- หน้าแรก
- เด็กสาวผู้เปลี่ยนชะตาหมู่บ้าน
- บทที่ 5 กุมารส่งบุตร
บทที่ 5 กุมารส่งบุตร
บทที่ 5 กุมารส่งบุตร
ชุนเหนียงประคองแม่สามีนั่งลงบนขอบเตียงเตา สองมือบิดไปมาด้วยความประหม่า พลางเอ่ยตะกุกตะกักว่า “ที่บ้านเรายังมีไข่ไก่เจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่เก็บไข่พวกนี้ไว้บำรุงร่างกายเถิด...”
ยุคสมัยนี้ทุกบ้านต่างก็ยากจนข้นแค้น นางยังไม่ทันได้คลอด จะให้รับไข่ไก่ของพี่สะใภ้ไว้ได้อย่างไร
นางเจียงหลิวซื่อปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะถอดรองเท้าปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตา
“ของบ้านเจ้าก็เป็นส่วนของเจ้า พี่สะใภ้เจ้าเขามีน้ำใจ เจ้าจะปฏิเสธน้ำใจนางได้อย่างไร อีกอย่างนี่เป็นท้องแรกของเจ้า แถมยังเป็นแฝดเสียด้วย ต้องกินให้มากหน่อยจะได้บำรุงร่างกาย”
สะใภ้สวีหลุบตาลงอย่างนอบน้อม นั่งฟังคำสั่งสอนเงียบๆ
นางเจียงหลิวซื่อเห็นสะใภ้สามเอาแต่เงียบก็ชักจะหงุดหงิด จึงเริ่มบ่นพึมพำพลางนับนิ้วไล่เรียง “ดูเจ้าสิ ท้องไส้อยู่แบบนี้ อย่าเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในเรือน ออกมาเดินเหินยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง เวลาคลอดจะได้คลอดง่ายๆ”
ชุนเหนียงอยากจะเถียงว่านางไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในเรือนเสียหน่อย แต่ก็กลัวแม่สามีจะไม่พอใจหากพูดแทรก จึงได้แต่กลืนคำพูดลงคอไป
นางเจียงหลิวซื่อกล่าวต่อ “งานหนักงานเหนื่อยไม่ต้องทำหรอก ให้เจ้าสามทำไป หรือถ้าไม่ไหวก็เดินไปเรียกสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองที่เรือนหน้า พวกนางยินดีมาช่วยเจ้าอยู่แล้ว”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเมตตาของแม่สามี ชุนเหนียงก็รู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย ตอบรับเสียงเบา “เจ้าค่ะ ท่านแม่”
นางเจียงหลิวซื่อขยับตัวนั่งตัวตรง เทศนาสั่งสอนอยู่นานจนน้ำลายแตกฟอง เมื่อเห็นว่าชุนเหนียงเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่ปากคอเราะร้ายชอบเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนสะใภ้รอง นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ความคับข้องใจที่สั่งสมมาหลายปีก็เบาบางลงไปเพราะการตั้งครรภ์ของสะใภ้สาม
หญิงชราเอื้อมมือไปจิ้มจมูกน้อยๆ ของอิงเป่าที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “แล้วก็เจ้านะ อย่าให้แม่เขาอุ้มอีก ระวังจะไปทับน้องชายตัวน้อยในท้องแม่เข้า”
เมื่อเห็นท่านย่าพูดถึงตน อิงเป่าก็ฉีกยิ้มกว้างให้ “ย่าจ๋า เป่าเด็กดี ไม่ให้อุ้ม ย่าอุ้ม!”
“โอ้ หลานรักของข้าเรียกย่าเป็นแล้ว”
เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยรู้ความและฟังภาษาคนรู้เรื่อง นางเจียงหลิวซื่อก็ดีใจจนออกนอกหน้า ลูบศีรษะเล็กๆ ของหลานสาวพลางกล่าวด้วยความเอ็นดู “ย่าแก่แล้ว อุ้มอิงเป่าไม่ไหว เดี๋ยวให้พวกพี่สาวอุ้มเจ้าแทนดีไหม?”
“อื้ม!” อิงเป่าพยักหน้าหงึกหงัก “พี่สาวอุ้ม!”
