- หน้าแรก
- แมวเซียนกำราบยุทธภพ ตำนานวิชาเสือสิบท่า
- บบทที่ 69 ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด
บบทที่ 69 ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด
บบทที่ 69 ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด
บทที่ 69 ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด
ขันทีผู้ติดตามเห็นกงกงอินเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ต่างไม่กล้าหายใจแรง กลัวจะโดนหางเลขไปด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่ เว่ยเฉิงจีถึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง กดความโกรธไว้ข้างในอีกครั้ง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวการใหญ่อย่างหวงซานก็ตายไปแล้ว ส่วนเจ้าหนูเติ้งนั่นควรจัดการอย่างไรดี?"
ได้ยินดังนั้น ขันทีผู้ติดตามก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
ในฐานะกงกงอิน เว่ยเฉิงจีย่อมมีความคิดอยู่ในใจ แต่หลายครั้งเขามักต้องการยืมปากคนอื่นพูดในสิ่งที่เขาอยากทำ
"เรียนกงกง เจ้าหนูเติ้งนั่นช่วยคนชั่วก่อกรรมทำเข็ญ ร่วมมือกับหวงซานก่อความวุ่นวายในตำหนักเยี่ยนชวี ไม่เห็นหัวกงกงเลยแม้แต่น้อย"
"แม้ไฟไหม้ครั้งนี้จะไม่เกี่ยวกับมัน แต่มันก็สมควรได้รับโทษหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ประสงค์ร้ายคนอื่นๆ ขอรับ"
เสี่ยวเถิงจื่อที่คุกเข่าอยู่กับพื้นรีบตอบเป็นคนแรก พร้อมทำท่าปาดคอประกอบ
"อืม..."
เว่ยเฉิงจีแสร้งทำท่าลังเล พูดด้วยสีหน้าลำบากใจ "แต่ยังไงเจ้าหนูเติ้งก็ช่วยชีวิตสนมหวังไว้ ข้าเป็นคนยุติธรรมที่สุด คนทำดีต้องได้รางวัล คนทำผิดต้องรับโทษ"
"แม้เจ้าหนูเติ้งจะมีความผิด แต่ก็มีความชอบ ซึ่งมันทำให้ข้าลำบากใจจริงๆ"
เว่ยเฉิงจีนวดขมับ แสร้งทำเป็นตัดสินใจไม่ถูก
แต่พวกขันทีผู้ติดตามที่อยู่กับเว่ยเฉิงจีมานาน ย่อมเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่
ทันใดนั้น มีคนรีบชิงพูดตัดหน้าเสี่ยวเถิงจื่อ "อย่างที่กงกงกล่าว เจ้าหนูเติ้งมีความชอบ แต่ก็มีความผิดด้วย"
"และความชอบก็ไม่อาจลบล้างความผิดได้!"
"ตำหนักเยี่ยนชวีต้องประสบหายนะครั้งใหญ่เพราะมันกับไอ้ชั่วหวงซาน กงกงยังต้องมารับผิดชอบเรื่องพวกมันอีกตั้งมากมาย ถ้าไม่ลงโทษให้หนัก คงยากจะอธิบายให้ทุกคนยอมรับได้"
"พวกข้าน้อยเองก็จะพลอยเจ็บปวดแทนกงกง และคงยากจะควบคุมอารมณ์ตัวเองในภายภาคหน้า!"
สิ้นเสียงคำพูด ขันทีผู้ติดตามคนอื่นๆ ต่างพากันคุกเข่าลงพร้อมกันแล้วตะโกนก้อง "กงกง โปรดไตร่ตรองด้วยเถิด!"
แต่ละคนแสดงสีหน้า "เจ็บที่ตัวกงกง แต่ปวดที่ใจข้าน้อย" ได้อย่างสมบทบาท
เสี่ยวเถิงจื่อถูกชิงซีน ได้แต่ถลึงตาใส่อีกฝ่าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตะโกนแสดงความภักดีตามน้ำไป
"เฮ้อ ดูท่าว่าเพื่อพวกเจ้า ข้าคงต้องลงโทษผู้มีพระคุณช่วยชีวิตสนมหวังเสียแล้ว"
เว่ยเฉิงจีทำหน้าจำใจอย่างที่สุด
"กงกงกังวลเกินไปแล้ว สนมหวังเป็นเพียงไฉเหริน ชีวิตนางเทียบไม่ได้กับความสงบสุขของตำหนักเยี่ยนชวีหรอกขอรับ"
"ทุกสิ่งที่กงกงทำ ก็เพื่อคืนความสงบสุขสู่อนาคตของตำหนักเยี่ยนชวี"
เว่ยเฉิงจีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ดี ดี ไปจัดการเรื่องนี้ซะ"
"จำไว้ว่าอย่าเพิ่งแตะต้องมันวันนี้ รอให้จัดการเรื่องสอบสวนจากเบื้องบนเสร็จก่อน"
เหล่าขันทีผู้ติดตามรีบรับคำสั่งและแยกย้ายกันไปทันที
...
