เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 แปลกใจหรือเปล่า?

บทที่ 9 แปลกใจหรือเปล่า?

บทที่ 9 แปลกใจหรือเปล่า?


บทที่ 9 แปลกใจหรือเปล่า?

คืนนั้น หลี่ซวนมาเดินตรวจตราที่ห้องเครื่องตามปกติ

ยามนี้ดึกสงัด ไร้ผู้คนหลงเหลืออยู่ จึงเป็นเวลาอันประจวบเหมาะแก่การลงมือกิน

หลี่ซวนปีนข้ามหน้าต่างอย่างคล่องแคล่ว กวาดตามองรายการอาหารของวันนี้ ผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ แล้วเริ่มลงมือทันที

คืนนี้เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ กระโจนเข้าใส่ขาหมูแก้วชิ้นโตเท่าศีรษะ แล้วกอดมันไว้อย่างรักใคร่ ผิดกับสไตล์ระแวดระวังตัวตามปกติที่เพียงแค่ชิมเล็กชิมน้อย แต่วันนี้คือการต่อสู้ที่มุ่งมั่นจะจัดการให้ราบคาบ เป็นความบ้าบิ่นและไร้กฎเกณฑ์อย่างสิ้นเชิง

ไม่มีเหตุผลอื่นใด หลี่ซวนตัดสินใจแล้วว่าจะทะลวงวิชาสิบกระบวนท่าพยัคฆ์ให้ถึงขั้นสมบูรณ์ภายในคืนนี้

เวลาไม่เคยคอยท่า หากหลี่ซวนยังมัวโอ้เอ้ สถานการณ์ของตำหนักจิงหยางคงยิ่งทวีความยากลำบากขึ้นไปอีก แม้เขาจะเป็นเพียงลูกแมวอายุไม่ถึงขวบปี แต่ก็ถึงเวลาที่ต้องก้าวออกมาแล้ว

หลี่ซวนกินอย่างจุใจ ตั้งใจสะสมพลังงานให้เพียงพอในมื้อเดียว เพื่อฝึกฝนวิชาสิบกระบวนท่าพยัคฆ์ซ้ำๆ ในคืนนี้ และพยายามทำให้สำเร็จในรวดเดียว

จานเนื้อบนโต๊ะถูกกำจัดไปทีละจาน เมื่ออิ่มจนยัดไม่ลง หลี่ซวนก็จะหยุดพักเพื่อร่ายรำกระบวนท่าสักรอบเพื่อเร่งความก้าวหน้า หลังจากเผาผลาญพลังงานไปบ้าง เขาก็จะกลับมากินต่อ วนเวียนอยู่เช่นนี้

สิบกระบวนท่าพยัคฆ์: 91%

สิบกระบวนท่าพยัคฆ์: 94%

สิบกระบวนท่าพยัคฆ์: 97%

อาจเป็นเพราะร่างกายมีพลังงานเพียงพอ ความก้าวหน้าจึงไม่ลดลงจนน่าเกลียด และไม่ได้ทำให้หลี่ซวนรู้สึกทรมานจนเกินไป แต่วิธีนี้ย่อมมีขีดจำกัด เพราะหลี่ซวนกินไม่ไหวอีกแล้ว เขาเขารู้สึกว่าอาหารจุกอยู่ที่คอหอย ขืนกินเข้าไปอีกคงได้อาเจียนออกมาแน่

ความพยายามอย่างบ้าเลือดของหลี่ซวนให้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึง แมวตัวเล็กๆ ตัวนี้กลับกินอาหารในปริมาณสำหรับผู้ชายตัวโตถึงสองคนเข้าไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขนลุกทีเดียว นี่เป็นอานิสงส์จากการฝึกสิบกระบวนท่าพยัคฆ์ที่ทำให้ความอยากอาหารของเขาทวีความรุนแรงขึ้น มิเช่นนั้นลำพังแค่ความพยายามอย่างเดียวคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้

หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำ หลี่ซวนไม่ได้รีบร้อนจากไป เขาหากล่องใส่อาหารใบใหญ่ที่สุดในห้องเครื่องแล้วเริ่มบรรจุอาหารลงไป ดูเหมือนตั้งใจจะห่อกลับบ้านไปฝากนายน้อยที่ตำหนักด้วย

