- หน้าแรก
- เด็กสาวผู้เปลี่ยนชะตาหมู่บ้าน
- บทที่ 23 วุ่นวาย
บทที่ 23 วุ่นวาย
บทที่ 23 วุ่นวาย
หลังจากขายปลาจนหมดเกลี้ยง เจียงซานหลางและหลานชายก็เก็บข้าวของแล้วขับเกวียนกลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านเก่า เจียงซานหลางก็หอบฟางไปให้ลา จากนั้นช้อนปลาเฉาฮื้อตัวใหญ่หนักสามชั่งขึ้นมาจากถังน้ำ แล้วยื่นให้หลานชายเป็นค่าตอบแทน พร้อมสั่งให้เขานำเกวียนลาไปคืน
เสร็จสรรพจึงนำสมุนไพรที่ซื้อมามอบให้พี่สะใภ้ใหญ่ “หมอในเมืองติดธุระมาไม่ได้ ข้าเลยซื้อยาแก้ไข้หวัดมาแค่สองชุด ชุดหนึ่งเอาให้พี่รอง ส่วนอีกชุดพี่สะใภ้เอาไปต้มให้พี่ใหญ่ดื่มเถิด”
โจวซื่อพยักหน้ารับห่อยา แล้วรีบเดินเข้าครัวไปหาหม้อมาต้มยา
เจียงซานหลางเดินเข้าไปในห้องพี่ชายใหญ่ เห็นเขานอนครางฮือๆ อยู่บนเตียงเตา มีผ้าเปียกโปะอยู่บนหน้าผาก
พอเห็นน้องชายเข้ามา เจียงต้าหลางก็ฝืนยันกายลุกขึ้นนั่ง เอ่ยถาม “ขายได้เท่าไหร่รึ?”
“ข้ายังไม่ได้นับเลย” เจียงซานหลางวางถุงเงินลงบนโต๊ะ “เดี๋ยวข้าไปเรียกพี่รองมาก่อน จะได้ช่วยกันนับ”
โบราณว่าไว้ ‘พี่น้องรักกันก็ส่วนรักกัน แต่เรื่องบัญชีต้องชัดเจน’ เจียงซานหลางไม่มีทางแอบนับเงินคนเดียวแน่ ต่อให้พี่ชายทั้งสองจะป่วยหนักแค่ไหน เขาก็ต้องให้ทั้งคู่มานั่งดูอยู่ด้วย
ไม่นานนัก เจียงเอ้อร์หลางก็เดินไอโขลกๆ เข้ามา เอามือปิดปากตลอดทาง
เจียงต้าหลางลุกจากเตียงเตาแล้ว พี่น้องสามคนจึงนั่งล้อมวงเริ่มนับเงิน
“ทั้งหมดเจ็ดพันหนึ่งร้อยสามสิบสี่อีแปะ! โอ้โฮ รวยแล้วพวกเรา แค่ก แค่ก แค่ก...” เจียงเอ้อร์หลางหัวเราะร่าจนไอตัวโยน
เจียงซานหลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ถ้าปลาใหญ่สามตัวนั้นไม่ตายเสียก่อน คงได้มากกว่านี้อีก”
เจียงต้าหลางเองก็ดีใจจนหน้าบาน ถูมือไปมาพลางเสนอว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม เหมือนคราวก่อน ให้ท่านพ่อท่านแม่สามร้อยอีแปะ แล้วก็ให้อิงเป่าสามร้อยอีแปะ ส่วนที่เหลือพวกเราสามพี่น้องแบ่งเท่าๆ กัน ตกลงไหม?”
เจียงเอ้อร์หลางไม่มีข้อโต้แย้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปช่วยขายปลา รู้สึกว่าตัวเองออกแรงน้อยกว่าคนอื่น การแบ่งแบบนี้จึงถือว่ายุติธรรมดีแล้ว
เจียงซานหลางย่อมอยากให้ลูกสาวได้ส่วนแบ่งเยอะๆ อยู่แล้ว เพราะเหยื่อล่อนั้นเป็นของนาง ถ้าไม่มีเหยื่อวิเศษนั่น ในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ อย่าว่าแต่ปลาตัวใหญ่เลย แม้แต่กุ้งฝอยสักตัวก็คงหาไม่เจอ
แต่เขาไม่อาจเป็นคนเอ่ยปากเรื่องนี้ก่อน และไม่สะดวกที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดให้พี่ๆ รู้
เฮ้อ สามร้อยก็สามร้อยเถอะ อิงเป่ายังเด็ก ไม่ควรพกเงินติดตัวมากเกินไป
ยังไงเสียสินเดิมของนาง เขาก็จะเป็นคนเก็บออมไว้ให้เอง การให้เงินนางครั้งนี้ก็แค่เพื่อให้ลูกมีกินมีใช้สุขสบาย และมีเงินเก็บส่วนตัวไว้บ้างเท่านั้น
เด็กๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ ต่อให้โตจนเป็นวัยรุ่นแล้วก็ยังไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ อย่างหลานชายคนรองของเขานั่นปะไร
สรุปแล้ว สามพี่น้องได้รับส่วนแบ่งไปคนละสองพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดอีแปะ ซึ่งเกือบเท่ารายได้ครึ่งปีของครอบครัวเลยทีเดียว
พอเจียงต้าหลางได้รับส่วนแบ่ง อาการป่วยก็ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้งไปกว่าครึ่ง
เจียงเอ้อร์หลางเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า หอบถุงเงินหนักอึ้งกลับบ้านด้วยฝีเท้าเบาหวิว
เมื่อถึงบ้าน เขาก็เทเหรียญทองแดงทั้งหมดใส่มือภรรยาอย่างนางเลิ่งซื่อ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ “วันนี้เจ้าสามไปขายปลาที่ในเมืองได้ตั้งเจ็ดพันอีแปะ แค่กๆ พวกเราได้ส่วนแบ่งมาคนละสองพันกว่าอีแปะแน่ะ เจ้าเก็บไว้ให้ดีนะ เดี๋ยวค่อยไปซื้อผ้าสักสองพับในเมือง แค่กๆ ตัดชุดใหม่ให้เจ้ากับลูกๆ ใส่ฉลองปีใหม่ด้วย”
เลิ่งซื่อรับเงินมานับพลางขมวดคิ้ว “พี่รอง มันไม่ถูกนะ ถ้าเจ้าสามขายได้ตั้งเจ็ดพัน ทำไมเราถึงได้แค่สองพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดล่ะ?”
เจียงเอ้อร์หลางไออีกครั้งก่อนตอบ “หักสามร้อยให้ท่านพ่อท่านแม่เป็นค่ากตัญญู แล้วก็อีกสามร้อยให้อิงเป่า ที่เหลือก็แบ่งกันตามนี้แหละ”
เลิ่งซื่อหน้าตึงขึ้นมาทันที “ให้ท่านพ่อท่านแม่น่ะถูกแล้ว แต่ทำไมต้องให้อิงเป่าด้วย? นังเด็กนั่นทำอะไรถึงได้เงินตั้งเยอะตั้งแยะ แถมได้เท่ากับท่านพ่อท่านแม่อีกต่างหาก?”
เจียงเอ้อร์หลางขมวดคิ้ว กำลังจะอธิบายว่าปลาใหญ่พวกนั้นอิงเป่าเป็นคนเรียกมา แล้วเหยื่อล่อที่เจ้าสามใช้ก็ได้มาจากอิงเป่า แต่ก็นึกถึงคำกำชับของน้องชายขึ้นมาได้ จะให้อธิบายทั้งหมดตอนนี้ก็คงไม่เหมาะ จึงตัดบทไปว่า “พี่ใหญ่เขาแบ่งมาแบบนี้ แค่กๆ อีกอย่าง เจ้าสามเป็นคนพาพี่น้องหาเงิน ให้อิงเป่านิดหน่อยจะเป็นไรไป”
เลิ่งซื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่พอใจ “อะไรคือเจ้าสามพาหาเงิน? พวกท่านเป็นพี่น้องคลานตามกันมา มันก็ต้องช่วยกันทำมาหากินอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง ถ้าไม่มีพวกท่านช่วย เจ้าสามคนเดียวจะจับปลาได้เยอะขนาดนี้หรือไง? นี่มันชัดๆ ว่าพี่ใหญ่กับเจ้าสามร่วมหัวกันรังแกบ้านเรา!”
