- หน้าแรก
- แมวเซียนกำราบยุทธภพ ตำนานวิชาเสือสิบท่า
- บทที่ 70 บุปผาในม่านหมอก
บทที่ 70 บุปผาในม่านหมอก
บทที่ 70 บุปผาในม่านหมอก
บทที่ 70 บุปผาในม่านหมอก
"เอาล่ะ ว่าธุระกันก่อนดีกว่า"
จ้าวเฟิงไม่ติดใจเอาความเรื่องอื่น ตบหลังมือเว่ยเฉิงจีเบาๆ เป็นสัญญาณให้นำทาง
แม้ในนามจ้าวเฟิงจะเป็นเพียงเจ้ากรมสำนักกิจการภายใน แต่ด้วยสถานะพิเศษของเขา ทำให้เรื่องราวแทบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวังล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของเขา
เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในวัง ฮ่องเต้หยงหยวนก็จะรับรู้สถานการณ์ผ่านทางจ้าวเฟิงเช่นกัน
ในขณะที่จ้าวเฟิงกุมอำนาจ เขาก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ตามมาด้วย
เช่นเดียวกับเหตุไฟไหม้ที่ตำหนักเหยียนชวีเมื่อวานนี้ ฮ่องเต้หยงหยวนไม่ได้สนใจสาเหตุและขั้นตอนมากนัก พระองค์เพียงแค่ต้องการเห็นการจัดการที่น่าพอใจ
นี่คือเหตุผลหลักที่จ้าวเฟิงมาเยือนตำหนักเหยียนชวีในวันนี้
ส่วนเรื่องที่จ้าวเฟิงแก้ตัวแทนเขาต่อหน้าฝ่าบาทนั้น เว่ยเฉิงจีเชื่อสนิทใจ
จากปฏิกิริยาของคนหลายกลุ่มที่เข้ามาตรวจสอบสถานการณ์เมื่อคืน เขาก็พอจะเดาออกอยู่แล้ว
ดังนั้น อารมณ์ของเขาในตอนนั้นจึงยิ่งแย่ลงไปอีก
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เดียวที่จะช่วยเขาได้ก็คือจ้าวเฟิง เจ้ากรมสำนักกิจการภายใน
ทว่าด้วยความบาดหมางในอดีต เขายอมโดนฝ่าบาทลงโทษเสียยังดีกว่าต้องให้จ้าวเฟิงยื่นมือมาช่วย
ด้วยตำแหน่งของเว่ยเฉิงจี อย่างมากเขาก็แค่ยอมสละตำแหน่งขันทีอินแห่งสำนักตราประทับ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแก่งแย่งชิงดีอีก แล้วหาตำแหน่งงานสบายๆ ไว้อยู่อย่างสงบยามแก่เฒ่า
เว่ยเฉิงจีทุ่มเททำงานหนักมาหลายปี แม้จะไม่มีผลงานโดดเด่น แต่ก็มีความดีความชอบ และเห็นแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มานาน เขาคงไม่ถึงกับต้องเอาชีวิตมาทิ้งเพราะเรื่องแค่นี้
แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีความกล้าหาญที่จะถอยอย่างสง่างามเหมือนหัวหน้าขันทีซาง หรือมีใจกว้างพอที่จะวางมือจากอำนาจที่มีอยู่
เว่ยเฉิงจีต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต กว่าจะได้อำนาจมาอยู่ในมือช่างยากเย็นแสนเข็ญ ย่อมไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือไปง่ายๆ จนกว่าจะถึงที่สุด
ขณะคิดเรื่องเหล่านี้ เว่ยเฉิงจีพาจ้าวเฟิงและคณะมาถึงจุดเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อคืนโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ดำเป็นตอตะโก
แต่หลังจากเก็บกวาดเมื่อคืน เศษซากสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ก็ถูกขนย้ายออกไปแล้ว
จ้าวเฟิงไม่สนใจความเละเทะ เดินเข้าไปในซากปรักหักพังด้วยท่าทางสงบนิ่ง แล้วเอ่ยถามเว่ยเฉิงจีที่อยู่ข้างกาย "ขันทีเว่ย ท่านหาสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ได้หรือยัง?"
