เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 มุ่งเน้นวิชาเสวี่ยหลาน วิญญาณยุทธ์เป็นเพียงส่วนเสริม

บทที่ 19 มุ่งเน้นวิชาเสวี่ยหลาน วิญญาณยุทธ์เป็นเพียงส่วนเสริม

บทที่ 19 มุ่งเน้นวิชาเสวี่ยหลาน วิญญาณยุทธ์เป็นเพียงส่วนเสริม


หลังมื้ออาหารเช้า ทุกคนก็มารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อรอคอยการมาถึงของอาจารย์ใหญ่ฟู่หลันเต๋อ

"เจ้าออสการ์นอนตื่นสายอีกแล้ว ถ้าอาจารย์ใหญ่มาเห็น เขาคงโดนเล่นงานแน่" หม่าหงจวิ้นซึ่งยืนอยู่ข้างไต้หมู่ไป๋พูดขึ้นอย่างนึกสนุกบนความทุกข์ของคนอื่น

ไต้หมู่ไป๋เงียบกริบ สายตาของเขาลอบชำเลืองมองไปยังจูจู๋ชิงที่ยืนอยู่กับเสี่ยวอู่และนิ่งหรงหรง สีหน้าของนางยังคงเย็นชาดั่งภูเขาน้ำแข็ง

หม่าหงจวิ้นมองตามสายตาของลูกพี่ไต้ก็เข้าใจสถานการณ์ทันทีว่าคงจะไปชนกำแพงน้ำแข็งของแม่สาวหน้านิ่งเข้าให้แล้ว จึงเงียบปากลง

ตามคาด ทันทีที่อาจารย์ใหญ่ฟู่หลันเต๋อมาถึง เขาก็ถามหาออสการ์ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "ออสการ์หายไปไหน?"

ไต้หมู่ไป๋ละสายตากลับมาตอบว่า "ออสการ์น่าจะกำลังเข้าฌานอยู่ครับ"

ในฐานะรูมเมท เขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าออสการ์ทำอะไรอยู่

"ไม่ได้ วันนี้มีบทเรียนสำคัญ ขาดเขาไม่ได้" ฟู่หลันเต๋อเริ่มมีท่าทีไม่พอใจ

ทันใดนั้น ออสการ์ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารุงรัง

"ท่านผอ. ท่านผอ. ครับ..." ออสการ์วิ่งไปพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุข

"หึ ออสการ์ เจ้ามาสายอีกแล้วนะ! ไหนบอกมาซิว่าวันนี้เจ้าควรโดนทำโทษยังไง?" ฟู่หลันเต๋อแค่นเสียงเย็นชา

ออสการ์ส่ายหน้าแล้วรีบแก้ตัว "ท่านผอ. ฟังข้าอธิบายก่อน ข้าถึงระดับสามสิบแล้ว! เพิ่งทะลวงด่านได้เมื่อเช้านี้เอง"

"ข้ออ้างฟังไม่ขึ้... หะ อะไรนะ? ระดับสามสิบแล้ว?" ฟู่หลันเต๋อคิดว่าออสการ์จะกุเรื่องมาหลอก แต่คาดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่จะถึงระดับสามสิบจริงๆ

"เยี่ยม ฮ่าๆ ออสการ์ ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นคนที่สี่ในกลุ่มที่ไปถึงระดับสามสิบ พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปหาวงแหวนวิญญาณ" ฟู่หลันเต๋อหัวเราะร่า ตบไหล่ออสการ์ดังปึกๆ

"คนที่สี่? ใครกัน? นอกจากลูกพี่ไต้แล้วยังมีใครระดับสามสิบอีก?" ออสการ์เกาศีรษะยุ่งๆ ของตัวเองด้วยความงุนงง

"ก็ชีเย่ไง ตอนเขามาสมัครก็ระดับสามสิบแล้ว ถังซานเองก็เหมือนกัน เดิมทีข้าก็กะจะพาพวกเขาไปหาวงแหวนวิญญาณอยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าก็ถึงระดับสามสิบ งั้นก็ไปพร้อมกันเลย คนอื่นๆ ก็ไปด้วย ถือซะว่าเป็นบทเรียนภาคปฏิบัติ" ฟู่หลันเต๋อหันไปมองถังชีเย่ เขารู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเด็กหนุ่มคนนี้ดี กระดูกแขนขวาหมีกรงเล็บคลั่งทองคำทมิฬนั้นทรงพลังไม่แพ้ทักษะวิญญาณพันปีเลยทีเดียว

"พี่เจ็ดระดับสามสิบแล้วเหรอ? ทำไมข้าไม่รู้ล่ะ?" ออสการ์มองหน้าคนอื่นที่ดูไม่ตื่นเต้นอะไรเลย แล้วชี้มาที่ตัวเอง เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นคนเดียวที่ตกข่าว

อันที่จริงถังชีเย่เคยบอกระดับพลังวิญญาณตอนสมัครเรียนแล้ว แต่ออสการ์ไม่อยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่รู้เรื่อง

"เอาล่ะ พรุ่งนี้ค่อยไปหาวงแหวนวิญญาณ หลังจบบทเรียนวันนี้ พวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ข้ากับอาจารย์จ้าวอู๋จี๋จะพาพวกเจ้าไปที่ป่าซิงโต้ว" ฟู่หลันเต๋อตัดบท แล้วเรียกออสการ์ให้มายืนข้างๆ

เสี่ยวอู่ที่ยังคงร่าเริงกระโดดโลดเต้นเหมือนกระต่าย เอ่ยถามขึ้น "ท่านผอ. แล้วบทเรียนวันนี้คืออะไรคะ?"

ฟู่หลันเต๋อโบกมือให้เสี่ยวอู่กลับเข้าแถว แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบขึ้นมา

"บทเรียนวันนี้คือการฝึกการปรับตัว! เนื้อหาคือ... พวกเจ้าทุกคนต้องกินไส้กรอกที่ออสการ์สร้างขึ้นมา อย่างน้อยคนละหนึ่งชิ้น!"

"ห๊ะ?" ทุกคนอุทานออกมาพร้อมกัน ถังชีเย่มีท่าทีเฉยเมย เขาไม่สนใจเปลือกนอกจอมปลอมพวกนั้น แต่นิ่งหรงหรง จูจู๋ชิง และเสี่ยวอู่กลับคัดค้านหัวชนฝา

"คำคัดค้านเป็นโมฆะ! พวกเจ้าต้องผ่านบทเรียนนี้ให้ได้ จงเข้าใจถึงความสำคัญของวิญญาจารย์สายอาหารในทีมซะ!" ฟู่หลันเต๋อใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม สุดท้ายเมื่อถังชีเย่นำร่องกินเป็นคนแรก ถังซาน ไต้หมู่ไป๋ และหม่าหงจวิ้นจึงทยอยกินตาม

ไส้กรอกของออสการ์น่ารังเกียจแค่ตรงคาถาเรียกใช้ แต่ความจริงแล้วพอกินเข้าไป มันจะเปลี่ยนเป็นพลังบริสุทธิ์ช่วยฟื้นฟูร่างกายวิญญาจารย์

"รสชาติก็ไม่เลว อย่าไปยึดติดกับภาพลักษณ์ภายนอกนักเลย มันไม่มีผลอะไรหรอก ท่านผอ.พูดถูก ไส้กรอกของออสการ์เป็นของดีระดับท็อปของสายอาหารเลยนะ" ถังชีเย่กระซิบบอกนิ่งหรงหรงเบาๆ

ส่วนเสี่ยวอู่ หลังจากถูกถังซานเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ในที่สุดก็กลั้นใจกินไส้กรอกเข้าไป ทั้งที่ยังพะอืดพะอมอยู่

พอกินเข้าไป เสี่ยวอู่ก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ ด้วย แถมยังรู้สึกสบายตัวขึ้นอีกต่างหาก เมื่อเห็นเสี่ยวอู่กินแล้ว นิ่งหรงหรงจึงรวบรวมความกล้า รับไส้กรอกฟื้นฟูจากมือถังชีเย่ หลับตาปี๋ แล้วยัดเข้าปาก

สุดท้าย ในบรรดาแปดสัตว์ประหลาดแห่งเชร็ค เหลือเพียงจูจู๋ชิงที่ยังไม่ได้กิน เห็นได้ชัดว่านางยังก้าวข้ามกำแพงในใจไม่ได้

"จูจู๋ชิง ถ้าเจ้ายังอยากจะเอาชนะไต้หมู่ไป๋ ก็กินมันซะ" ฟู่หลันเต๋อมองจูจู๋ชิงที่กำลังต่อสู้กับความคิดตัวเอง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

จูจู๋ชิงยังคงลังเล แต่พอได้ยินคำพูดของฟู่หลันเต๋อ แววตามุ่งมั่นก็ปรากฏขึ้น นางคว้าไส้กรอกไปจากมือออสการ์แล้วยัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าพวกผู้ชายเสียอีก

"เจ้าอยากชนะข้าขนาดนั้นเลยเหรอ?" ไต้หมู่ไป๋ถึงกับพูดไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิง และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย!

"เฮ้อ~ จบบทเรียนแล้วสินะ งั้นข้าขอตัวกลับก่อน" ถังชีเย่บิดขี้เกียจ เมื่อคืนเขานั่งสมาธิทั้งคืน ตอนนี้เลยกะว่าจะกลับไปงีบสักหน่อย

"เดี๋ยวก่อน ชีเย่ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า คนอื่นแยกย้ายได้" ฟู่หลันเต๋อรั้งตัวถังชีเย่ไว้

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ฟู่หลันเต๋อก็เอ่ยขึ้น "ชีเย่ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงรั้งเจ้าไว้คนเดียว?"

ถังชีเย่ส่ายหน้าทันควัน รู้หรือไม่รู้ก็ค่าเท่ากัน เขาขี้เกียจเดา

"ข้อแรก ข้าอยากรู้ว่าความสามารถของเจ้าช่วยเหลือคนได้กี่คน? ข้อสอง เรื่องการฝึกฝนของเจ้า เสี่ยวกังส่งจดหมายมาหาข้า ฝากข้อความถึงเจ้าด้วย"

"ท่านอาจารย์หรือ? ท่านว่าอย่างไรบ้าง?" ถังชีเย่ยังคงศรัทธาในคำสอนของอาจารย์ใหญ่ ในเมื่อส่งจดหมายมาเตือนเป็นพิเศษ คงต้องเกี่ยวกับวิญญาณยุทธ์ของเขาแน่

"เขาฝากบอกว่า การฝึกฝนของเจ้ากว้างขวางแต่ไม่ลึกซึ้ง! การจับปลาสองมือจะถ่วงความก้าวหน้า เขาเลยให้ข้ามาเตือนสติเจ้า ให้จัดลำดับความสำคัญระหว่างความสามารถทั้งสองอย่างของเจ้า

เขายังบอกอีกว่า เขาช่วยเจ้าได้เท่านี้ ความสามารถอีกอย่างของเจ้ามันไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เขาทำได้แค่ให้คำแนะนำตามสถานการณ์ปัจจุบันของเจ้าเท่านั้น" ฟู่หลันเต๋อกล่าว

"ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกหรือว่าข้าควรเน้นไปที่ความสามารถไหน?" ถังชีเย่ถามกลับ

"ฮ่าๆ เขาบอกว่ากระบองห้าธาตุของเจ้าแข็งแกร่งมาก อาจจะไม่ด้อยไปกว่าค้อนเฮ่าเทียนเลย แต่เขากลับรู้สึกว่าตราประทับนั่นของเจ้าวิเศษยิ่งกว่า!" ฟู่หลันเต๋อหัวเราะร่า ความหมายในคำพูดนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

"ข้าก็คิดเช่นนั้น" แววตาของถังชีเย่เป็นประกาย ความจริงตอนที่ฟู่หลันเต๋อบอกว่าการฝึกฝนของเขากว้างขวางแต่ไม่ลึกซึ้ง เขาก็รู้ตัวถึงข้อบกพร่องและตัดสินใจเลือกแล้ว

กระบองห้าธาตุสามารถใส่วงแหวนวิญญาณได้ และทักษะที่ติดมาก็มีไม่กี่อย่าง ไม่ต้องใช้สมองคิดพลิกแพลงอะไรมาก คนอื่นอาจต้องทำความเข้าใจทักษะวิญญาณให้ถ่องแท้ แต่เขาไม่ต้อง วิชาเสวี่ยหลานสามารถอุดช่องโหว่ต่างๆ ได้หมด เขาไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเวลาไปกับการวิจัยการใช้ทักษะวิญญาณ

วิญญาจารย์ระดับสูงบางคนอาจใช้ทักษะเดียวพลิกแพลงได้หลากหลายรูปแบบ แต่นั่นเพราะพวกเขามีทักษะให้ใช้น้อย ต่างจากถังชีเย่ที่มีวิชาเสวี่ยหลานมากมายมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป

"ต่อจากนี้ไป กระบองห้าธาตุจะเป็นแค่อาวุธคู่กาย ข้าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการทำความเข้าใจวิชาเสวี่ยหลานให้มากขึ้น" ถังชีเย่ตัดสินใจแน่วแน่

"ดีแล้ว อาจารย์เจ้าบอกว่านี่คือทั้งหมดที่เขาสอนเจ้าได้ เส้นทางที่เหลือเจ้าต้องค้นหาด้วยตัวเอง

อ้อ เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้อแรกของข้าเลยนะ" ฟู่หลันเต๋อดึงบทสนทนากลับมาที่เรื่องเดิม

"สาม อย่างมากที่สุดก็สามคน อาจจะมากกว่านี้ได้ แต่ตอนนี้ข้ายังทำไม่ได้" ถังชีเย่ตอบอย่างมั่นใจ ไม่ได้ปิดบังตัวเลขแต่อย่างใด

"แล้วเจ้าคิดจะใช้มันกับใครบ้าง?" ฟู่หลันเต๋อถามต่อ

"ไม่ต้องห่วงครับ ท่านผอ. ข้าจะไม่ลำเอียงให้แค่ถังซานกับเสี่ยวอู่ ในบรรดาพวกเขา ใครที่มีโชคพอจะได้เจอวงแหวนวิญญาณข้ามระดับที่เหมาะสม ข้าก็จะช่วย" ถังชีเย่เข้าใจความหมายของฟู่หลันเต๋อดี จึงให้คำมั่นสัญญา

ฟู่หลันเต๋อพยักหน้า ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกล่าว "กลับไปพักผ่อนเถอะ ฝึกฝนให้ดี ข้ารอชมการเติบโตของเจ้าและเจ้าเสี่ยวซานอยู่นะ"

"ครับ ท่านผอ.!" ถังชีเย่พยักหน้ารับแล้วเดินจากไป

เขาไม่ได้กลับหอพัก เทียบกับหอพักแล้ว เขาชอบป่าเล็กๆ ที่เงียบสงบมากกว่า

"ตราประทับห้าแฉก (อู่ติง) แข็งแกร่งก็จริง แต่ก็มีขีดจำกัด ในระดับเดียวกันใช้ได้ผลกับคนเดียว!

ฮั่วอู่ไม่ใช่วิญญาจารย์สายโจมตี ถ้าหากนางเป็นสายโจมตี และมีพลังวิญญาณสูงกว่าข้าสักหน่อย ตราประทับห้าแฉกคงควบคุมนางไม่ได้ง่ายๆ แบบนั้น

ด้วยพลังของข้าตอนนี้ การจะควบคุมอัคราจารย์วิญญาณสายโจมตีคงทำได้นานที่สุดแค่สิบวินาที และต้องไม่มีสิ่งรบกวนภายนอกด้วย... ผนึกน้ำแข็งวิญญาณ (ปิงเฟิงหุน) กับคมดาบเหมันต์อัคคี (เหยียนปิงจ่าน) ใช้จัดการกับวิญญาจารย์ที่อ่อนแอกว่าข้าได้สบายมาก แต่ถ้าพลังวิญญาณสูงกว่าข้า มันแทบจะไร้ผลเลย ถ้าข้าไปถึงระดับอัคราจารย์วิญญาณ หรือแม้แต่ปรมาจารย์วิญญาณ วิชาเสวี่ยหลานสองอย่างนี้คงสร้างความเสียหายได้น้อยมาก

จันทราไล่ล่า (จู๋เยว่), ไข่มุกธุลีพราย (กุ้ยเฉินจู), วายุหนุนค้ำฟ้า (เฟิงซวิ่นฉิงเทียน) หรือแม้แต่ วายุใบไม้ร่ายมังกรเหิน (เฟิงซวิ่นเชียนเย่เสียงหลง) คือสิ่งที่ข้าต้องการที่สุดในตอนนี้

ตราประทับไตรภูมิเสวี่ยหลาน (เซี่ยหลานกว้าอิ้น) จะต้องไม่ถูกปล่อยให้ฝุ่นจับอยู่ในมือข้า ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าวิชาเสวี่ยหลานระดับสูงเหล่านั้นจะสำแดงเดชได้ขนาดไหนเมื่อข้าเข้าใจมันอย่างถ่องแท้"

ความคิดของถังชีเย่แล่นเร็วปรื๋อ เพียงชั่วพริบตา เขาก็คิดอะไรได้มากมาย

"นี่ คิดอะไรอยู่เหรอ?"

เสียงหวานใสแต่แฝงความซุกซนดังขึ้นข้างหูถังชีเย่

"หือ?" ถังชีเย่ลืมตาขึ้น พบกับนิ่งหรงหรงที่ยืนสง่างามอยู่ตรงหน้า

และเนื่องจากเขานั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น เขาจึงต้องเงยหน้าขึ้นมองนาง

"ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้?" ถังชีเย่เปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นนอนราบ หญ้าเงินครามหนานุ่มเบื้องล่างเปรียบเสมือนฟูกนอนชั้นดี ช่วยกันความชื้นและความแข็งกระด้างของพื้นดินได้เป็นอย่างดี

"เจ้ามาได้ ข้าจะมาบ้างไม่ได้หรือไง?" นิ่งหรงหรงเดินเข้ามาหา แต่นางสวมกระโปรงสั้นแค่เข่า และถังชีเย่ก็นอนหงายอยู่... สายตาของถังชีเย่จึงอดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปมอง... "คนลามก!" นิ่งหรงหรงรีบตะปบชายกระโปรงปิด นั่งยองๆ กอดเข่าป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา

"จะปิดทำไมกันนักหนา ไม่เห็นมีอะไรน่าดูสักหน่อย" ถังชีเย่หันหน้าหนีแล้วบ่นพึมพำ

"งั้นแล้วเจ้าจะมองทำไม!" นิ่งหรงหรงโมโหจัด ยื่นมือจะตีถังชีเย่

แต่มีหรือถังชีเย่จะยอมให้ตีง่ายๆ เพียงแค่มือเดียว เขาก็คว้าข้อมือนาง ดึงรวบเข้าสู่อ้อมกอด แล้วพลิกตัวกดร่างนิ่งหรงหรงไว้ใต้ร่าง...

จบบทที่ บทที่ 19 มุ่งเน้นวิชาเสวี่ยหลาน วิญญาณยุทธ์เป็นเพียงส่วนเสริม

คัดลอกลิงก์แล้ว