เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 แผนแตก

บทที่ 65 แผนแตก

บทที่ 65 แผนแตก


บทที่ 65 แผนแตก

หลี่เสวียนนอนหมอบอยู่บนกำแพง มองดูเปลวไฟที่ค่อยๆ มอดดับลง

ห้องพักของหวังซูเยว่ รวมถึงห้องข้างเคียงอีกสองสามห้อง กลายเป็นซากปรักหักพังที่มีควันดำลอยโขมง

"เติ้งเว่ยเซียนปลอดภัยชั่วคราว หวังซูเยว่ก็ฟื้นแล้ว..."

หลี่เสวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก

ขนเปียกๆ บนตัวเขาแห้งกรังไปนานแล้ว บางจุดถึงขั้นไหม้เกรียม ไม่รู้ว่าโดนควันรมหรือโดนไฟลนกันแน่

เขาก้มมองอุ้งเท้าแมวของตัวเอง แล้วพึมพำกับตัวเองว่า:

"ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย?"

พอนึกถึงคานไม้ครึ่งท่อนที่ตัวเองตบกระเด็นไปเมื่อกี้ แม้แต่ตัวหลี่เสวียนเองยังไม่อยากจะเชื่อ

แม้ตอนนั้นจะทำไปเพราะความรีบร้อนและทุ่มสุดกำลัง แต่เขาก็ยังประหลาดใจอยู่ดี

ด้วยขนาดตัวเล็กจิ๋วแบบนี้ แต่กลับระเบิดพลังมหาศาลออกมาได้ ช่างขัดต่อสามัญสำนึกจริงๆ

แต่พอนึกถึงพรสวรรค์ที่ต่างจากแมวทั่วไปของตัวเอง เรื่องทั้งหมดก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

"ต่อไปนี้ข้าไม่ต้องกลัวพวกขันทีตัวเล็กตัวน้อยพวกนั้นแล้ว มาเท่าไหร่ก็ตบคว่ำได้หมด"

หลี่เสวียนกำอุ้งเท้าแน่นพลางคิด

"ติดอยู่แค่เรื่องตรงหน้านี้แหละ ไม่รู้จะจบยังไง?"

เขามองเติ้งเว่ยเซียนที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นลานกว้างด้วยแววตากังวล

ไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก

เขาไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนคิดอะไรอยู่ ถึงได้เล่นใหญ่ขนาดนี้

เกรงว่าเรื่องนี้ ลำพังแค่ 'ตำหนักเหยียนชวี' คงปิดข่าวจัดการกันเองไม่ได้แล้ว

ถ้าจัดการไม่ดี เผลอๆ เรื่องอาจไปถึงหูฮ่องเต้

"หวังว่าเจ้าหนูเติ้งจะปลอดภัยนะ"

หลี่เสวียนยังคงเชื่อมั่นในตัวพ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนอยู่บ้าง และด้วยพรสวรรค์ที่เติ้งเว่ยเซียนแสดงออกมา เขาเชื่อว่าพ่อบุญธรรมคงไม่ทิ้งขว้างเขาไปง่ายๆ

การที่พ่อบุญธรรมวางหมากมาถึงขั้นนี้ ต้องมีแผนสำรองเตรียมไว้แน่

ทั้งหลี่เสวียนและเติ้งเว่ยเซียนต่างก็เชื่อเช่นนั้น

เรื่องราวยังไม่จบ หลี่เสวียนจึงยังไม่รีบจากไป เขานอนเลียขนอยู่บนกำแพง

"ถุย ถุย ถุย มีแต่รสไหม้!"

เลียไปได้ทีเดียว เขาก็เลิกล้มความตั้งใจ กะว่าเดี๋ยวกลับไปอาบน้ำที่ตำหนักจิงหยางทีเดียวเลยดีกว่า

ตอนนั้นเอง เหล่าสนมไฉเหรินกลุ่มใหญ่ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

"ซูเยว่ ซูเยว่..."

"เจ้าเป็นยังไงบ้าง?"

ที่แท้ก็เป็นพี่น้องคนสนิทของหวังซูเยว่ที่รู้ข่าวและรีบวิ่งมาดูอาการ

สาวน้อยหลายคนรุมล้อมเข้ามา สำรวจหวังซูเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้า จับนู่นคลำนี่ด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าอวัยวะส่วนไหนจะบุบสลายไป

"ข้าไม่เป็นไร ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วงนะ"

"โอ๊ย อย่าจับมั่วสิ!"

ตอนแรกมือไม้ของสาวๆ ก็จับต้องตามปกติ แต่ไปๆ มาๆ ชักเริ่มจะลูบคลำแบบลามกขึ้นเรื่อยๆ

"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว"

"ซูเยว่ เจ้าทำพวกเราตกใจแทบแย่"

เหล่าพี่น้องถอนมือกลับพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อครู่พวกนางกำลังกินข้าวเย็นกันอยู่ จู่ๆ ก็สังเกตเห็นความวุ่นวายที่ตำหนักเหยียนชวี

ช่วงนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทุกคนจึงอดกังวลไม่ได้

ไม่นานก็เห็นขันทีอินหน้าตาเคร่งเครียดวิ่งไปที่ประตูวัง เพื่อรับมือกับคนที่แห่มาสอบถามสถานการณ์

ตอนนั้นเองถึงมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ พบว่ามีควันดำพวยพุ่งมาจากแถวที่พักของพวกตน

วันนี้หวังซูเยว่รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงขอลากลับมาพักผ่อนตั้งแต่บ่าย

พอกลุ่มพี่น้องนึกขึ้นได้ ก็ไม่สนกฎระเบียบว่าจะโดนขันทีอินลงโทษหรือไม่ รีบวิ่งมาดูอาการหวังซูเยว่ทันที

ยิ่งวิ่งเข้ามาใกล้ ก็ยิ่งใจคอไม่ดี

เพราะจุดที่ไฟไหม้อยู่ใกล้ห้องพักของหวังซูเยว่มาก

พอมาถึงเห็นชัดๆ ว่าเป็นห้องของหวังซูเยว่ที่กำลังลุกไหม้ พวกนางแทบหัวใจวาย

แต่บางคนตาไว สังเกตเห็นหวังซูเยว่ที่ถูกพาตัวออกมานั่งพักอยู่ในที่ปลอดภัย จึงเกิดเป็นฉากมะรุมมะตุ้มเมื่อครู่นี้

ด้วยความเป็นห่วง พวกนางจึงรุมตรวจสอบร่างกายของหวังซูเยว่อย่างละเอียดลออ

"ฮือๆๆ ~"

"ซูเยว่ ซูเยว่ ข้าจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีเจ้า — —"

"ทำไมเจ้าถึงใจร้ายทิ้งข้าไว้คนเดียว — —"

"ฮือๆๆ — —"

ขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ เสียงร้องไห้โหยหวนชวนขนลุกก็ดังแว่วมาแต่ไกล

หวังซูเยว่และคนอื่นๆ หันไปมองด้วยความเอือมระอา เห็นร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่หน้าซากปรักหักพัง ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าเวทนา

ร้องไห้ได้มืออาชีพขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้นอกจาก 'เค่อเหลียน'

เค่อเหลียนวิ่งช้ากว่าคนอื่น เพิ่งจะมาถึง

และเพราะสายตานางไม่ค่อยดี จึงมองไม่เห็นกลุ่มพี่น้องที่ยืนกันอยู่

"ใครก็ได้ไปลากนางมาทีสิ"

หวังซูเยว่กุมขมับด้วยความปวดหัว หันไปบอกคนอื่นๆ

แต่กลุ่มพี่น้องเอาแต่หัวเราะคิกคัก ไม่มีใครยอมเดินไปลากเค่อเหลียนมาสักคน

นางกำนัลทนดูไม่ไหว จึงเดินเข้าไปสะกิดเตือนเค่อเหลียน

"ไฉเหรินเค่อ ไฉเหรินเค่อ..."

"หยุดร้องเถอะเพคะ ไฉเหรินหวังนั่งอยู่ตรงโน้น ยังอยู่ดีมีสุขเพคะ"

เค่อเหลียนหันขวับทั้งน้ำตานองหน้า เห็นหวังซูเยว่กำลังถลึงตาใส่

"ซูเยว่ ซูเยว่ ดีใจจังที่เจ้ายังไม่ตาย!"

เค่อเหลียนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาโถมตัวกอดหวังซูเยว่ หัวโขกเข้าที่หน้าอกเพื่อนรักอย่างจัง แล้วร้องไห้โฮไม่หยุด

หวังซูเยว่ไม่ทันตั้งตัว โดนโขกเข้าไปเต็มแรงจนแทบตาเหลือกสลบไปอีกรอบ

"ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่เดี๋ยวคงไม่แน่"

หวังซูเยว่พูดด้วยความเจ็บปวด

"ฮือๆๆ อย่าพูดบ้าๆ สิ เจ้าต้องไม่เป็นไรอยู่แล้ว"

"รีบพูด 'ถุย ถุย ถุย!' เดี๋ยวนี้"

เค่อเหลียนที่เมื่อกี้ยังร้องไห้โหยหวน เปลี่ยนโหมดมาตื่นเต้น เอาหัวเล็กๆ โขกหน้าอกหวังซูเยว่อีกรัวๆ

โชคดีที่หวังซูเยว่มี 'เกราะกันกระแทก' ชั้นยอด ไม่งั้นคงช้ำในตายไปแล้ว

หลังจากหัวเราะกันพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็เริ่มหายตื่นตระหนก

มีคนเอ่ยถามขึ้น "ซูเยว่ สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมห้องเจ้าจู่ๆ ถึงไฟไหม้ได้?"

