- หน้าแรก
- แมวเซียนกำราบยุทธภพ ตำนานวิชาเสือสิบท่า
- บทที่ 40 ภูตผีปีศาจ
บทที่ 40 ภูตผีปีศาจ
บทที่ 40 ภูตผีปีศาจ
บทที่ 40 ภูตผีปีศาจ
ในวังมีผีจริงๆ
แถมไม่ใช่แค่ที่ตำหนักเหยียนชวีที่เดียวเสียด้วย
เมื่อหลี่เสวียนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมึนงงไปชั่วขณะ
ในฐานะแมวที่รู้ความจริงดีที่สุด เขารู้สึกว่าเรื่องราวดูเหมือนจะบานปลายเกินการควบคุมของเขาไปแล้ว
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งฝ่ายในอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม และตำหนักเหยียนชวีที่เป็นตัวเอกในตอนแรก กลับกลายเป็นเพียงหนึ่งในตัวประกอบที่ถูกกล่าวถึงเท่านั้น
ลมพัดกรรโชก บอกเหตุพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน
ค่ำคืนนั้น เติ้งเว่ยเซียนนั่งอยู่ลำพังในลานเล็กๆ สีหน้าเคร่งเครียด
หลี่เสวียนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็ไม่ต่างกัน
ทั้งสองคนเข้าใจดีแล้วว่าสถานการณ์ทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับตำหนักเหยียนชวี พวกเขาก็ถูกลดบทบาทจากตัวเอกกลายเป็นตัวประกอบไปเสียแล้ว
เดาได้ไม่ยากว่า 'พ่อบุญธรรม' ของเติ้งเว่ยเซียนต้องเป็นคนคอยกระพือไฟอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตขนาดนี้
ข่าวลือเรื่องผีสางนางไม้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตำหนักเหยียนชวีนานแล้ว แต่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งฝ่ายใน
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ชั่วข้ามคืน ตำหนักสำคัญๆ อีกหลายแห่งก็เริ่มมีข่าวลือทำนองเดียวกัน และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกวัน
มาถึงจุดนี้ ไม่เพียงแต่เติ้งเว่ยเซียนที่เริ่มกังวล แม้แต่หลี่เสวียนก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้
"พ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนคนนี้ บทจะไม่ทำอะไรก็เงียบกริบ แต่พอบทจะลงมือทีก็เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์เลยแฮะ"
หลี่เสวียนอดเป็นห่วงไม่ได้ แม้เขาจะไม่กังวลว่าเรื่องพวกนี้จะลามมาถึงตำหนักจิงหยางของพวกเขาก็ตาม
ตำหนักเย็นก็มีข้อดีของมัน
ตราบใดที่พ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนต้องการเรียกร้องความสนใจ เขาก็คงไม่เลือกสถานที่กันดารอย่างตำหนักเย็นเป็นแน่
เมื่อเทียบกับตำหนักจิงหยางแล้ว หลี่เสวียนเป็นห่วงเติ้งเว่ยเซียนมากกว่า
ความทะเยอทะยานของพ่อบุญธรรมคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เกรงว่าในอนาคตเติ้งเว่ยเซียนคงต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายอยู่บ่อยครั้ง
แม้ความมั่งคั่งมักมาพร้อมความเสี่ยง แต่เติ้งเว่ยเซียนก็คือน้องชายแท้ๆ ของอวี้เอ๋อร์ เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของนาง
หลี่เสวียนย่อมไม่อยากให้เติ้งเว่ยเซียนเป็นอะไรไป
อีกอย่าง หลังจากร่วมหัวจมท้ายกันมาระยะหนึ่ง เขาก็เริ่มผูกพันกับเติ้งเว่ยเซียนบ้างแล้ว
อย่างน้อยตั้งแต่เจ้าเด็กนี่โผล่มา หลี่เสวียนก็ได้ประโยชน์ไปไม่น้อย ถือว่าเป็นดาวนำโชคของเขาเลยก็ว่าได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เริ่มการฝึกฝนยามค่ำคืน
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็น้อยลงไปทุกที
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ได้แต่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น