บ้านลุงใหญ่กับบ้านลุงรองมีลูกชายหลายคน แต่มีลูกสาวแค่สองคน คือต้าหนีลูกลุงใหญ่ และเอ้อร์หนีลูกลุงรอง คนหนึ่งเก้าขวบ อีกคนหกขวบ
ในชาติก่อน สมัยที่นางยังอายุไม่ถึงห้าขวบ นางมักจะวิ่งเล่นซุกซนตามก้นพี่สาวทั้งสองคนนี้ต้อยๆ
พวกนางพากันไปเก็บมอส เก็บฟืน ตัดหญ้าให้หมู แม้กระทั่งเล่นขายของปั้นดินปั้นโคลน สนุกสนานจนลืมวันลืมคืน
ทว่าความทรงจำอันงดงามเหล่านั้นกลับต้องหยุดชะงักลงเมื่อคนบ้านสกุลเฉินโผล่มา
“เอาล่ะๆ เดี๋ยวย่าจะให้พี่สาวมาอุ้มเจ้านะ” นางเจียงหลิวซื่อลูบหน้าผากอิงเป่า ก่อนจะหันไปสั่งลูกสะใภ้ “เจ้าไปเก็บเสื้อผ้าให้อิงเป่าสักสองสามชุด พาไปไว้ที่เรือนหน้า ให้สะใภ้ใหญ่ช่วยดูแลสักสิบวันครึ่งเดือน เจ้าจะได้พักผ่อนบำรุงครรภ์ให้เต็มที่”
“เอ๊ะ?” สวีชุนเหนียงรีบปฏิเสธทันควัน “โธ่ จะไปรบกวนพี่สะใภ้ใหญ่ได้อย่างไรเจ้าคะ อิงเป่าเลี้ยงง่ายจะตาย ข้า... ข้าเลี้ยงเองได้ ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ” นางทำใจไม่ได้ที่จะยกอิงเป่าให้คนอื่นดูแล แม้คนนั้นจะเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ก็ตาม
“ก็ตามใจเจ้า”
นางเจียงหลิวซื่อปรายตามองสะใภ้สาม เห็นว่าพูดไปหมดแล้ว จึงขยับลงจากเตียงเตา สวมรองเท้า ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า แล้วเดินออกไปพลางกำชับทิ้งท้าย
“ถ้าไม่ไหวก็ไปเรียกต้าหนีที่เรือนหน้ามาช่วยดูแล ข้ากลับล่ะ ระวังเนื้อระวังตัวด้วย อย่าปีนป่ายที่สูงที่ต่ำเดี๋ยวจะเจ็บตัวเอา”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่”
หลังจากส่งแม่สามีกลับไปแล้ว สวีชุนเหนียงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อนึกถึงคำกำชับของแม่สามีที่ให้เดินเหินบ่อยๆ จะได้คลอดง่าย นางจึงอ้าแขนจะอุ้มลูกสาว “อิงเป่า ออกไปดูดอกท้อกับแม่ข้างนอกไหมจ๊ะ?”
อิงเป่าจำคำสั่งของท่านย่าได้แม่น จึงไม่กล้าให้แม่อุ้ม
นางส่ายหน้าพลางปัดมือแม่ออก บิดก้นเลื่อนตัวลงจากเตียงเตา แล้วยื่นมือเล็กๆ ให้แม่จูงแทน
ต้นท้อริมประตูรั้วกำลังออกดอกบานสะพรั่ง กลีบสีชมพูร่วงหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
สองแม่ลูกเดินเล่นกันสักพักก็มานั่งพักใต้ต้นท้อ
อิงเป่าเอนตัวพิงก้อนหินใหญ่ใต้ต้นไม้ โก่งก้นเก็บดอกท้อเล่น ส่วนสวีชุนเหนียงนั่งปักรองเท้าหัวเสืออยู่ข้างๆ
ป้าหวังรองบ้านข้างๆ หิ้วตะกร้าเย็บปักถักร้อยเดินเข้ามา หย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กใต้ต้นไม้ด้วยเช่นกัน นางจ้องมองรองเท้าหัวเสือในมือชุนเหนียง พลางกลอกตาไปมาหาเรื่องคุย “อ้อ ทำรองเท้าให้อิงเป่ารึ?”
“อืม” สวีชุนเหนียงไม่อยากเสวนากับป้าหวังรองเท่าไรนัก เพราะเมื่อก่อนหญิงผู้นี้มักจะเอาเรื่องนางไปนินทาลับหลังอยู่บ่อยๆ
ป้าหวังรองไม่สนท่าทีเย็นชาของสวีชุนเหนียง ทำเสียงลึกลับว่า “ชุนเหนียง ข้ามีเรื่องประหลาดจะเล่าให้ฟัง”
สวีชุนเหนียงเหลือบตามอง “เรื่องอะไรหรือ?”