หลี่ซวนแอบฟังอยู่บนต้นไม้นอกประตูมานานแล้ว อดคิดในใจไม่ได้ "แย่แล้วสิ"
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเว่ยเฉิงจีจะเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้ ขนาดรู้ความจริงแล้วยังไม่คิดจะปล่อยเติ้งเว่ยเซียนไป
"ไอ้แก่ขันทีนี่มันจะระบายแค้น หรือมันยังระแวงอยู่กันแน่?"
แต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้เติ้งเว่ยเซียนตกอยู่ในอันตรายแล้ว
แม้วันนี้จะรอดไปได้ แต่พรุ่งนี้มะรืนนี้ล่ะ?
จากคำพูดของเว่ยเฉิงจี เขาคงกะจะจัดการเรื่องสอบสวนให้เสร็จ แล้วค่อยกำจัดเติ้งเว่ยเซียนทิ้งเมื่อหมดประโยชน์
"ยุ่งยากซะแล้ว ไม่รู้ว่าท่านพ่อบุญธรรมจะคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้หรือเปล่า?"
เขารีบออกจากบริเวณนั้น มุ่งหน้าไปยังโรงเก็บฟืนที่คุมขังเติ้งเว่ยเซียน
หลี่ซวนแวะมาดูเติ้งเว่ยเซียนเมื่อคืนแล้ว เขาไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย เพียงแต่ถูกจำกัดอิสรภาพ
โรงเก็บฟืนที่ใช้ขังเติ้งเว่ยเซียนไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีเพียงประตูและหน้าต่างอย่างละบานที่เชื่อมกับภายนอก
ขันทีผู้ติดตามของเว่ยเฉิงจีสองคนยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างแข็งขัน
แต่โชคดีที่หน้าต่างอยู่ด้านหลังกำแพง
หลี่ซวนปีนขึ้นไปเกาะขอบหน้าต่าง มองลอดช่องเข้าไปข้างใน
หน้าต่างโรงเก็บฟืนไม่ใช่หน้าต่างกระดาษ แต่เป็นลูกกรงเหล็กหลายเส้น
ผ่านช่องว่างระหว่างลูกกรง หลี่ซวนมองเห็นเติ้งเว่ยเซียนอยู่ข้างในทันที
เติ้งเว่ยเซียนนั่งขัดสมาธิ หลับตาพักผ่อน ริมฝีปากแห้งแตกจนลอกเป็นแผ่น
เขาไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลยตั้งแต่ถูกจับเมื่อคืน
แต่เนื่องจากเพิ่งอดได้ไม่นาน สภาพร่างกายจึงยังไม่ทรุดโทรมมากนัก
"ยังดีที่เสี่ยวเติ้งน่าจะทนได้อีกสักสองสามวัน"
"ที่เหลือคือจะทำยังไงให้หนีพ้นจากเงื้อมมือของกงกงอิน"
ในนาม เติ้งเว่ยเซียนยังคงสังกัดตำหนักเยี่ยนชวีในฐานะขันทีผู้น้อย
ตามกฎแล้ว กงกงอินจะจัดการกับเขาอย่างไรก็ได้
ในวังแห่งนี้ มีคนตายปริศนาทุกวัน สาเหตุการตายก็พิสดารพันลึก เติ้งเว่ยเซียนก็จะเป็นแค่ศพเพิ่มมาอีกหนึ่ง
"ด้วยความสามารถของท่านพ่อบุญธรรม คงอีกไม่นานก็คงรู้สถานการณ์ปัจจุบัน"
"แต่ทางที่ดีควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน"
คิดได้ดังนั้น หลี่ซวนก็กระโดดลงจากหน้าต่าง ตั้งใจจะไปหาของกินในครัวมาให้เติ้งเว่ยเซียน
เขาเคยสังเกตเห็นสีหน้าดุดันของเติ้งเว่ยเซียนตอนเผชิญหน้ากับเว่ยเฉิงจี
ไอ้เด็กนี่ปกติจะดูสุขุมนุ่มลึก แต่ก็มีมุมเลือดร้อนเหมือนกัน
และที่กล้าต่อกรกับเว่ยเฉิงจีที่มีฝีมือเหนือกว่าหลายขุม แสดงว่าเติ้งเว่ยเซียนก็ใจกล้าไม่เบา
หลี่ซวนกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องเครื่อง แต่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายกลางทางเสียก่อน เลยอดไม่ได้ที่จะหันไปมองต้นเสียง
ที่หน้าประตูตำหนักเยี่ยนชวี
"ตำหนักเยี่ยนชวี ข้าผู้น้อยและบริวารทั้งหลาย ขอน้อมรับหัวหน้าจ้าวด้วยความเคารพ!"