บางทีพลังฝีมืออันน้อยนิดนี้ อาจช่วยให้พวกเขาพาตัวรอดจากวังวนแห่งความวุ่นวายนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
ในวันต่อๆ มา พ่อบุญธรรมของเติ้งเว่ยเซียนก็ไม่ได้ปรากฏตัวอีก
หลี่เสวียนและเติ้งเว่ยเซียนจำต้องดำเนินชีวิตไปตามปกติ หลังฝึกซ้อมเสร็จก็คอยจับตาดูเสี่ยวจั๋วจื่อ
ทว่าบรรยากาศในช่วงนี้ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยวจั๋วจื่อเริ่มไม่กล้าขยับตัวไปไหน
นั่นช่วยลดภาระให้หลี่เสวียนและเติ้งเว่ยเซียนไปได้มากโข ไม่ต้องคอยตามประกบเสี่ยวจั๋วจื่อทุกวัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข่าวลือเรื่องผีในวังก็ยิ่งดูสมจริงมากขึ้นทุกที
มีคนรายงานว่าเห็นเงาภูตผีปีศาจในวังทุกวี่ทุกวัน จนผู้คนขวัญผวาไปตามๆ กัน
บรรยากาศที่เหมือนพายุกำลังจะโหมกระหน่ำนี้กดทับจิตใจของทุกคนจนอึดอัด ราวกับมีภูเขาทั้งลูกทับอกอยู่
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างเต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้สะสมตัวมากขึ้น จากที่เคยปิดปากเงียบในตอนแรก ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นจับกลุ่มซุบซิบกันลับหลังเมื่อมีโอกาส
เรื่องนี้กลายเป็นความลับที่รู้กันทั่วทั้งวัง
ดูเหมือนกลไกต่างๆ ในวังจะหยุดชะงักไปดื้อๆ ปล่อยให้บรรยากาศมาคุนี้ก่อตัวต่อไปอีกหลายวัน
และแล้วในวันนี้เอง
ตำหนักเหยียนชวี ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ในที่สุดก็ต้อนรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
ขันทีชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินทางมาเยือนอย่างกะทันหัน
เขาเป็นขันทีวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดลายดอกไม้ขลิบเงินหรูหราอลังการ
เขามาพร้อมกับขบวนผู้ติดตามที่เป็นขันทีชุดลายดอกไม้รูปร่างสูงใหญ่เช่นกัน ดูโอ่อ่าเกรียงไกรยิ่งนัก
ขันทีอินมารอรับเสด็จที่หน้าประตูตำหนักแต่หัววัน นำข้าราชบริพารทั้งมวลในตำหนักเหยียนชวีออกมาต้อนรับบุคคลผู้นี้ด้วยความนอบน้อม
"เว่ยเฉิงจี แห่งสำนักตราประทับประจำตำหนักเหยียนชวี ขอน้อมรับรองเจ้ากรมจ้าวด้วยความเคารพยิ่ง"
"ขันทีเว่ย ท่านเกรงใจกันเกินไปแล้ว ข้าเป็นแค่ผู้น้อย จะให้ผู้อาวุโสอย่างท่านลำบากออกมาต้อนรับได้อย่างไร?"
รองเจ้ากรมจ้าวกรีดนิ้วทำท่าทางอ่อนช้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมดัดจริต ใบหน้าฉายแววขวยเขินออกมาแวบหนึ่ง
เขาแสดงบทบาทของผู้ที่อ่อนแอและไร้ทางสู้ได้อย่างสมบทบาทถึงที่สุด
รองเจ้ากรมจ้าวมีรูปร่างกำยำล่ำสัน แขนยาวดั่งลิง เอวคอดกิ่วดั่งผึ้ง เข่าแข็งแกร่งดั่งนกกระเรียน และแผ่นหลังกว้างดั่งเสือ แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางขันทีชุดลายดอกไม้ร่างยักษ์ เขาก็ยังดูโดดเด่น รูปร่างช่างสมชายชาตรี แต่กิริยาวาจากลับขัดแย้งกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
แต่นี่ก็ตรงกับภาพจำขันทีในหัวของหลี่เสวียนเป๊ะๆ
หลี่เสวียนที่ตอนนี้มาซุ่มดูลาดเลาที่ตำหนักเหยียนชวีทุกวัน ย่อมเห็นเหตุการณ์นี้ด้วย
ต้องยอมรับว่าการต้อนรับช่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ขันทีและนางกำนัลทุกคนในตำหนักเหยียนชวีมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
แม้แต่เติ้งเว่ยเซียนและเสี่ยวจั๋วจื่อก็ยังยืนอยู่แถวหลังสุดของฝูงชน
แต่จากตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ คงมองไม่เห็นการพบปะของบรรดาขาใหญ่ข้างหน้าหรอก
ส่วนคำพูดถ่อมตนของรองเจ้ากรมจ้าวนั้น เว่ยเฉิงจีในฐานะขันทีอินย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ
แม้อายุอานามจะห่างกันเป็นรอบ แต่ในวังหลวงแห่งนี้ สถานะวัดกันที่อำนาจในมือล้วนๆ
พูดกันตามตรง รองเจ้ากรมจ้าวที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็นคนที่เว่ยเฉิงจีเห็นมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย
รองเจ้ากรมจ้าว มีชื่อเดิมว่า จ้าวปู้เกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมสำนักกิจการภายใน ถือเป็นเบอร์สองที่มีอำนาจรองลงมาในสำนักกิจการภายใน
ส่วนเบอร์หนึ่งนั้น ก็คือพ่อบุญธรรมของเขานั่นเอง
ดังนั้น ต่อให้จ้าวปู้เกาจะอายุน้อยกว่า เว่ยเฉิงจีก็ไม่กล้าล่วงเกินคนผู้นี้
"รองเจ้ากรมจ้าว ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว เชิญเข้าไปนั่งคุยข้างในก่อนดีไหม แล้วค่อยหารือเรื่องการตรวจสอบตำหนักเหยียนชวีกัน"
"ดีครับ ดีครับ ข้าขอทำตามที่ขันทีเว่ยจัดแจงทุกอย่างเลย"
จ้าวปู้เกาดูเป็นคนง่ายๆ สบายๆ
"เชิญ"
ทั้งสองเดินเข้าไปในตำหนักเหยียนชวีพร้อมกัน โดยเว่ยเฉิงจีเดินตามหลังอยู่ครึ่งก้าว
ขันทีและนางกำนัลคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนตามสัญญาณมือของเว่ยเฉิงจี เหลือเพียงคนสนิทไม่กี่คนที่ติดตามไป
ทว่า แม้ขันทีผู้ติดตามของเว่ยเฉิงจีจะรูปร่างสูงใหญ่ แต่เมื่อเทียบรัศมีกับขันทีชุดลายดอกไม้ที่ติดตามจ้าวปู้เกาแล้ว ดูจะด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ต้องมีฝีมือร้ายกาจเพียงใดถึงจะมีสิทธิ์สวมชุดลายดอกไม้นั้น
คนเหล่านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่พวกเขาจะเอาชนะได้ด้วยแรงกายเพียงอย่างเดียว
แต่ในยามนี้ พวกเขาทำได้เพียงยืนยืดอกให้ตรงที่สุด พยายามทำตัวให้ดูสูงใหญ่ เพื่อรักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีเอาไว้
"ขันทีเว่ย ท่านคงทราบดีใช่ไหมว่าทำไมวันนี้ข้าถึงมาที่นี่?"
จ้าวปู้เกาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจางๆ น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน
เว่ยเฉิงจีรู้สึกหนาววาบไปถึงขั้วหัวใจทันที ลอบถอนหายใจในอก
ไม่นึกเลยว่ายังไม่ทันได้นั่งลง อีกฝ่ายก็อดใจไม่ไหวเปิดฉากสอบสวนทันที
"ผู้น้อยไร้ความสามารถ ปล่อยให้ตำหนักเหยียนชวีมีข่าวลือเรื่องปีศาจร้าย สมควรตายยิ่งนัก!"
พูดจบ เว่ยเฉิงจีก็ทิ้งตัวลงเตรียมจะคุกเข่าโขกศีรษะทันที โดยไม่ห่วงศักดิ์ศรีใดๆ
เขาดูเหมือนจะไม่สนใจเลยว่าที่นี่คือตำหนักเหยียนชวีที่เขาดูแลอยู่ และมีบ่าวไพร่มากมายเป็นพยานรู้เห็น
แต่ทันทีที่เข่าของเว่ยเฉิงจีเกือบจะถึงพื้น จ้าวปู้เกาก็ยื่นมือมาประคองเขาไว้
"โธ่ ขันทีเว่ย ท่านทำแบบนี้ข้าอายุสั้นกันพอดี"
"ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด"
"ปู้เกามาวันนี้เพื่อช่วยตำหนักเหยียนชวี ไม่ได้มากล่าวโทษใคร ขันทีเว่ยโปรดอย่าเข้าใจผิด"
"ท่านกับพ่อบุญธรรมของข้าคบหากันมานานหลายปี ข้า... ข้าถูกส่งมาเพื่อช่วยท่านนะ"
จ้าวปู้เกาพูดด้วยความจริงใจ ประคองเว่ยเฉิงจีให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย
ทว่า เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หัวใจของเว่ยเฉิงจีกลับดิ่งวูบลงเหว ความหวาดกลัวทวีคูณขึ้นเป็นสิบเท่าร้อยเท่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้