- หน้าแรก
- แมวเซียนกำราบยุทธภพ ตำนานวิชาเสือสิบท่า
- บทที่ 4: พรสวรรค์ล้ำเลิศ
บทที่ 4: พรสวรรค์ล้ำเลิศ
บทที่ 4: พรสวรรค์ล้ำเลิศ
บทที่ 4: พรสวรรค์ล้ำเลิศ
หลี่ซวนเบิกตากว้างอย่างงุนงง ตื่นตระหนก แต่เพียงชั่วครู่เขาก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“นี่คือ...”
ขณะที่ความคิดผุดขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว เขาก็ส่ายหัวแมวน้อยของตนไปมาอย่างแรง และปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่! นี่ต้องเป็นเพราะพรสวรรค์อันล้ำเลิศของข้าแน่”
ในช่วงสองปีครึ่งที่ว่างงานในชาติก่อน หลี่ซวนไม่ได้อยู่เฉยๆ เลย เขาอ่านนิยายบนเว็บมานับไม่ถ้วน และย่อมเข้าใจหลักการหนึ่งเป็นอย่างดี
“หากข้า หลี่ซวน บรรลุสิ่งใดในอนาคต นั่นย่อมเป็นเพราะพรสวรรค์อันล้ำเลิศของข้า!”
เขาคิดเช่นนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก
“ฮี่ ฮี่ ฮี่...”
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด เสียงหัวเราะประหลาดดังสะท้อนไปทั่วพระราชวังหลวงต้าซิง ปลุกผู้คนมากมายให้ตื่นจากฝันหวาน
นับตั้งแต่วันนั้น ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจออกอาละวาดในวังหลวงก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
...
กลับมาที่ตำหนักจิ่งหยาง หลี่ซวนรีบหามุมหนึ่งในลานบ้านอย่างกระตือรือร้น และอาบแสงจันทร์ เริ่มฝึกฝน "เพลงมวยพยัคฆ์สิบท่า" ที่เขาเพิ่งแอบเรียนรู้มา
เงาที่ทอดยาวของเขาพาดผ่านกำแพงลานบ้าน ขณะที่เขาฝึกฝนแต่ละกระบวนท่าอย่างต่อเนื่อง รูปร่างของเงาก็ค่อยๆ เลือนราง ทำให้ยากจะแยกแยะว่าเจ้าของเงานั้นเป็นนักสู้ผู้ขยันขันแข็ง หรือเป็นพยัคฆ์ร้ายที่กำลังคำรามก้องภูเขา
หนึ่งเค่อต่อมา (ประมาณ 15 นาที) หลี่ซวนก็ทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจลิ้นห้อย
ในที่สุดเขาก็ฝึก "เพลงมวยพยัคฆ์สิบท่า" จบครบหนึ่งรอบ แต่เขากลับพบว่าครั้งนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ขาดความรู้สึกสบายตัวเหมือนครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ความคืบหน้าที่ปรากฏในใจของเขาก็น่าผิดหวังเล็กน้อย
【เพลงมวยพยัคฆ์สิบท่า: 4%】
เขาอุตส่าห์พยายามจนจบรอบ แต่ความคืบหน้ากลับเพิ่มขึ้นเพียง 3%
“นี่มันช้าเกินไป!”
“แล้วมันก็ดูแปลกๆ ด้วย...”
หลี่ซวนหอบอย่างหนัก รู้สึกราวกับว่าร่างกายทั้งร่างถูกสูบจนกลวงโบ๋ และท้องของเขาก็ร้องดังลั่น
“เป็นเพราะข้าเหนื่อยเกินไปหรือ?”
คืนนี้เขายุ่งมาก ทั้งไปสำรวจห้องเครื่อง และยังมาฝึกยุทธ์อีก มันช่างเหนื่อยล้าจริงๆ
หลี่ซวนนรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ลากสังขารกลับเข้าไปในบ้าน
ฝาชีไม้ไผ่ครอบจานอาหารบนโต๊ะไว้ องค์หญิงอันคังซึ่งเสวยจนอิ่มหนำแล้ว กำลังบรรทมหลับอยู่
เมื่อมองไปที่เตียง ก็เห็นร่างเล็กๆ ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ริมฝีปากยังคงมันวาวไปด้วยคราบน้ำมัน บางครั้งก็ขยับปากเล็กๆ เหมือนกำลังละเมอลิ้มรสชาติ
“ดูเหมือนว่าแม่หนูนี่จะได้กินมื้อใหญ่ในฝันด้วยแฮะ”
หลี่ววนมองภาพนั้น และเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอขององค์หญิงอันคัง เขาก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างมาก
ความเหนื่อยยากของเขาในคืนนี้ช่างคุ้มค่า!
“โครกคราก...”
ท้องของเขาร้องดังขึ้นเรื่อยๆ หลี่ซวนไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก เขารีบกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ ผลักฝาชีไม้ไผ่ออก แล้วสวาปามอาหารที่เหลือในจานอย่างตะกละตะกลาม
เพียงครู่เดียว หลี่ซวนก็เลียจานจนสะอาดเกลี้ยง
เมื่อเขาได้สติ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตกใจกับความอยากอาหารของตนเองในคืนนี้
ตอนนี้เขาเป็นเพียงแมวน้อยอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ ความอยากอาหารของเขาน้อยกว่าคนทั่วไปมาก แม้แต่องค์หญิงอันคังที่บอบบางก็ยังกินได้มากกว่าเขา
ปกติแล้วหลี่ซวนจะกินอาหารเพียงหนึ่งในสี่ขององค์หญิงอันคังเท่านั้น
แต่อาหารที่เขาเพิ่งกินเข้าไปไม่เพียงแต่มีปริมาณมาก แต่ยังมีเนื้อสัตว์อยู่ไม่น้อย
ตอนนี้ หลี่ซวนที่กำลังเลียจานอยู่กลับรู้สึกว่าเขาเพิ่งจะอิ่มเท่านั้น
นอกจากการฝึกเพลงมวยพยัคฆ์สิบท่าไปสองรอบในคืนนี้ หลี่ซวนก็นึกเหตุผลอื่นสำหรับความผิดปกตินี้ไม่ออก
“ผู้ฝึกยุทธ์นี่หิวกันขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าอย่างนั้นต่อไปข้าจะไม่กลายเป็นไอ้ตะกละไปหรือ...”
ความอยากอาหารในคืนนี้ทำให้หลี่ซวนกังวลอยู่บ้าง ตำหนักจิ่งหยางเองก็ขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้าอยู่แล้ว ต้องประทังชีวิตด้วยโจ๊กเหลวๆ ทุกวัน
หากเขาต้องการฝึกยุทธ์ต่อไป ตำหนักจิ่งหยางย่อมไม่สามารถเลี้ยงดูเขาไหวแน่
“ดูเหมือนว่าต่อไปข้าคงต้องไปกินข้าวนอกบ้านก่อนกลับมา”
หลี่ซวนครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้ขณะเลียจาน หนังตาของเขาก็เริ่มหนักอึ้ง รู้สึกง่วงงุน
ศีรษะของเขาไม่อยู่ในการควบคุมอีกต่อไปและฟุบลงบนจานเสียงดัง 'ปั้ก' เกือบจะทำให้เขาผล็อยหลับไป
แต่หลี่ซวนก็พยายามฝืนความง่วง สะดุดเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้น
“ไม่ได้ ข้าจะหลับไปแบบนี้ไม่ได้...”
หลี่ซวนต่อสู้กับความง่วงที่ถาโถมเข้ามา เขาเก็บจานที่เลียจนสะอาดและฝาชีไม้ไผ่กลับเข้าที่เดิมก่อน จากนั้นจึงคาบกระดูกที่เหลือไปซ่อนไว้ใต้เตียง
หลังจากคลานออกมาจากใต้เตียง เขาก็ไม่มีแรงเหลือพอที่จะปีนขึ้นไปบนเตียง ทำได้เพียงล้มตัวลงบนพื้นและหลับลึกไปในทันที
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
“เหมียว!!!”
เสียงแมวร้องแหลมปรี๊ดเป็นสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่
“โอ๊ะ หลี่ซวน ทำไมเจ้ามานอนที่พื้นล่ะ?”
องค์หญิงอันคังถามอย่างใสซื่อ พลางค่อยๆ ชักเท้ากลับ
หลี่ซวนขนลุกชันด้วยความเจ็บปวด เขาตะปบหางของตัวเองแล้วถอยไปด้านข้าง
“ยัยเด็กนี่! ข้าอุตส่าห์ไปหาอาหารมาให้นางกินอย่างยากลำบากเมื่อคืน ตื่นมาก็ตอบแทนคุณด้วยการเหยียบหางเลยนะ”
เมื่อถูกหลี่ซวนจ้องมองอย่างไม่พอใจ องค์หญิงอันคังก็หัวเราะแหะๆ อย่างเขินอาย
“ข้าไม่ได้ตั้งใจนี่นา”
“มานี่ หลี่ซวน เดี๋ยวข้าเป่าให้ แล้วเจ้าจะไม่เจ็บอีก”
องค์หญิงอันคังเอื้อมมือไปอุ้มหลี่ซวน แต่กลับได้รับ "หมัดเหมียวเหมียว" สองทีเป็นการตอบแทน
นางรู้ว่าตัวเองผิดจึงได้แต่หัวเราะรับหมัดทั้งสองนั้นไว้ และยอมขอโทษแต่โดยดี
“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ หลี่ซวน ยกโทษให้ข้าเถอะนะ”
ขณะที่คนกับแมวน้อยกำลังเล่นกัน ประตูก็เปิดออก อวี้เอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมอ่างทองแดงที่บรรจุน้ำอุ่น
“องค์หญิงเพคะ ได้เวลาล้างหน้าแล้วเพคะ”
อวี้เอ๋อร์ได้ยินเสียงเอะอะจากข้างนอก ก็รู้ว่าองค์หญิงอันคังตื่นแล้ว
เมื่อมองดูองค์หญิงอันคังที่ตื่นมาก็เล่นกับหลี่ซวนทันที แววตาของอวี้เอ๋อร์ก็ปรากฏความอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พี่อวี้เอ๋อร์ อรุณสวัสดิ์” องค์หญิงอันคังทักทายก่อน จากนั้นก็พูดกับหลี่ซวนในอ้อมแขนว่า “หลี่ซวนเพื่อเป็นการขอโทษ ข้าจะช่วยเจ้าล้างหน้าเอง”
พูดจบ นางก็เอาแก้มถูไถกับหลี่ซวน ทำท่าทางคาดหวัง
แต่คำพูดนี้ทำให้หลี่ซวนตกใจกลัวในทันที เขาดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของนางแล้วกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ มององค์หญิงอันคังด้วยสายตาไม่ไว้วางใจอย่างยิ่ง
ครั้งล่าสุดที่เด็กคนนี้ล้างหน้าให้เขา เพราะเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของนาง นางจึงจับเขาไว้ไม่อยู่ ทำให้หลี่ซวนพุ่งหัวทิ่มลงไปในอ่างน้ำโดยตรง เกือบจะจมน้ำตาย
เมื่อมีบทเรียนครั้งนั้นแล้ว หลี่ซวนจะกล้าให้องค์หญิงอันคังล้างหน้าให้อีกได้อย่างไร?
