- หน้าแรก
- เด็กสาวผู้เปลี่ยนชะตาหมู่บ้าน
- บทที่ 20 หนทางทำเงิน
บทที่ 20 หนทางทำเงิน
บทที่ 20 หนทางทำเงิน
เจียงซานหลางหยิบมีดเลาะกระดูกขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว เขาใช้มีดชี้ไปที่ตัวปลาพลางเอ่ยถาม “นายท่านต้องการส่วนใดหรือขอรับ? เนื้อตรงสันกลางนี้ละเอียดนุ่มเหมาะแก่การแล่บางกินสด ส่วนเนื้อท้องหนาๆ จะเอาไปตุ๋นน้ำแดงหรือย่างก็รสชาติดี นายท่านเห็นว่าอย่างไร...”
ชายสวมหมวกขนจิ้งจอกยื่นมือไปวงที่จุดหนึ่งบนตัวปลา “เอาตรงนี้ แล้วก็ตัดครีบมาให้ข้าอีกสองอัน เฉือนลึกๆ หน่อยนะ เอาให้ติดเนื้อเยอะๆ”
เนื้อใต้ครีบเป็นส่วนที่อร่อยที่สุด โดยเฉพาะเนื้อครีบของปลาตัวใหญ่ ไม่ว่าจะตุ๋นหรือเจี๋ยนน้ำแดงก็รสชาติล้ำเลิศ เจ้านายของเขาโปรดปรานส่วนนี้เป็นที่สุด
“ได้เลยขอรับ!”
เจียงซานหลางตวัดมีดวูบวาบ เพียงไม่กี่ทีก็เฉือนปลาชิ้นใหญ่พร้อมครีบสองข้างออกมาได้ เขาใช้เชือกป่านเส้นเล็กผูกมัดเนื้อปลาแล้วนำไปแขวนบนตาชั่ง
“ทั้งหมดหนักยี่สิบเอ็ดชั่งสามตำลึง หักน้ำหนักเชือกแล้ว ข้าคิดแค่ยี่สิบเอ็ดชั่งพอขอรับ รวมเป็นเงินสองร้อยสิบอีแปะ”
ชายสวมหมวกขนจิ้งจอกล้วงเงินออกมาจากถุงคาดเอวสี่พวง พวงละห้าสิบอีแปะ แล้วนับเศษเหรียญเพิ่มอีกสิบอีแปะส่งให้เจียงซานหลาง
เจียงซานหลางรับเงินมานับดู สี่พวงพวงละห้าสิบ รวมกับเศษอีกสิบ เป็นสองร้อยสิบอีแปะพอดีเป๊ะ
“ขอบพระคุณที่อุดหนุนขอรับ” เจียงซานหลางยื่นเนื้อปลาส่งให้ลูกค้าด้วยสองมือ ใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะส่งลูกค้าคนแรก
เมื่อการขายครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี ทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้น ผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่ก่อนหน้าต่างพากันซื้อเนื้อปลาชิ้นใหญ่กลับไปคนละชิ้นสองชิ้น
ตลาดเริ่มคึกคักและแออัดไปด้วยผู้คน ปลาบนรถเข็นของสามพี่น้องสกุลเจียงขายออกไปจนเกือบหมดเกลี้ยง
ทันใดนั้น นายกองผู้ดูแลตลาดก็เดินเข้ามาหยุดที่หน้ารถเข็น สายตามองสำรวจปลาบนรถ ก่อนจะเอ่ยปากเรียกเก็บค่าที่ยี่สิบอีแปะ
เจียงต้าหลางชักสีหน้าไม่พอใจทำท่าจะโต้เถียง แต่เจียงซานหลางรีบดึงแขนพี่ชายไว้
เจียงซานหลางนับเงินยี่สิบอีแปะส่งให้นายกอง จากนั้นก็เฉือนเนื้อส่วนหัวปลาส่งให้อีกชิ้น พลางกล่าวอย่างนอบน้อม “พวกข้าพี่น้องเพิ่งมาขายที่ตลาดในเมืองเป็นครั้งแรก นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อย ขอพี่ชายโปรดรับไว้ด้วยเถิด”
นายกองมองประเมินชายหนุ่มตรงหน้า ยิ้มมุมปากเล็กน้อย รับเนื้อปลาไปแล้วถามว่า “พวกเจ้ามาจากหมู่บ้านไหน? ครั้งหน้าจะมาอีกหรือไม่?”
“หมู่บ้านตงเฉินขอรับ หากจับปลาได้อีก พวกข้าย่อมต้องกลับมาแน่นอน” เจียงซานหลางตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ตกลง” นายกองพยักหน้า “ถ้าวันหลังมาอีก ก็มาตั้งแผงตรงนี้แหละ ข้าจะลงบัญชีไว้ว่าเป็นขาประจำ เก็บค่าที่แค่ครั้งละสิบอีแปะก็พอ”
เจียงซานหลางรีบประสานมือ “ขอบคุณพี่ชายมากขอรับ”
พอนายกองเดินคล้อยหลังไป เจียงต้าหลางก็บ่นอุบ “แผงรอบข้างจ่ายแค่สามถึงห้าอีแปะ พวกหาบเร่ขายผักขายไข่จ่ายแค่หนึ่งถึงสองอีแปะเอง ทำไมมันถึงเรียกเก็บเราตั้งยี่สิบอีแปะ แล้วเจ้ายังจะยอมจ่ายให้อีก?”
“มังกรพลัดถิ่นมิอาจสยบงูเจ้าถิ่น หมู่บ้านเราอยู่ไกลจากตัวเมือง ไม่คุ้นเคยกับคนพวกนี้ หากอยากค้าขายราบรื่นในวันหน้า เราจำต้องยอมก้มหัวไปก่อน”
เจียงซานหลางอธิบาย “อีกอย่าง เราไม่มีเวลาไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาหรอกพี่ใหญ่”
“เจ้าสามพูดถูก ครั้งหน้าเราอาจต้องมาอีก การที่นายกองจัดที่ประจำไว้ให้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี”
เจียงต้าหลางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “มาอีกหรือ? เราจะยังจับปลาตัวใหญ่แบบนี้ได้อีกหรือ?”
เจียงซานหลางเกาหัวแกรกๆ ไม่ได้ตอบคำถาม
เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะจับปลาตัวใหญ่ได้อีกไหม แต่ถ้าเป็นปลาธรรมดาทั่วไปก็น่าจะพอจับได้อยู่
ลูกสาวตัวน้อยของเขายังเหลือเหยื่อปลาอยู่อีกสองก้อน น่าจะพอใช้ได้อีกสักสองครั้ง
พอถึงช่วงเที่ยง เนื้อปลาชิ้นสุดท้ายก็ขายออกไป แม้แต่หัวและก้างปลาก็ขายเลหลังไปจนหมดเกลี้ยง สามพี่น้องเข็นรถเปล่ากลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อกลับถึงเรือนใหญ่ สามพี่น้องรีบเข้าไปหลบในห้องเพื่อปิดประตูนับเงิน
เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ถุงเงินถูกเทออก กองเหรียญทองแดงกองโตส่องประกายระยิบระยับล่อตาล่อใจ
พวกเขานั่งนับช่วยกันอย่างขะมักเขม้น ไม่นานก็ได้ยอดรวม
“สี่พันห้าร้อยสิบสามอีแปะ! ปลาตัวเดียวขายได้ตั้งสี่พันห้าร้อยกว่าอีแปะเชียวรึ!” เจียงต้าหลางตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
นี่มันเกือบเท่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเลยทีเดียว
เจียงต้าหลางหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำไร่ไถนา ปีหนึ่งๆ เก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้เงินรวมแล้วประมาณสิบห้าถึงสิบหกตำลึง หักภาษีที่ดิน ภาษีครัวเรือน และภาษีจิปาถะต่างๆ ซ้ำยังต้องหักต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ สุดท้ายเหลือเงินเก็บเข้าบ้านจริงๆ แค่ห้าถึงหกตำลึงเท่านั้น ชีวิตความเป็นอยู่จึงค่อนข้างขัดสน
โชคดีที่เขาและน้องๆ พอมีฝีมือล่าสัตว์อยู่บ้าง ทุกหน้าหนาวจึงเข้าป่าล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาจุนเจือครอบครัว มิฉะนั้นคงยากจะประคองตัวให้รอด
ไม่นึกเลยว่าปีนี้โชคจะเข้าข้าง ช่วงฤดูร้อนเขาและน้องสามหาเงินได้กว่าสองตำลึง วันนี้วันเดียวหาได้อีกสี่ตำลึงกว่า รวมแล้วก็เจ็ดตำลึงกว่าเข้าไปแล้ว
แม้เงินจำนวนนี้จะต้องแบ่งกันสามบ้าน แต่สุดท้ายมันก็หมุนเวียนอยู่ในสกุลเจียงของเขานั่นแหละ
ฮ่าๆ เจียงต้าหลางอดหัวเราะเสียงดังไม่ได้ เขาหันไปถามน้องชายคนเล็กด้วยแววตาเปี่ยมหวัง “เจ้าสาม พรุ่งนี้เราไปจับปลากันอีกไหม?”
เจียงซานหลางเกาหัว “รออีกสักหลายวันหน่อยดีไหมพี่ใหญ่ อีกสิบวันจะมีตลาดนัดใหญ่ เราค่อยไปจับปลาก่อนวันจ่ายตลาด แล้วเอาไปขายตอนยังสดๆ ในเช้าวันรุ่งขึ้น”
ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำเป็นวันตลาดนัดวัดประจำเดือน ชาวบ้านแทบทุกคนจะออกมาจับจ่ายใช้สอย การขายปลาช่วงนั้นย่อมได้ราคาดีกว่า อีกทั้งใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ตลาดนัดใหญ่ก่อนสิ้นปียิ่งคึกคัก ผู้คนต้องเตรียมของไหว้ของกินฉลองปีใหม่ ย่อมใจป้ำยอมควักกระเป๋าจ่ายง่ายกว่าปกติ
“ใช่ๆๆ! เจ้าสามพูดถูก”
เจียงเอ้อร์หลางพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ “อีกเดือนเดียวก็จะปีใหม่แล้ว ถ้าเราจับปลาไปขายช่วงตลาดนัดก่อนเทศกาล รับรองว่าขายได้ราคาดีแน่”
เจียงต้าหลางรู้สึกเสียดายนิดๆ แต่ก็เห็นด้วยกับน้องๆ “อืม เอาอย่างนั้นก็ได้ ปลาสเตอร์เจียนยักษ์เราเพิ่งจับไป คงยากที่ตัวใหม่จะโผล่มาในแม่น้ำเร็วๆ นี้ รออีกสักพักค่อยว่ากันดีกว่า”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว สามพี่น้องก็เริ่มแบ่งเงิน
เงินสี่ตำลึงกว่า หักเศษสิบสามอีแปะออกก่อน จากนั้นแบ่งเงินสี่ตำลึง (สี่พันอีแปะ) ออกเป็นสามส่วน แต่ละครอบครัวจะได้ส่วนแบ่งหนึ่งพันสามร้อยสามสิบสามอีแปะ
ส่วนเงินที่เหลืออีกห้าร้อยสิบเอ็ดอีแปะ แบ่งให้พ่อแม่สองร้อยอีแปะ ที่เหลืออีกสามร้อยสิบเอ็ดอีแปะ เจียงต้าหลางยืนกรานว่าจะต้องยกให้อิงเป่า
เพราะเมื่อวานเขาเห็นกับตาว่าอิงเป่าโยนอะไรบางอย่างลงไปในแม่น้ำ จนล่อปลาใหญ่สองตัวนั้นมาได้
“แบ่งกันแบบนี้ ทุกคนตกลงไหม?” ในฐานะพี่ใหญ่ คำพูดของเจียงต้าหลางถือเป็นสิทธิ์ขาด
เจียงเอ้อร์หลางรีบพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย ปลาใหญ่มาเพราะอิงเป่า ถ้าไม่มีหลานสาว เราคงไม่ได้จับปลาตัวใหญ่ขนาดนี้”
เจียงซานหลางหัวเราะเบาๆ “งั้นข้าขอบคุณพี่ใหญ่กับพี่รองแทนอิงเป่าด้วย ข้าจะรับไว้แล้วเอาไปให้นางตอนกลับบ้าน แต่ว่า... น้องชายมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอกำชับพี่ๆ สักหน่อย”
เจียงต้าหลางและเจียงเอ้อร์หลางแปลกใจ “เจ้าสาม ว่ามาสิ พี่ๆ ฟังอยู่”
เจียงซานหลางกระแอมเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนพูดตรงๆ พี่ใหญ่กับพี่รองอย่าถือสานะขอรับ แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกสาวข้า ข้าเลยต้องพูดดักไว้ก่อน
พวกเราพี่น้องเป็นคนกันเอง ย่อมพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่พออยู่ข้างนอก ขอพี่ๆ อย่าได้หลุดปากบอกใครเชียวว่าปลาใหญ่ว่ายมาหาอิงเป่า หลานสาวยังเด็กนัก ข้ากลัวว่าคนจะเอาไปลือกันในทางไม่ดี”
“เข้าใจแล้ว” เจียงต้าหลางตบไหล่น้องชาย “เจ้าเตือนมาก็ถูก ข้าลืมคิดข้อนี้ไปเลย ต่อไปพวกพี่จะระวังปาก”
เจียงเอ้อร์หลางก็รับคำเช่นกัน “พี่รองจะพูดแค่ต่อหน้าพวกเราเท่านั้น ไม่ออกไปพูดพล่อยๆ ข้างนอกหรอก เจ้าสามวางใจได้”
เจียงซานหลางประสานมือคารวะพี่ชายทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม “น้องชายขอบคุณพี่ๆ ที่เข้าใจขอรับ”
“จะขอบคุณอะไรกันเล่า เจ้าเตือนสติดีแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปกำชับเจ้าลูกชายคนรองด้วยว่าห้ามไปพูดเหลวไหลข้างนอก”
“อืม”
เมื่อเก็บเงินเรียบร้อย เจียงซานหลางก็กลับบ้านและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ภรรยาและลูกสาวฟังทันที พร้อมทั้งหยิบเงินส่วนแบ่งของลูกสาวออกมาส่งให้
อิงเป่ารับเงินมาด้วยความดีใจ แล้วหย่อนลงในกล่องไม้ใบเล็กบนเตียงเตา
ฮ่าๆ ในที่สุดนางก็หาเงินก้อนแรกได้แล้ว!
แม้จะไม่มากนัก แต่สำหรับเด็กวัยเตาะแตะที่อายุยังไม่ถึงสองขวบ นางก็นับว่าเป็นเศรษฐีนีตัวน้อยประจำหมู่บ้านแล้ว
พี่หญิงใหญ่ต้าหนีอายุเกือบสิบขวบ ที่บ้านเริ่มมองหาคู่ครองให้แล้ว แต่นางยังไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว
เมื่อเทียบกับบรรดาลูกพี่ลูกน้อง นางนี่แหละคือนอนบนกองเงินกองทองของจริง
อืม... ไว้อีกสักพัก นางจะอ้อนให้ท่านพ่อพาไปตลาด ไปซื้อริบบิ้นผ้าไหมสีสวยๆ กับดอกไม้ผ้าไหมมาฝากพี่สาวทั้งสองไว้ติดผมสักหน่อยดีกว่า