นำโดยเว่ยเฉิงจี นางกำนัลและขันทีทุกคนคุกเข่าลงต้อนรับ พิธีการยิ่งใหญ่กว่าตอนจ้าวปู้เกามาครั้งที่แล้วเสียอีก
พวกเขากำลังต้อนรับขันทีชราในชุดคลุมลายดอกไม้สุดหรูหรา
ชุดคลุมลายดอกนี้หรูหรากว่าของหัวหน้าขันทีซางหลายเท่า ลวดลายวิจิตรบรรจง ขลิบขอบเงินเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าเป็นงานฝีมือชั้นเลิศและล้ำค่า
"ชุดคลุมลายดอกนั่น!?"
หลี่ซวนเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ขันทีชราผู้นั้นผมขาวโพลน รูปร่างผอมบาง สีหน้าดูใจดีมีเมตตา เหมือนผู้เฒ่าใจดีทั่วไป
ขันทีชราก้าวเข้ามาพยุงเว่ยเฉิงจีให้ลุกขึ้น แล้วดุว่า "โอ้ อาจี๋ เราคบกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังจะมาทำพิธีรีตองจอมปลอมกับข้าอยู่อีก"
ขันทีชราหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงไม่ได้ดุจริงจัง แต่เหมือนหยอกล้อมากกว่า
ใครไม่รู้คงนึกว่าพวกเขาสนิทสนมกันดีมาก
เสียงของขันทีชราทุ้มต่ำและทรงพลัง ไม่เหมือนเสียงแหลมเล็กของขันทีทั่วไป ซึ่งถือว่าโดดเด่นมากในวัง
"หัวหน้าจ้าว กฎย่อมเป็นกฎ จะละเมิดมิได้ขอรับ"
หลังจากเว่ยเฉิงจีลุกขึ้น เขายังคงยืนก้มหน้าอย่างนอบน้อม แสดงท่าทีเคารพยำเกรงสุดขีด
"เอาเถอะๆ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน"
"อาจี๋ พาข้าไปดูที่เกิดเหตุหน่อย"
เว่ยเฉิงจีกำลังจะนำทาง แต่จ้าวปู้เกาที่ยืนอยู่ด้านหลังขันทีชราก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
"แม้เมื่อคืนท่านพ่อบุญธรรมจะช่วยกงกงเว่ยรับหน้ากับฝ่าบาทไปแล้ว แต่ทางที่ดีควรทำให้เรื่องกระจ่าง จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย"
"ไม่อย่างนั้น ถ้าฝ่าบาททรงตำหนิลงมาทีหลัง จะกลายเป็นความผิดของท่านพ่อบุญธรรมเอาได้"
"จริงไหม กงกงเว่ย?"
ได้ยินดังนั้น เว่ยเฉิงจีลอบถอนหายใจในใจ แล้วโค้งคำนับต่ำ
"หัวหน้าจ้าว บุญคุณครั้งนี้เว่ยเฉิงจีจะจดจำไว้ หากวันหน้าท่านมีเรื่องไหว้วาน ข้ายินดีรับใช้ไม่มีบิดพลิ้ว"
ที่แท้ขันทีชราผู้นี้ก็คือมหาขันทีแห่งวังหลวงคนปัจจุบัน หัวหน้ากรมวัง พ่อบุญธรรมของจ้าวปู้เกา นามว่า จ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงปรายตามองจ้าวปู้เกาแล้วส่ายหน้า "ใครใช้ให้เจ้าพูด?"
"ลูกล่วงเกินแล้ว ขอท่านพ่อบุญธรรมลงโทษด้วย!"
จ้าวปู้เกาถอยไปยืนข้างๆ อย่างว่าง่าย ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เห็นเขาเงียบลง จ้าวเฟิงก็ไม่ถือสาหาความลูกบุญธรรมต่อ แล้วหันไปพยุงเว่ยเฉิงจี
"ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเกรงใจ ระหว่างเราไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรหรอก"
"ผ่านไปตั้งกี่ปีแล้ว คนที่เข้าวังรุ่นเดียวกัน ก็เหลือแค่ข้ากับเจ้านี่แหละ"