หวังซูเยว่ส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บ่ายนี้ข้าเพลียๆ เลยขอกลับมาพัก แล้วก็เผลอหลับไป"

"พอร์ตื่นมาอีกที ก็มานอนอยู่ตรงนี้แล้ว แล้วห้องข้างหน้านั่นก็ไฟไหม้อย่างที่เห็น"

หวังซูเยว่รู้เรื่องเท่าๆ กับคนอื่น ตอนนี้นางรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ยังมีชีวิตรอดมาได้

"เจ้าว่า จะเกี่ยวกับเขาหรือเปล่า?"

ไฉเหรินคนหนึ่งข้างกายหวังซูเยว่ ปรายตามองไปทางเติ้งเว่ยเซียนที่อยู่ไกลออกไป

เติ้งเว่ยเซียนนั่งพักอยู่บนพื้น โดยมีขันทีร่างยักษ์สองคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

ดูยังไงก็เหมือนนักโทษถูกคุมตัวชัดๆ

ทุกคนจำขันทีสองคนนั้นได้ดี พวกเขาเป็นคนสนิทของขันทีอิน

การที่ขันทีอินสั่งให้คนสนิทมาคุมตัวเติ้งเว่ยเซียนด้วยตัวเอง แสดงว่าเขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง

"แต่ข้าได้ยินมาว่า เขาเป็นคนเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยข้าออกมาจากกองไฟนะ"

"ตัวเขาเองเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ตายอยู่ในกองเพลิงนั่นแล้ว"

หลังจากฟื้นขึ้นมา หวังซูเยว่ก็ได้ยินนางกำนัลรอบข้างพูดถึงเรื่องนี้

"ซูเยว่ รู้หน้าไม่รู้ใจ ใครจะไปรู้ เขาอาจจะเป็นคนจุดไฟเผาเอง แล้วแสดงละครบทวีรบุรุษช่วยสาวงามก็ได้?"

"อย่าลืมสิ ช่วงนี้เขามาด้อมๆ มองๆ เจ้าทุกวัน ใครๆ เขาก็ดูออกว่าขันทีน้อยคนนี้คิดไม่ซื่อกับเจ้า"

คำเตือนของเพื่อนสาวทำเอาหวังซูเยว่นิ่งเงียบไป

ข่าวลือที่ว่าเติ้งเว่ยเซียนแอบชอบนางแพร่สะพัดไปทั่วตำหนักเหยียนชวี นางย่อมรู้ดี

คนที่เตือนนางเมื่อครู่ชื่อ 'เซี่ยหว่านเฟิง' เป็นเพื่อนรักที่โตมาด้วยกันกับหวังซูเยว่

แม้เซี่ยหว่านเฟิงจะเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่เพราะเป็นลูกอนุภรรยาที่แม่เป็นนางโลมมาก่อน จึงไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูล

พ่อของนางเป็นแม่ทัพฝ่ายบู๊ผู้โด่งดังแห่งต้าซิง นางจึงได้นิสัยห้าวหาญเด็ดขาดมาจากพ่อ และถือเป็นมันสมองของกลุ่มพี่น้อง

เซี่ยหว่านเฟิงได้รับคัดเลือกเป็นไฉเหริน รูปร่างหน้าตาย่อมไม่เป็นรองใคร แต่ด้วยบุคลิกที่ดูเย็นชาหยิ่งยโส ทำให้คนไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้

นางอาจจะดูเย็นชากับคนนอก แต่กับพี่น้องแล้วนางรักและจริงใจมาก เป็นคนประเภทปากร้ายใจดี

"หว่านเฟิงพูดถูก ช่วงนี้ตำหนักเหยียนชวีไม่ค่อยสงบ แถมยังมีพวกโรคจิตโผล่มาอีก"

"พวกเราต้องระวังตัวไว้ให้ดี"

เหล่าไฉเหรินพยักหน้าเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน

...

หลี่เสวียนหูดี ได้ยินบทสนทนาของหวังซูเยว่และเพื่อนๆ ชัดเจนแจ่มแจ้ง เขาอดไม่ได้ที่จะเลียนแบบท่าทางของหวังซูเยว่ ยกอุ้งเท้าขึ้นกุมขมับแล้วถอนหายใจ

"พ่อบุญธรรม แผนของท่านไม่ได้ผลแล้วล่ะ"

"โดนพวกสาวๆ จับไต๋ได้หมดเปลือก!"

อา~~~

จบบทที่ บทที่ 65 แผนแตก

คัดลอกลิงก์แล้ว