ป้าหวังรองขยับม้านั่งเข้ามาใกล้สวีชุนเหนียงอีกนิด ทำท่าทางมีเลศนัย “สะใภ้เล็กบ้านผู้ใหญ่บ้านเฉินคลอดลูกก่อนปีใหม่ไม่ใช่หรือ นางไปเชิญป้าอู๋ซื่อจากหมู่บ้านเฉินตะวันตกมาทำคลอดให้ เจ้าลองทายซิว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
ป้าหวังรองหัวเราะหึๆ สายตาชำเลืองมองไปทางอิงเป่า แล้วกระซิบว่า “ได้ยินป้าอู๋ซื่อบอกว่า เมียเฉินชางผิงที่หมู่บ้านตะวันตกคลอดลูกสาวอีกแล้ว”
สวีชุนเหนียงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ถามอย่างรำคาญใจ “คลอดลูกสาวแล้วมันทำไม มีอะไรน่าแปลกตรงไหน?”
“เฮอะ! ไม่แปลกหรอก แต่เจ้ารู้ไหม ตั้งแต่เมียเฉินเอ้อร์หลางคลอดลูก ก็ไม่เคยเห็นนางอุ้มลูกออกมาให้ใครเห็นเลย”
ชุนเหนียงหยุดมือที่กำลังปักผ้า เงยหน้าขึ้นถาม “ไม่อุ้มออกมาแล้วมันผิดตรงไหน?”
ป้าหวังรองป้องปากหัวเราะคิกคัก “มีคนเขาพูดกันว่า บ้านนั้นยกลูกสาวให้คนอื่นไปแล้ว”
ชุนเหนียงใจหายวาบ ขมวดคิ้วมุ่น
“โธ่ แล้วจะยกให้ใครได้ล่ะ” สายตาของป้าหวังรองยังคงวนเวียนอยู่ที่ตัวอิงเป่า “บ้านไหนจะมีเงินเหลือใช้มารับเลี้ยงลูกสาวคนอื่นกัน?”
ชุนเหนียงหน้าตึงขึ้นมาทันที “ป้าหวัง ป้าหมายความว่ายังไง?”
ป้าหวังรองหัวเราะกลบเกลื่อน “ข้าก็พูดไปเรื่อย เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย อิงเป่าเป็นเด็กที่ซานหลางเก็บมาได้จากข้างนอก จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านเฉินชางผิงล่ะ จริงไหม? เฉินเอ้อร์หลางคนนั้นเป็นถึงบัณฑิต บ้านช่องก็ไม่ได้อดอยากปากแห้ง จะทำเรื่องทิ้งๆ ขว้างๆ ลูกเต้าได้ลงคอเชียวหรือ?”
นางพูดพลางขยิบตา “ทว่า แม่ของเฉินชางผิงบอกคนอื่นไปทั่วว่าหลานสาวร่างกายอ่อนแอ สิ้นใจไปตั้งแต่วันรุ่งขึ้นแล้ว”
สิ้นใจแล้ว? ชุนเหนียงรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด
“โอ๊ย คนเรามีปากก็พูดกันไป ใครจะรู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ”
ป้าหวังรองสนเข็มพลางพูดต่อ “แต่ป้าอู๋ซื่อคนทำคลอดบอกว่า วันนั้นเสียงทารกร้องดังลั่นทุ่ง ไม่เห็นจะมีตรงไหนที่บอกว่าอ่อนแอเลย
จุ๊ๆๆ ถ้าไม่ได้อ่อนแอ แล้วเด็กจะหายตัวไปเฉยๆ ได้ยังไง? โอ๊ย ข้าล่ะไม่กล้าคิดเลย ยุคนี้สมัยนี้ก็ไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร ใครจะใจดำอำมหิตทิ้งลูกในไส้ได้ลงคอ”
ชุนเหนียงเม้มปากแน่น ไม่พูดอะไรอีก
อิงเป่าน้อยที่กำลังเก็บดอกท้อหันขวับมามองป้าหวังรอง ในใจปั่นป่วนดั่งคลื่นลม
ในชาติก่อน คนบ้านสกุลเฉินยืนกรานว่าเด็กร่างกายอ่อนแอจนหยุดหายใจ จึงนำไปทิ้งไว้ที่ภูเขาด้านหลัง ไม่ได้เจตนาทิ้งขว้าง
ดังนั้นทางการจึงตัดสินให้คืนตัวเด็กแก่บ้านเดิม โดยเฉินชางผิงยอมจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้สกุลเจียงสองตำลึง
นางยังจำได้ดีว่าตอนที่ถูกพรากตัวไป พ่อกับแม่ร้องไห้จนตาบวมแดง
และเพราะคดีความในครั้งนั้น ทำให้สกุลเจียงกับสกุลเฉินมองหน้ากันไม่ติด ตัดขาดความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิง
อิงเป่าลูบจมูกตัวเอง แล้วดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ
รอยปานนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เฉินชางผิงและหมอตำแยใช้ยืนยันตัวตนของนาง ก่อนจะอายุครบสามขวบ นางต้องหาวิธีกำจัดมันออกไปให้ได้...