ส่วนแบ่งของพ่อแม่สามี ตายไปแล้วก็คงตกเป็นของบ้านใหญ่อยู่ดี
ส่วนของอิงเป่า เด็กตัวแค่นั้นจะเอาเงินไปทำอะไรได้ สุดท้ายก็เข้ากระเป๋าบ้านสามนั่นแหละ
เจียงเอ้อร์หลางชักฉุน “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร! ร่วมหัวอะไรกัน? ขืนคำพูดพวกนี้หลุดออกไป พี่น้องจะมองหน้ากันติดได้ยังไง? แค่ก แค่ก แค่ก”
“เหลวไหลตรงไหน?” เลิ่งซื่อตาแดงก่ำ “พวกเขารังแกบ้านเราชัดๆ คราวก่อนก็ทีนึงแล้ว ให้เงินเราขาดไปตั้งสองสามร้อย ข้าก็ไม่ว่า แต่นี่จะมารังแกกันตลอดแบบนี้ไม่ได้นะ”
นางพูดพลางดึงลูกชายวัยสามขวบที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเข้ามากอด แล้วเริ่มฟูมฟายด่าทอ “พ่อกับแม่ก็ลำเอียง รักแต่พี่ใหญ่กับเจ้าสาม เจ้ามันลูกคนกลาง เป็นส่วนเกิน! ดูสิ ตอนนี้แม้แต่พี่น้องก็ยังมากดขี่เจ้า...”
เจียงเอ้อร์หลางคิ้วขมวดมุ่น “จะมาพูดจาเพ้อเจ้อต่อหน้าลูกทำไม? แค่กๆ พ่อแม่พี่น้องข้าเป็นคนยังไง เจ้าไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์”
พอเห็นสามีไม่เข้าข้าง เลิ่งซื่อก็ยิ่งโมโหจัด เริ่มด่ากราด “เจ้ามันคนขี้ขลาด! เก่งแต่ในบ้าน พอออกไปข้างนอกก็หงอ! แต่งงานกับคนไม่ได้เรื่องอย่างเจ้า ข้ามันซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ!”
เจียงเอ้อร์หลางเถียงสู้ไม่ได้ แถมอธิบายก็ไม่ฟัง โมโหจนเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบ
“เอาสิ ตบเลย ตบเลย!” เลิ่งซื่อกอดลูกชายแน่น ก้มหัวพุ่งชนสามี “ฆ่าข้าให้ตายไปเลย ฮือๆๆ ข้าไม่อยากอยู่แล้ว อยู่ไปก็ไม่มีความสุข!”
เจ้าหนูหูจึวัยสามขวบตกใจร้องไห้จ้า ดิ้นรนจะออกจากอ้อมกอดแม่
เจียงเอ้อร์หลางโกรธจนตัวสั่น แย่งลูกชายมาจากเมียแล้วตวาดลั่น “พอได้แล้ว! ถ้าไม่อยากอยู่ก็ไสหัวไป!”
เลิ่งซื่อที่กำลังปิดหน้าร้องไห้ถึงกับตัวสั่นงันงกเมื่อได้ยินคำไล่ นางบิดตัวทิ้งตัวลงบนเตียงเตาแล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
“เออ ดี เอาเข้าไป ร้องเข้าไป! แค่ก แค่ก แค่ก” เจียงเอ้อร์หลางรู้ตัวว่าพลั้งปากไป จึงอุ้มลูกชายหันหลังเดินหนีไปนอนที่ห้องฝั่งตะวันตก
เขาโกรธจนปวดหัวตุบๆ รู้สึกเหมือนอาการป่วยจะกำเริบหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
พักเรื่องวุ่นวายที่บ้านเจียงเอ้อร์หลางไว้ก่อน
ทางด้านเจียงซานหลาง พอกลับถึงบ้านก็ยื่นเงินให้ภรรยาทันที จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าลืมซื้อของสำหรับฉลองปีใหม่ตามที่รับปากไว้ จึงตบหน้าผากตัวเองพลางขอโทษชุนเหนียง “ข้ายุ่งจนลืมไปเสียสนิท เฮ้อ เอาไว้อีกไม่กี่วันข้าจะเข้าเมืองไปซื้อให้ใหม่นะ”
ชุนเหนียงยิ้ม “ช่างเถอะเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรหรอก วันนี้อิงเป่าบ่นอยากเข้าเมือง ครั้งหน้าท่านก็พานางไปด้วยสิ”
“ได้สิ” เจียงซานหลางมองซ้ายมองขวาไม่เห็นลูกสาว จึงถาม “แล้วอิงเป่าไปไหนเสียล่ะ?”
“ออกไปเล่นกับต้าหนี เอ้อร์หนีแล้วเจ้าค่ะ”
ชุนเหนียงอุ้มลูกชายคนโตขึ้นมาป้อนนม
ช่วงนี้ได้กินปลาเยอะ น้ำนมของนางจึงมาดีมาก เจ้าตัวเล็กทั้งสองกินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน จนแก้มยุ้ยเป็นพวง เหนียงเริ่มออก ดูจ้ำม่ำน่าฟัด อุ้มทีแทบไม่ไหว
เจียงซานหลางมองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก ยื่นนิ้วไปจิ้มแก้มยุ้ยๆ พลางหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
เจ้าตัวน้อยโดนกวนก็คายหัวนมออก หันมามองพ่อตาแป๋ว ราวกับจะประท้วงเงียบๆ
ชุนเหนียงตีมือสามีดังเพียะ ค้อนขวับให้ “เสี่ยวอู่ยังรอคิวอยู่นะ อย่าไปแกล้งลูก ให้เสี่ยวเจี๋ยกินให้อิ่มเร็วๆ สิ”
เจียงซานหลางจึงหันไปอุ้มลูกชายคนเล็กที่นอนโบกไม้โบกมืออยู่ข้างๆ ขึ้นมาหยอกล้อส่งเสียงอ้อแอ้
ขณะที่ชุนเหนียงให้นมลูก ก็ชวนสามีคุยไปด้วย “แปลกจริงเชียว ช่วงสองสามวันมานี้ เด็กๆ ในหมู่บ้านชอบเอาของมาให้อิงเป่ากันใหญ่ ถ้านางไม่รับก็ทำท่าไม่พอใจ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ”
“หืม?” เจียงซานหลางหันขวับมาถาม “เอาอะไรมาให้รึ?”
“ก็พวกไข่ไก่ แผ่นแป้งขาว อะไรพวกนี้แหละ ของดีๆ ทั้งนั้น” ชุนเหนียงเล่า
เจียงซานหลางหัวเราะร่า “ใครกันนะช่างใจป้ำขนาดนี้?”
ไข่ไก่กับแผ่นแป้งขาวถือเป็นของหายาก เด็กชาวบ้านธรรมดาๆ บางทีหลายเดือนถึงจะได้กินสักครั้ง
ชุนเหนียงตอบอย่างฉุนเฉียว “ใครจะไปรู้ล่ะ ก็คงเป็นพวกเด็กทะโมนที่ชอบเดินตามก้นอิงเป่านั่นแหละ เอามาให้กันทั้งนั้น”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย” เจียงซานหลางยิ้มส่ายหน้า ไม่เก็บมาใส่ใจ “อย่างมากเราก็ทำของอร่อยๆ ให้อิงเป่าเอาไปคืนพวกเขาก็สิ้นเรื่อง”
อันที่จริง เด็กๆ เล่นกัน มีน้ำใจแบ่งปันของให้กันก็เป็นเรื่องปกติ
อีกอย่าง ลูกกวางที่ลูกสาวเขาเลี้ยงไว้ ก็เป็นขวัญใจของเด็กๆ ทั้งหมู่บ้าน การเอาของกินมาให้นางก็คงแค่เพื่อเอาใจ หวังจะได้เล่นกับกวางบ้างก็เท่านั้นเอง