เว่ยเฉิงจีเหลือบมองผู้ติดตามด้านหลังจ้าวเฟิง แล้วยังไม่ยอมตอบ
จ้าวเฟิงเข้าใจความหมาย โบกมือไล่
ขันทีชุดลายดอกไม้ที่ติดตามมาอย่างใกล้ชิดรีบแยกย้ายกันไปเฝ้าระวังรอบๆ ทันที
เหลือเพียงจ้าวปู้เกา ลูกบุญธรรมของจ้าวเฟิงคนเดียวที่ยังยืนอยู่ข้างกาย
"อา จี เจ้าก็รู้จักปู้เกานี่ ไม่ต้องระแวงเขาหรอก"
จ้าวเฟิงให้เกียรติมากพอแล้ว เว่ยเฉิงจีจึงไม่เล่นตัวอีกต่อไป เขาเล่าข้อสรุปที่ได้หารือกันเมื่อเช้าให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม เว่ยเฉิงจีมีเหตุผลส่วนตัว จึงตัดทอนรายละเอียดบางอย่างออกไป
หลังจากฟังจบ จ้าวเฟิงก็อุทานออกมา "โอ้โห ไฟไหม้ครั้งนี้เกือบจะลามไปถึงสนมหวังแล้วสิ! โชคดีที่นางรอดมาได้ ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องยุ่งยากน่าดู"
เว่ยเฉิงจีพยักหน้า ไม่ได้เออออห่อหมกแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แสดงท่าทีกลางๆ
"ทั่วทั้งราชสำนักรู้กันดีว่าแม่ทัพผู้ภักดีและห้าวหาญรักลูกสาวคนนี้ดั่งแก้วตาดวงใจ หากเกิดอะไรขึ้นกับนางในวัง ไม่ใช่แค่ท่านกับข้าที่จะลำบาก แม้แต่ฝ่าบาทเองก็คงปวดเศียรเวียนเกล้า"
ท่านเจ้ากรมจ้าวเอ่ยพลางจ้องมองเว่ยเฉิงจีอย่างมีความหมาย
ลมหายใจของเว่ยเฉิงจีเริ่มติดขัด คราวนี้เขาตอบกลับไปว่า "ท่านเจ้ากรมจ้าวกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ"
"พวกเราที่รับใช้ในวังอาจดูหรูหรามีเกียรติ แต่แท้จริงก็เป็นเพียงจอกแหนไร้ราก อำนาจในมือล้วนมาจากความโปรดปรานของฮ่องเต้"
"อา จี เจ้าต้องเข้าใจ พวกเราเป็นเพียงส่วนเติมเต็มของพระราชอำนาจเท่านั้น"
"เมื่อฮ่องเต้ทรงสำราญ พวกเราถึงจะสุขสบาย"
"เจ้าเข้าใจไหม?"
ถามจบ จ้าวเฟิงก็จ้องมองเว่ยเฉิงจีอย่างเงียบงัน
เว่ยเฉิงจีนิ่งเงียบไปนาน จนกระทั่งไหล่ของเขาลู่ลง แล้วตอบเสียงอ่อย "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
"ดี ดี เข้าใจก็ดีแล้ว"
จ้าวเฟิงพยักหน้าพลางหัวเราะในลำคอ สีหน้าแสดงความพอใจ
"จริงสิ ใครเป็นคนช่วยสนมหวังไว้? ตอนนี้คนคนนั้นอยู่ที่ไหน? ข้าอยากเจอเขาหน่อย"
ได้ยินดังนั้น หัวใจของเว่ยเฉิงจีก็ร่วงวูบ
เมื่อครู่เขาจงใจลดบทบาทของเติ้งเว่ยเซียนลง โดยกล่าวถึงแค่ผ่านๆ
แต่ไม่นึกเลยว่าจะยังดึงดูดความสนใจของท่านเจ้ากรมจ้าวได้
"เรียนท่านเจ้ากรมจ้าว เป็นขันทีน้อยที่เพิ่งเข้าวังมาไม่นานขอรับ เขาเพิ่งถูกส่งตัวมาจากสำนักฝึกหัดเมื่อไม่กี่วันก่อน ชื่อว่าเสี่ยวเติ้งจื่อ"
"เนื่องจากเสี่ยวเติ้งจื่อสมรู้ร่วมคิดกับหวงซานในเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ ข้าจึงสั่งขังเขาไว้ที่ห้องเก็บฟืน เพื่อรอท่านเจ้ากรมจ้าวตัดสินโทษขอรับ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง" จ้าวเฟิงพยักหน้าเข้าใจ แล้วพูดต่อ "งั้นเราไปดูหน้าเสี่ยวเติ้งจื่อผู้ช่วยชีวิตสนมหวังกันหน่อยเถอะ"
"เชิญ อา จี นำทางพวกเราไปที"
เว่ยเฉิงจีไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก
ทว่าจังหวะนั้นเอง มีคนพุ่งชนขันทีชุดลายดอกไม้ที่เฝ้ายามอยู่ใกล้ๆ พยายามจะฝ่าเข้ามาทางนี้
"ขันทีอิน ขันทีอินเจ้าคะ!"
เสียงเรียกนั้นดึงดูดความสนใจของทุกคน เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นหวังซูเยว่และเซี่ยหว่านเฟิงนั่นเอง
หวังซูเยว่ไม่สนใจการขัดขวาง พยายามจะดันตัวเข้ามา ส่วนขันทีชุดลายดอกไม้ก็ยืนขวางทางไว้ ไม่ยอมให้ผ่าน
เว่ยเฉิงจีขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหวังซูเยว่โผล่มาที่นี่
แต่จ้าวเฟิงกลับมีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า แล้วสั่งขันทีชุดลายดอกไม้ว่า "เชิญแม่นางทั้งสองเข้ามาคุยกันหน่อย"
ได้รับคำสั่ง ขันทีชุดลายดอกไม้จึงยอมเปิดทางให้ และมีสองคนเดินประกบหลังหวังซูเยว่กับเซี่ยหว่านเฟิงเข้ามา
"หวังซูเยว่"
"เซี่ยหว่านเฟิง"
"คารวะท่านเจ้ากรมจ้าวเจ้าค่ะ"
เมื่ออยู่ต่อหน้าจ้าวเฟิง ทั้งสองยอบกายคารวะอย่างนอบน้อม
"ตามสบายเถิดแม่นางทั้งสอง รีบร้อนมาเช่นนี้ มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?"
จ้าวเฟิงไม่ถือสาความวู่วามเมื่อครู่ของพวกนางเลยสักนิด กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตา ไม่วางมาดใหญ่โต
แต่หวังซูเยว่และเซี่ยหว่านเฟิงไม่ได้ประเมินชายชราผู้ใจดีตรงหน้าต่ำไปเพราะเหตุนี้
ตั้งแต่ก่อนเข้าวัง พวกนางก็ได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของจ้าวเฟิงมาแล้ว
บารมีของเขาในวังเหนือกว่าพระสนมหลายองค์ แม้แต่ฮองเฮาอู่ก็ยังต้องเกรงใจ
อย่างไรก็ตาม จ้าวเฟิงมีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้หยงหยวนอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเกิดมรสุมใดๆ เขาก็ยังคงยืนหยัดมั่นคงมาได้หลายปี
กลับกลายเป็นว่าอิทธิพลของคนผู้นี้ในฝ่ายในยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนขุนนางในราชสำนักหลายคนยังต้องยอมรับขันทีผู้นี้
หวังซูเยว่สูดหายใจลึกด้วยความประหม่า เตรียมใจให้พร้อมแล้วเอ่ยขึ้น "ผู้น้อยบังอาจมารบกวน เพียงแค่อยากถามขันทีอินว่า เหตุใดท่านถึงคิดจะสั่งประหารเสี่ยวเติ้งจื่อผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าด้วยเจ้าคะ?"
"เขาช่วยข้าออกมาจากกองเพลิง นั่นไม่ใช่ความดีความชอบหรือเจ้าคะ?"
"หรือว่าการทำเช่นนั้นถือเป็นความผิด?"
เว่ยเฉิงจีหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเย็นวาบเมื่อจ้องมองหวังซูเยว่ที่จ้องตอบเขาอย่างไม่ลดละ
แต่หวังซูเยว่ได้เดิมพันหมดหน้าตักด้วยคำพูดเหล่านั้นไปแล้ว
เมื่อวานนางยังระแวงในเจตนาของเติ้งเว่ยเซียน แต่เมื่อครู่นางบังเอิญได้ยินต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงเข้า
นางรู้แล้วว่าเติ้งเว่ยเซียนถูกหวงซานบีบบังคับให้มาจับตาดูนาง
และไม่ว่ายังไง ชีวิตของนางก็รอดมาได้เพราะเขาเสี่ยงชีวิตฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วย
พอรู้ว่าขันทีอินจะกำจัดเติ้งเว่ยเซียนในเร็วๆ นี้ หวังซูเยว่ก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ฉวยโอกาสตอนที่จ้าวเฟิงอยู่ด้วย รีบวิ่งมาเพื่อขอโอกาสรอดให้ผู้มีพระคุณ
นิสัยของหวังซูเยว่เป็นเช่นนี้มาตลอด นางไม่ชอบอ้อมค้อม ขอแค่ทำแล้วสบายใจก็พอ
ดังนั้น แม้เพื่อนสนิทจะพยายามทัดทาน แต่นางก็ยังดึงดันมาปรากฏตัวที่นี่และถามคำถามเหล่านี้
เซี่ยหว่านเฟิงที่ตามมาด้วย ได้แต่มองเพื่อนรักยืนประจันหน้ากับขันทีอินอย่างดื้อรั้น นางทำได้เพียงถอนหายใจและยืนเคียงข้างเพื่อนอย่างเงียบๆ
"หืม?"
"ขันทีเว่ยตัดสินโทษเสี่ยวเติ้งจื่อไปแล้วรึ?"
จ้าวเฟิงถามยิ้มๆ รอคำตอบจากเว่ยเฉิงจี