ตกเย็น สวีชุนเหนียงเล่าเรื่องที่ป้าหวังรองพูดเมื่อตอนกลางวันให้สามีฟัง นางเอ่ยถามด้วยความกังวล “ท่านว่า อิงเป่าของเราจะเป็นลูกของเฉินชางผิงจริงๆ หรือไม่?”
เจียงซานหลางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ต่อให้เป็นลูกบ้านนั้นแล้วจะทำไม? เขาเอาลูกมาทิ้งเองกับมือ ตอนนี้จะมารับคืนได้หรือ?”
“แต่ว่า...” ชุนเหนียงดึงลูกสาวเข้ามากอดแนบอก เสียงสั่นเครือ “ข้าใจคอไม่ดีเลย รู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล”
เจียงซานหลางกุมมือภรรยาปลอบโยน “อย่าคิดมากไปเลย ตอนที่ข้าเจออิงเป่า ก็ไม่มีใครเห็นเสียหน่อย ใครจะมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นลูกของเฉินชางผิง? อีกอย่าง ในเมื่อเขาเป็นคนทิ้งเด็ก แถมยังทิ้งในป่าช้า ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้รอดชีวิต ผ่านไปตั้งนานป่านนี้แล้ว เขาจะมาตามหาทำไมอีก?”
“อืม” สวีชุนเหนียงค่อยคลายกังวลลงบ้าง
นางหลับตาลง แต่แล้วก็ลืมตาโพลงขึ้นมาอีกครั้ง “ซานหลาง ท่านไม่ได้บอกใครใช่ไหมว่าเก็บอิงเป่าได้จากที่ไหน”
เจียงซานหลางพยักหน้า “ข้าไม่ได้โง่นะ ในเมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงอิงเป่าแล้ว ข้าจะไปบอกความจริงคนอื่นทำไม”
“งั้นก็ดีแล้ว” สวีชุนเหนียงซบหน้าลงกับอกสามี กระซิบเสียงเบา “ถ้า... ถ้าวันข้างหน้ามีคนมาตามหาอิงเป่าจริงๆ ท่านก็บอกไปว่าเก็บได้ที่เขาน้อยทางใต้นะ”
ทิศใต้กับทิศเหนือ ห่างกันตั้งสิบลี้
“ได้”
สองสามีภรรยาเงียบกันไปครู่หนึ่ง
จู่ๆ ชุนเหนียงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ร้องบอกอย่างร้อนรน “ซานหลาง ที่ข้อมืออิงเป่ามีปานแดงอยู่ ท่านว่า... คนบ้านนั้นจะใช้ปานแดงเป็นหลักฐานหรือไม่?”
เจียงซานหลางขมวดคิ้ว ผ่านไปนานจึงเอ่ยขึ้นว่า “งั้นเราก็อย่าให้ใครเห็นปานแดงของลูกสิ”
“แต่ว่า” ชุนเหนียงกังวลหนัก “หน้าหนาวก็พอไหว แต่หน้าร้อนข้ากลัวว่าจะปิดไม่มิดน่ะสิ”
หน้าร้อนเด็กที่ไหนจะใส่เสื้อแขนยาว ต่อให้ใส่ให้ ลูกก็ต้องรำคาญถอดออกเองอยู่ดี เฮ้อ
“อย่าเพิ่งคิดมากเลย นอนเถอะ ปัญหามีไว้แก้ เมื่อถึงเวลาหนทางย่อมมีเอง” เจียงซานหลางปลอบใจภรรยา “เฉินชางผิงเป็นถึงปัญญาชน ย่อมต้องห่วงชื่อเสียงหน้าตา อิงเป่าไม่ได้ถูกขโมยหรือถูกแย่งชิงมา ถ้าเขาจะมาทวงคืน ก็ต้องว่ากันด้วยเหตุผล”
ชุนเหนียงเงียบเสียงลง ไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก