- หน้าแรก
- แมวเซียนกำราบยุทธภพ ตำนานวิชาเสือสิบท่า
- บทที่ 74 เจ้าเด็กนี่อนาคตไกล
บทที่ 74 เจ้าเด็กนี่อนาคตไกล
บทที่ 74 เจ้าเด็กนี่อนาคตไกล
บทที่ 74 เจ้าเด็กนี่อนาคตไกล!
"ฟังให้ดี!"
"ต่อจากนี้ไป พวกเจ้าคือคนของข้า หวังซูเยว่"
"อยู่ในวังต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายข้างนอก"
"จำได้หรือไม่?"
หวังซูเยว่เลียนแบบท่าทางของมารดาที่บ้าน กล่าวให้โอวาทแก่ข้ารับใช้ที่นางเลือกมาเป็นครั้งแรก
นางเลือกเฉพาะคนที่มีพื้นฐานนิสัยใจคอซื่อสัตย์และจิตใจดีงาม ซึ่งล้วนเป็นคนที่ปฏิบัติต่อนางดีมาโดยตลอด
แน่นอนว่า เหลียงฉู่ฉู่เป็นข้อยกเว้น
"เจ้าค่ะ—"
"คำสอนของไฉเหริน พวกเราจดจำใส่ใจแล้วเจ้าค่ะ"
เหล่าข้ารับใช้ขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
หวังซูเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเดินตรงไปหานางกำนัลที่ยืนอยู่ท้ายสุด เลิกคิ้วถามว่า "เหลียงฉู่ฉู่ เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ? ข้าได้ยินไม่ถนัด"
หลังจากไม่ได้เจอกันพักใหญ่ เหลียงฉู่ฉู่ดูซูบผอมลงไปมาก
ทว่าความหยิ่งผยองเอาแต่ใจที่เคยมีกลับมลายหายไปจนสิ้น
นางก้มหน้าต่ำ และเมื่อเผชิญกับการกลั่นแกล้งอย่างจงใจของหวังซูเยว่ นางก็ไม่แสดงอาการน้อยใจออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
เมื่อครู่นางก็ตอบรับแล้ว และเสียงของนางก็ไม่ได้เบาไปกว่าคนอื่นเลย
แต่ตอนนี้นางเป็นบ่าว ส่วนหวังซูเยว่เป็นนาย
นางไม่สามารถต่อปากต่อคำเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว
"คำสอนของไฉเหริน บ่าวจดจำใส่ใจแล้วเจ้าค่ะ"
เหลียงฉู่ฉู่ตะโกนตอบเสียงดังฟังชัด พร้อมคุกเข่าลงขอขมาทันที
"เสียงบ่าวเบาไป โปรดไฉเหรินอภัยให้ด้วยเจ้าค่ะ"
หน้าผากของเหลียงฉู่ฉู่แนบลงกับพื้นฝุ่นอย่างนอบน้อมที่สุด
แต่ตลอดกระบวนการ สีหน้าของนางกลับเรียบเฉย ไร้ระลอกอารมณ์ใดๆ
ดูเหมือนนางจะปรับตัวให้เข้ากับสถานะนางกำนัลต่ำต้อยได้อย่างแท้จริงแล้ว
คุณหนูลูกผู้ดีผู้สูงศักดิ์ในอดีต อาจตายจากไปนานแล้ว
มองดูคู่ปรับที่ไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้ต้องมาก้มหัวให้นางอย่างนอบน้อม หวังซูเยว่รู้สึกเจ็บแปลบในใจ ขอบตาแดงระเรื่อ
นางยอมให้เหลียงฉู่ฉู่เถียงนางฉอดๆ เหมือนเมื่อก่อน ยังดีกว่าต้องมาเห็นนางในสภาพนี้
แต่โชคชะตานั้นเล่นตลก บางทีหวังซูเยว่อาจไม่ได้เห็นเหลียงฉู่ฉู่คนเดิมในความทรงจำอีกแล้ว
อาจเป็นเพราะความอ่อนไหวของลูกผู้หญิง
หรืออาจเพราะนางรู้สึกว่าชะตากรรมของเหลียงฉู่ฉู่ก็ไม่ได้ต่างจากนางเท่าไหร่นัก
ทั้งคู่ต่างมีพื้นเพตระกูลสูงศักดิ์ อายุไล่เลี่ยกัน และเข้าวังมาพร้อมกัน
ทว่าคนหนึ่งต้องหมอบกราบอยู่แทบเท้า ส่วนอีกคนยืนผงาดอยู่เบื้องหน้า
แม้แต่ตัวคนทั้งสองเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในวังหลวงที่มีประตูนับหมื่นบานและผู้คนนับไม่ถ้วน ใครเล่าจะหยั่งรู้พระทัยอันแปรปรวนของฮ่องเต้ได้?
หวังซูเยว่นึกถึงมารดา ที่ร้องไห้คร่ำครวญและพร่ำสอนนางไม่หยุดในคืนก่อนเข้าวัง
"เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูวัง ก็เหมือนดำดิ่งสู่ห้วงทะเลลึก..."
หวังซูเยว่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
นางเคยคิดว่าหากได้รับความโปรดปราน นางจะภาคภูมิใจเพียงใด
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันก็งั้นๆ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร
"เอาล่ะ แยกย้ายกันไปทำงานเถอะ"
หวังซูเยว่โบกมือไล่ แล้วเดินกลับเข้าห้องไป
อีกเดี๋ยวนางยังมีกฎระเบียบในวังที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดฟุ้งซ่าน
...
หลี่ซวนที่เกาะอยู่บนกำแพงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
"ไม่รู้ว่าตอนนี้เหลียงฉู่ฉู่จะรู้สึกยังไงนะ?"
"หวังซูเยว่คนนี้ก็น่าสนใจจริงๆ ดันเลือกคู่ปรับเก่ามาเป็นคนรับใช้"
ความจริงแล้ว การเป็นคนรับใช้ส่วนตัวนั้นสบายกว่าการทำงานจับกังในตำหนักเยี่ยนชวีมากนัก
เพราะคนรับใช้ส่วนตัวแค่ปรนนิบัติเจ้านายเพียงคนเดียว ในขณะที่นางกำนัลและขันทีคนอื่นต้องรับใช้ไฉเหรินทุกคน แถมยังต้องรองมือรองเท้าพวกขันทีที่มีอำนาจอีก
ส่วนเหตุผลที่หวังซูเยว่เลือกเหลียงฉู่ฉู่มาเป็นคนรับใช้ หลี่ซวนคิดว่าคงมีความเห็นอกเห็นใจเจือปนอยู่ไม่น้อย
"หวังซูเยว่คนนี้ภายนอกดูห้าวหาญ ตรงไปตรงมา แต่เนื้อแท้จิตใจดีใช้ได้เลย"
หลี่ซวนวิจารณ์ไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็มุ่งหน้าไปหาเติ้งเว่ยเซียน
เรือนแยกหลังนี้ใหญ่โตไม่เบา เขาเลยถือโอกาสสำรวจเส้นทางและดูว่าบ้านใหม่ของ "เสี่ยวเติ้ง" อยู่ตรงไหน
ตอนนี้ความวุ่นวายค่อยๆ สงบลง ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนของพ่อบุญธรรมเติ้งเว่ยเซียน ทำให้เติ้งเว่ยเซียนได้เป็นคนรับใช้ของหวังซูเยว่สมใจ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าแผนขั้นต่อไปคืออะไร
ครั้งนี้หลี่ซวนเฝ้าดูละครฉากใหญ่อยู่ตลอด ได้ลงมือช่วยชีวิตเสี่ยวเติ้งแค่ครั้งเดียวตอนไฟไหม้
แม้จะเป็นการช่วยเหลือครั้งสำคัญ แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังอู้งานอยู่ดี
แต่จะโทษหลี่ซวนก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีจังหวะให้เขาออกโรงจริงๆ
ช่วงนี้เขาเอาแต่ฝึก "เพลงหมัดทหารตระกูลหวัง" ที่แอบเรียนมาจากหวังซูเยว่ทุกวัน แม้จะก้าวหน้าไม่ช้า แต่ก็น่าเบื่อไปหน่อย
หลี่ซวนต้องการวิชาวรยุทธ์ขั้นสูงอย่างเร่งด่วน และกุญแจสำคัญก็อยู่ที่เติ้งเว่ยเซียนนี่แหละ
ในวังหลวงแห่งนี้มีคนเป็นวรยุทธ์มากมาย และล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ
แต่หลี่ซวนไม่กล้าไปแอบดูคนพวกนั้นฝึกวิชาสุ่มสี่สุ่มห้า
ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะขยันเหมือนเติ้งเว่ยเซียนหรือไม่ แต่ยอดฝีมือพวกนั้นประสาทสัมผัสไวเป็นเลิศ ขืนไปเจอคนจิตไม่ปกติหรืออารมณ์บูดเข้า มีหวังได้ไปเกิดใหม่แน่
หลี่ซวนถือว่าเป็นแมวตีนผีที่วิ่งเร็วที่สุดในวงการแมว แต่ก็ยังเทียบชั้นกับยอดฝีมือตัวจริงไม่ได้
ถ้าไปเจอคนที่มีรสนิยมวิปริตเข้า องค์หญิงอันคัง ทาสแมวของเขา คงต้องตกงานเพราะเขาแน่ๆ
หลี่ซวนเคยลองแอบเรียนวิชาแส้ของเว่ยเฉิงจีมาแล้วช่วงหนึ่ง
ผลคือล้มเลิกความตั้งใจไปในวันเดียว
เว่ยเฉิงจีถ้าไม่ยุ่งหัวปั่นกับงานในตำหนักเยี่ยนชวี ก็หมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกมา ไม่รู้ทำอะไรอยู่ข้างใน
ไม่เห็นออกมาฝึกวิชาเลยสักวัน เทียบกับเติ้งเว่ยเซียนแล้ว คนคนนี้ขี้เกียจตัวเป็นขน
ส่วนเรื่องปีนหน้าต่างเว่ยเฉิงจี หลี่ซวนไม่กล้าเสี่ยง เลยต้องพับโครงการไปก่อน
ตอนนี้ เติ้งเว่ยเซียนจึงเป็นเป้าหมายการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่เพียงแต่คนกับแมวจะมีระดับวรยุทธ์ใกล้เคียงกัน แต่เขายังมีพ่อบุญธรรมเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ชั้นยอดอีกต่างหาก
ดังนั้น ต่อให้ไม่เห็นแก่อวี้เอ๋อร์ หลี่ซวนก็ต้องปกป้องเสี่ยวเติ้งสุดชีวิต
"เสี่ยวเติ้งทำผลงานได้ดี ได้เป็นคนรับใช้หวังซูเยว่แล้ว เกรงว่าพ่อบุญธรรมคงจะมาหาเร็วๆ นี้แน่"
หลี่ซวนคิดเช่นนั้น จึงเฝ้าจับตาดูเติ้งเว่ยเซียนอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น กลัวว่าพ่อบุญธรรมจะมาถ่ายทอดวิชาตอนที่เขาไม่อยู่
...
จนกระทั่งค่ำมืด พ่อบุญธรรมถึงมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านใหม่ของเติ้งเว่ยเซียน
หลังจากเติ้งเว่ยเซียนติดตามหวังซูเยว่คราวนี้ ความเป็นอยู่ของเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา
เขาได้พักในเรือนหลังเล็กที่แยกเป็นสัดส่วน และเนื่องจากมีเขาเป็นขันทีเพียงคนเดียว เขาจึงครองเรือนนี้คนเดียว
เรือนใหม่แม้จะเล็กกว่าเดิมหน่อย แต่ไม่มีเพื่อนบ้าน ลดความเสี่ยงที่จะถูกรบกวนไปได้เยอะ
ต้องขอบคุณเว่ยเฉิงจีที่จัดเรือนแยกหลังใหญ่ที่สุดในตำหนักเยี่ยนชวีให้หวังซูเยว่ ไม่งั้นเติ้งเว่ยเซียนคงไม่มีวาสนาได้อยู่ดีกินดีขนาดนี้
"ลูกคารวะท่านพ่อบุญธรรมขอรับ!"
ไม่ได้คารวะกันมานาน เติ้งเว่ยเซียนจึงอดตื่นเต้นไม่ได้
ส่วนหลี่ซวนที่แอบมองอยู่ ก็จ้องมองร่างภายใต้เสื้อคลุมสีเข้มอย่างพินิจพิเคราะห์
"เหมือน... เหมือนเกินไปแล้ว"
เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน และข้อสันนิษฐานของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
หลี่ซวนคิดว่าเขาเดาตัวตนที่แท้จริงของพ่อบุญธรรมเติ้งเว่ยเซียนออกแล้ว
ครั้งแรกที่เขาเห็นคนผู้นี้คือคืนที่เติ้งเว่ยเซียนมาหาอวี้เอ๋อร์
ตอนนั้น พ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนตบไหล่เขา เผยให้เห็นฝ่ามือและชายแขนเสื้อ
ชายแขนเสื้อที่หลี่ซวนเห็นแวบหนึ่งในตอนนั้น เขาได้เห็นมันอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน
และด้วยฐานะของคนผู้นั้น คงไม่มีใครในวังกล้าใส่ชุดคลุมลายดอกหรูหราแบบนั้นอีกแล้ว
ใช่แล้ว!
หลี่ซวนเดาว่าพ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนน่าจะเป็น จ้าวเฟิง มหาขันทีแห่งกรมวังคนปัจจุบัน
ชายแขนเสื้อลายดอกของทั้งสองคนเหมือนกันเปี๊ยบ บวกกับท่าทีของจ้าวเฟิงที่ช่วยเติ้งเว่ยเซียนในตอนนั้น ก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด
คิดได้ว่าเติ้งเว่ยเซียนได้แบ็คอัพที่ทรงพลังขนาดนี้มาหนุนหลัง ปากของหลี่ซวนก็แทบจะฉีกยิ้มถึงรูหู
"อวี้เอ๋อร์ น้องชายเจ้ากำลังจะได้ดีแล้วนะ!"