จังหวะที่กำลังจะปิดกล่อง เขากวาดกระดูกและเศษอาหารที่เหลือจากการกินของตนเองใส่ลงไปด้วย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าภายใต้การกินที่ดูมูมมาม เขายังคงรักษาความรอบคอบเอาไว้ไม่ทิ้งลาย

กล่องอาหารวันนี้ใหญ่กว่าเดิมถึงสามขนาด แต่หลี่ซวนยังคาบมันได้สบายๆ ความเปลี่ยนแปลงจากการฝึกสิบกระบวนท่าพยัคฆ์นั้นชัดเจนมาก จนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจในพละกำลังของร่างกายตนเองในตอนนี้

หลี่ซวนรู้สึกว่าวิชานี้เหมาะสมกับเขาเป็นที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีกว่าขันทีที่ฝึกวิชาเดียวกันนี้เสียอีก

เขาคาบกล่องอาหารปีนออกทางหน้าต่าง แล้วแหงนหน้ามองฟ้า

"เดือนมืดลมแรง ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเหม็ง!"

แต่ทว่าจังหวะที่หน้าต่างเลื่อนลงมา ดันบังเอิญกระแทกโดนมุมกล่องอาหารจนเกิดเสียง "กึก" ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน

นัยน์ตาของหลี่ซวนเป็นประกายวูบ เขาหันขวับกลับไปพร้อมกับดึงกล่องอาหารตามมา หน้าต่างที่ถูกขัดจังหวะจึงเลื่อนกลับเข้าที่เดิมอย่างเงียบเชียบ

ดูเหมือนว่าเพราะเลือกใช้กล่องอาหารที่ไม่คุ้นเคย ความผิดพลาดเล็กน้อยจึงเกิดขึ้นได้ แต่ปัญหาดูจะไม่ใหญ่โตนัก หลี่ซวนคาบกล่องอาหารปีนข้ามกำแพงวังอย่างไม่รีบร้อน และจากห้องเครื่องไป

...

ทันทีที่หลี่ซวนจากไป ประตูห้องเครื่องก็ถูกผลักเปิดออก คนหลายคนกรูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แสงจากโคมไฟส่องสว่างไปทั่วลาน พวกเขาเริ่มแยกย้ายกันตรวจค้นห้องเครื่อง

ไม่นานก็มีคนมารายงาน "กงกง มีขโมยจริงๆ ด้วยขอรับ!"

ภายใต้แสงโคม รอยน้ำเป็นทางยาวเลื้อยไปตามขอบหน้าต่าง ลากยาวไปจนถึงมุมกำแพงก่อนจะหายไปดื้อๆ ขันทีเฒ่าที่เป็นหัวหน้าใช้นิ้วแตะรอยน้ำนั้นขึ้นมาดม แล้วพบว่ามันคือน้ำแกง

ตอนนั้นเอง คนที่เข้าไปตรวจด้านในก็กลับมารายงาน "กงกง อาหารหายไปหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นจานเนื้อหายากและมีราคาแพงขอรับ"

ขันทีเฒ่าแค่นเสียงเย็นชาเมื่อได้ยินรายงาน สะบัดน้ำออกจากมือ

"กล้าขโมยของกินในวังหลวงเชียวรึ ข้าอยากจะเห็นหน้านักว่าใครมันเบื่อจะใช้ชีวิตแล้ว"

"ตามไป!"

ขันทีเฒ่าโบกมือออกคำสั่ง ผู้ติดตามขานรับเสียงกึกก้อง ต่างใช้วิชาตัวเบากระโจนข้ามกำแพงเพื่อแกะรอยตามไป ขันทีพวกนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ

...

ในเวลาเดียวกัน

ณ ลานหลังตำหนักเยี่ยนชวี

ในบรรดาห้องพักที่เรียงรายเป็นระเบียบ มีเพียงสองห้องที่ยังจุดเทียนสว่างไสว ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

"หาเจอไหม?"

"ไม่เจอ เกลี้ยงเลย! หายไปหมดเลย! แม้แต่ข้าวซ้อมมือถุงนั้นก็ยังโดนขโมย!"

"บัดซบ กล้าบุกเข้ามาแสกๆ กลางวันแสกๆ กฎระเบียบอยู่ที่ไหนกัน?!"

"เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวคนอื่นตื่น"

"ข้าไม่ใช่ขโมย ทำไมต้องเบาเสียงด้วย?"

"อย่าเพิ่งวู่วาม พรุ่งนี้ไปขอให้กงกงอินช่วย เราต้องจับหัวขโมยได้แน่"

"กงกงอินคุยง่ายขนาดนั้นเลยรึ?"

"ก็เอาเบี้ยหวัดเดือนหน้ามอบให้เขาไปสิ เงินที่เจ้ากับข้าทำหายไปมันมากกว่านั้นตั้งเท่าไหร่! ลำดับความสำคัญให้ถูก!"

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงถอนหายใจอย่างจำยอมก็ดังขึ้น

"เฮ้อ มีแต่ต้องทำแบบนั้นสินะ"

ขันทีสองคนที่จุดไฟคุยกันดึกดื่นปานนี้ คือคนเดียวกับที่รังแกอวี้เอ๋อร์เมื่อตอนกลางวัน เวลานี้พวกเขาท่าทางห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่เหลือเค้าความกร่างที่แสดงออกหน้าตำหนักจิงหยางเลยแม้แต่น้อย

"ดับไฟเข้านอนเถอะ เรื่องของวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้"

ขันทีอีกคนแม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เขาพยักหน้าอย่างหงุดหงิดแล้วดับเทียนลง เมื่อเทียนดับ รอบข้างก็มืดสนิท ขณะกำลังจะแยกย้ายกลับห้อง จู่ๆ พวกเขาก็สังเกตเห็นดวงไฟสีเขียวคล้ายวิญญาณสองดวงลอยอยู่กลางอากาศ ทำเอาตกใจจนตัวแข็งทื่อ

แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นดวงตาแมว

แมวตัวหนึ่งยืนอยู่บนกำแพง จ้องมองพวกเขาเขม็ง

"บ้าเอ๊ย แมวบ้าอะไรมาหลอกคน!"

"ข้าจะ..."

จังหวะที่ก้มลงจะเก็บก้อนหินขว้างใส่ เสียง "ตุบ" ทุ้มหนักก็ดังขึ้นแทบเท้า ตามมาด้วยกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหาร

"กลิ่นอะไร? หอมขนาดนี้?" ขันทีทั้งสองคิดตรงกัน

พวกเขาเป็นเพียงขันทีชั้นผู้น้อยในตำหนักเยี่ยนชวี ไม่เคยเห็นหน้าตาอาหารฮ่องเต้มาก่อน จึงไม่กล้าคิดไปในทางนั้น เมื่อครู่พวกเขาเห็นแมวบนกำแพงขยับหัวเล็กน้อย แล้วก็มีเสียงดังขึ้นที่เท้า หรือแมวจะทำของตก?

เบื้องหน้ามืดสนิท ที่เห็นความเคลื่อนไหวของแมวไม่ใช่เพราะตาดี แต่เพราะเห็นดวงตาเรืองแสงคู่นั้นขยับ ขันทีทั้งสองก้มหน้าจุดเทียนอีกครั้ง หวังจะดูให้ชัดว่าอะไรตกลงมา

แสงเทียนสีส้มแดงสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดในลานออกไป

เมื่อแสงสว่างมาเยือน ขันทีทั้งสองก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจสุดขีดอีกครั้ง

ในชั่วพริบตาที่ความมืดเปลี่ยนเป็นสว่าง เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นรายล้อมพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาไร้อารมณ์ คนเหล่านี้แผ่รังสีอำมหิตยะเยือก ราวกับไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่าง ไม่เหมือนคนเป็นเลยสักนิด

ขันทีทั้งสองเข่าอ่อนยวบ เทียนร่วงหลุดจากมือ แต่ปากยังไม่วายกรีดร้องถามด้วยความตื่นตระหนกเสียงหลง

"พวกเจ้าเป็นคนหรือผี!?"

จบบทที่ บทที่ 9 แปลกใจหรือเปล่า?

คัดลอกลิงก์แล้ว