องค์หญิงอันคังเห็นสีหน้าแมวน้อยของนางก็อดรู้สึกผิดไม่ได้
“ไม่ต้องกังวลน่า ครั้งนี้ข้ารับรองว่าจะไม่จับเจ้าอาบน้ำเด็ดขาด”
แม้ว่าองค์หญิงอันคังจะทุบหน้าอกรับประกัน แต่หลี่ซวนก็ยังคงมีสีหน้า “ใครจะไปเชื่อเจ้า”
“สักวันข้าต้องตายเพราะยัยเด็กนี่แน่ๆ”
หลี่ซวนคิดในใจ จากนั้นก็หันหลัง ยื่นอุ้งเท้าแมวน้อยลงไปในอ่างทองแดง ตักน้ำขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก็ลูบหน้าตัวเองลวกๆ สองสามครั้ง
การล้างหน้าของแมวน้อยนั้นช่างเรียบง่ายและไม่เสแสร้งเช่นนี้เอง
“หลี่ซวน ใช้กะละมังของเจ้าสิ ไม่ใช่ขององค์หญิง!”
อวี้เอ๋อร์เห็นหลี่ซวนใช้น้ำสะอาดในอ่างทองแดงก่อน ก็รีบชี้ไปที่อ่างไม้เก่าๆ บนพื้นอย่างไม่พอใจ พลางตั้งใจจะอุ้มเขาลงจากโต๊ะ
แม้ว่าแมวน้อยในตำหนักนี้จะเชื่อง น่ารัก และฉลาด แต่เขาก็มีนิสัยแปลกๆ อยู่บ้าง
แมวตัวอื่นล้างหน้าด้วยการเลียอุ้งเท้าเล็กๆ ของตัวเองแล้วค่อยเช็ดหน้า
แต่หลี่ซวนกลับยืนกรานที่จะใช้น้ำสะอาดเหมือนมนุษย์
นิสัยการอาบน้ำของเขาก็ไม่ธรรมดา เขาไม่เคยเลียขนตัวเอง แต่กลับเหมือนชายชราจากแดนเหนือ ที่จะจุ่มอุ้งเท้าแมวน้อยในน้ำสะอาดแล้วถูไปทั่วร่างกาย
สำหรับหลังและศีรษะที่เขาถูไม่ถึง เขายังร้องขอให้องค์หญิงช่วยถูให้อีกด้วย
แม้ว่าอวี้เอ๋อร์จะคุ้นเคยกับแมวน้อยนิสัยประหลาดตัวนี้แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่พบหลี่ซวนแอบใช้อ่างล้างหน้าขององค์หญิง นางก็อดไม่ได้ที่จะดุเขาสักเล็กน้อย
ท้ายที่สุดแล้ว การที่แมวน้อยและองค์หญิงใช้อ่างล้างหน้าร่วมกันนั้นมันช่างผิดธรรมเนียมเกินไป
หลี่ซวนหลบมือที่คว้ามาของอวี้เอ๋อร์อย่างคล่องแคล่ว วิ่งไปอีกด้านหนึ่ง แล้วตวัดสายตาดูแคลนใส่อวี้เอ๋อร์
“กะละมังของข้าที่ไหน? นั่นมันกะละมังซักผ้าขี้ริ้วชัดๆ” หลี่ซวนดูถูกในใจ
บางครั้ง เพียงแค่สายตาและสีหน้าก็เพียงพอที่จะสื่อความหมายได้มากมาย
อวี้เอ๋อร์ซึ่งถูกแมวน้อยมองด้วยสายตาดูแคลน ก็โกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงทันที
บางครั้งนางก็คิดว่า การมีแมวน้อยที่ฉลาดเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป