเร้นในหมู่เมฆ ยากที่จะพบพานดวงดาว การจะได้พบหน้าน้องชายเหลียงช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้านึกว่าพวกเราจะได้...

จะได้ร่ำสุราและพูดคุยกันทั้งวันทั้งคืนเสียอีก ไม่นึกเลยว่าน้องชายจะหลับยาวไปถึงหนึ่งเดือน ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาพรางใบหน้า

หม้อทองแดงมีควันพวยพุ่ง

อ๋องฉงลุกขึ้นยืนต้อนรับเหลียงฉวี่และภรรยาด้วยตนเอง

เหลียงฉวี่กวาดสายตามองไปบนโต๊ะ เห็นมีแต่ปลาวิเศษที่เป็นของเลื่องชื่อแห่งหนานเจียง เขานึกชมอ๋องฉงในใจว่าช่างรู้ใจนักว่าเขาชอบกินอะไร “ช่วยไม่ได้จริงๆ การศึกครั้งใหญ่นั้นช่างเหนื่อยล้าทางจิตใจเหลือเกิน ทว่าที่ท่านบอกว่าน่าเสียดายนั้นหมายความว่าอย่างไร? อาหารเลิศรสไม่กลัวมาช้า หากท่านอ๋องฉงเต็มใจ หลังจากนี้เรายังมีเวลาว่างอีกมาก จะพูดคุยกันนานเท่าใดก็ได้มิใช่หรือ?”

อ๋องฉงแปลกใจ “น้องชายเหลียงยังไม่รู้หรือ?”

“รู้อะไร?” เหลียงฉวี่หันไปมองเอ๋อหยิง

หลงเอ๋อหยิงเองก็ทำหน้ามึนงงเช่นกัน

“น้องชายเหลียงตื่นมาก็มางานเลี้ยงเลยอย่างนั้นหรือ?”

“พอได้ยินจากภรรยา ข้าก็มิกล้าให้ท่านอ๋องฉงรอนาน”

“อ้า! เช่นนั้นคงเป็นเพราะราชทูตยังมาไม่ถึงน้องชายเหลียง คาดว่าอีกประเดี๋ยวคงจะมีราชทูตที่ทราบข่าวการตื่นของน้องชายเดินทางมามอบคำสั่งเป็นแน่”

“สรุปแล้วคือเรื่องอะไรกันแน่?” เหลียงฉวี่เริ่มสงสัย

อ๋องฉงไม่ได้พูดให้หมด แต่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะ “การเดินทางไปหนานเจียงครั้งนี้ทำให้พวกมันวุ่นวายจนไม่มีเวลามาสนใจเรา ชายแดนสงบสุขไร้ภัยคุกคาม ฝ่ายต้าซุ่นของเราจึงได้ทีอ้างเรื่องที่เป่ยถิงหลอกลวงกู่ซ่า เมื่อเริ่มแสดงงิ้วแล้วก็ต้องเล่นให้จบม้วน ในเมื่อเป่ยถิงบังอาจใส่ร้ายอ๋องไห่ ตามเหตุและผลแล้ว...”

เหลียงฉวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องอ๋อออกมาดังๆ

โอกาสทองมาถึงแล้ว

เขาต้องไปที่เป่ยถิง เพื่อทวง ‘หน้าตา’ ของเขากลับคืนมา!

แกบังอาจมา ‘ใส่ร้าย’ ข้าใช่ไหม?

เพียงแต่ว่า...

“จะเปิดศึกสองทางพร้อมกันไหวหรือ?”

จบบท

จบบทที่ บทที่ 1240 รากฐานสามร้อย ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็น ละครต้องเล่นให้จบม้วน (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว