- หน้าแรก
- เด็กสาวผู้เปลี่ยนชะตาหมู่บ้าน
- บทที่ 3 ถ้ำวิเศษ
บทที่ 3 ถ้ำวิเศษ
บทที่ 3 ถ้ำวิเศษ
อิงเป่าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และนางก็ได้กลับมาเกิดใหม่ เจาะจงว่าเป็นช่วงเวลาที่ท่านพ่อเจียงเก็บนางได้เป็นครั้งแรก
นางรู้สึกทั้งโล่งใจและกังวลระคนกัน
ที่โล่งใจก็เพราะได้กลับมาอยู่ข้างกายท่านพ่อท่านแม่ ได้กลับมาเป็นแก้วตาดวงใจที่ไร้ความทุกข์ร้อนของพวกท่านอีกครั้ง
แต่ที่กังวลก็คือ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า นางจะถูกคนบ้านนั้นจดจำได้และรับตัวกลับไป ต้องกลับไปเดินซ้ำรอยเดิมเหมือนในชาติก่อน
ในยุคสมัยที่เคร่งครัดเรื่องจารีตประเพณี เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนาง บิดาและบุตร นางเป็นเพียงสตรีที่ไร้ซึ่งสิทธิ์และเสียง ถูกผูกมัดด้วยสายเลือด ความกตัญญู และหน้าที่ของวงศ์ตระกูล จนไม่อาจปกป้องตัวเองได้เลย
แม้ว่าพ่อแท้ๆ จะเคยทอดทิ้งและไม่เคยเลี้ยงดูนางมา แต่ตราบใดที่พวกเขามาทวงสิทธิ์ ทุกคนก็จะยืนอยู่บนแท่นศีลธรรม ประณามนางด้วยเรื่องสายเลือด กดดันนางด้วยความกตัญญู แม้แต่ทางการก็ยังเข้าข้างพวกเขา
ในชาติก่อน นางได้เห็นธาตุแท้ของคนพวกนั้นมาหมดแล้ว ชาตินี้ขอยอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมอ่อนข้อให้
ไอ้คำกล่าวที่ว่า ‘พระคุณบิดามารดายิ่งใหญ่เทียมฟ้า’ นั้น... เหลวไหลสิ้นดี!
คนพวกนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและจ้องแต่จะเอาชีวิตนาง แล้วนางจะไปติดค้างบุญคุณอะไรกับคนพรรค์นั้น?
อิงเป่าหลับตาลง จิตวิญญาณของนางก็วูบเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งทันที
นี่คืออาณาเขตของนาง เป็นสถานที่วิเศษที่นางบังเอิญพบเจอในชาติก่อน
ภายในถ้ำกว้างประมาณสิบจั่ง ตรงกลางมีสระน้ำขนาดใหญ่รูปทรงรีคล้ายเมล็ดซิ่ง กินพื้นที่ไปถึงหกหรือเจ็ดส่วนของตัวถ้ำ
น้ำในสระใสสะอาด มีรสหวานและเจือสีฟ้าจางๆ กลางสระมีวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ลอยเด่น ส่องแสงสีทองสว่างไสวราวกับดวงตะวัน
ที่นี่แตกต่างจากถ้ำในชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง
นางจำได้ว่าตอนอายุสิบแปด นางเพิ่งหนีออกมาจากจวนผู้ว่าการฯ ปลอมตัวเป็นขอทานและหลบซ่อนตัวไปทั่วสารทิศ
วันหนึ่ง นางเข้าไปซุกตัวตัวสั่นงันงกอยู่ในวิหารของวัดร้างแห่งหนึ่ง ลมโกรกผ่านเข้ามาจนหนาวเข้ากระดูก
ตอนนั้นนางกำลังจับไข้ สติสัมปชัญญะไม่แจ่มชัดนัก ในความสะลึมสะลือ จิตของนางก็หลุดเข้ามาในถ้ำประหลาดแห่งนี้
เวลานั้นในถ้ำไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากแท่งน้ำแข็งหนาเตอะ ทำให้นางคิดว่าตัวเองตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งเสียอีก
คิดไม่ถึงว่าหลังจากเกิดใหม่ แท่งน้ำแข็งบนผนังจะละลายหายไปจนหมด และมีสระน้ำปรากฏขึ้นกลางถ้ำ พร้อมกับวัตถุทรงกลมส่องแสงกลางสระที่ดูไม่ธรรมดา
อิงเป่าเดินไปที่ขอบสระ แล้วฝังเมล็ดแอปเปิลที่นางแอบเก็บไว้เมื่อวานลงในดินดำร่วนซุยริมสระน้ำ
ดินดำนี้มีความกว้างสามฉื่อ ล้อมรอบสระน้ำเอาไว้ มองดูคล้ายกับมีใครใช้พู่กันจุ่มหมึกวาดเส้นขอบตารอบสระน้ำอย่างไรอย่างนั้น
สถานที่ประหลาดเช่นนี้ช่างเหมือนกับถ้ำวิเศษที่บรรยายไว้ในนิยายประโลมโลกไม่มีผิด
ดังนั้นอิงเป่าจึงอยากพิสูจน์ดูว่า ดินดำนี้จะมีคุณสมบัติวิเศษเหมือนในนิยายหรือไม่ ที่ว่าปลูกอะไรก็งอกงาม
หากวันหนึ่งต้นแอปเปิลเติบโตขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวของพวกเขาก็จะมีแอปเปิลลูกใหญ่รสหวานไว้กิน
หลังจากฝังเมล็ดและรดน้ำไปหลายรอบ สติของอิงเป่าก็เริ่มเลือนรางและผล็อยหลับไปในที่สุด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตัวเองอยู่ที่บ้านของท่านยายหมอตำแย ซึ่งกำลังจับชีพจรให้ท่านแม่ของนางอยู่
ท่านยายจางอายุราวเจ็ดสิบปีแล้ว ผมสีดอกเลาถูกเกล้าเป็นมวยเรียบร้อย ปักปิ่นเงินที่มีพู่ห้อยแกว่งไกวเบาๆ ตามจังหวะการเคลื่อนไหว
ว่ากันว่าสมัยสาวๆ ท่านยายผู้นี้เคยเป็นหมอตำแยประจำที่ว่าการอำเภอมาก่อน พอแก่ตัวลงจึงกลับมาเกษียณที่บ้านเกิด
นางเชี่ยวชาญเรื่องการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังชำนาญการรักษาโรคสตรีที่รักษายาก ชาวบ้านจึงมักมาขอยาและการรักษากับนาง
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” เจียงซานหลางอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม
ท่านยายจางละมือจากการจับชีพจรแล้วหันมาแย้มยิ้ม “ยินดีด้วย! เมียเจ้าชีพจรตั้งครรภ์ น่าจะท้องได้ราวสามเดือนแล้ว”
“หา? จริงหรือขอรับ? ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?” เจียงซานหลางตื่นเต้นจนพูดจาติดขัด แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เรื่องแบบนี้จะเอามาล้อเล่นได้อย่างไร” ท่านยายยิ้มพลางลุกขึ้น หยิบหูฟังจากกล่องยา แล้วบอกกับสะใภ้สวีว่า “แม่หนูสาม มากับข้า ข้าจะฟังเสียงหัวใจเด็กให้”
“จ้ะ” สะใภ้สวีลุกขึ้น ชำเลืองมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามหมอตำแยเข้าไปในห้องด้านใน
ครู่ต่อมา ท่านยายจางก็เดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ตายจริง เจ้าสาม เมียเจ้าได้ลูกแฝดเชียวนะ!”
“หา?” เจียงซานหลางตกตะลึงระคนดีใจ “นี่... นี่... ลูกแฝดจริงหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว” ท่านยายเก็บหูฟังลงกล่องยา ชำเลืองมองเจียงซานหลางแล้วกระซิบกำชับ “เมียเจ้าอายุเกือบสามสิบแล้วใช่ไหม? แถมยังเป็นท้องแรกอีก ต้องระวังให้มากเป็นพิเศษนะ”
“ขอรับๆ” เจียงซานหลางยิ่งประหม่าเข้าไปใหญ่ ถามตะกุกตะกัก “แล้ว... แล้วต้องระวังอย่างไรบ้าง? ข้า... ข้าต้องทำอย่างไร?”
ท่านยายหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือ เมื่อเห็นสะใภ้สวีเดินจัดเสื้อผ้าออกมาจากห้องด้านใน จึงกล่าวว่า “ให้เมียเจ้ากินเนื้อ กินไข่ และข้าวดีๆ เยอะๆ เพื่อบำรุงร่างกาย ให้ทำงานเบาๆ อย่าหักโหม พอเข้าเดือนที่เจ็ดที่แปด ก็ให้กินข้าวน้อยลงหน่อย เน้นกินผักให้มาก จะได้คลอดง่าย”
“อ้อๆๆ” เจียงซานหลางรีบรับคำ
“อีกอย่าง” ท่านยายจางกล่าวเสียงเข้ม “พอใกล้คลอด ให้รีบมาตามหมอตำแยแต่เนิ่นๆ อย่าชักช้าจนจวนตัว ครรภ์แฝดไม่เหมือนครรภ์เดี่ยว จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
“จ้ะๆ ข้าทราบแล้วจ้ะ!” เจียงซานหลางผงกศีรษะรัวๆ
หลังจากออกจากบ้านท่านยายจาง เจียงซานหลางยังคงมีอาการเหม่อลอยเล็กน้อย มือข้างหนึ่งอุ้มลูกสาว อีกข้างจูงภรรยา เขาพูดเสียงอ่อนโยนว่า “เราไปซื้อน้ำตาลทรายแดงสักสองชั่ง แล้วค่อยไปตวงข้าวสารสักหน่อย เอาไปต้มโจ๊กให้เจ้ากิน”
น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ใช่วันจ่ายตลาด แผงขายหมูในเมืองปิดไปแล้ว มิฉะนั้นเขาคงซื้อเนื้อติดมันกลับไปสักชิ้น
“ข้าวสารแพงจะตาย เราเหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่สิบอีแปะเองนะ อย่าฟุ่มเฟือยนักเลย” ชุนเหนียงดุสามีเบาๆ “นี่เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิ อีกหลายเดือนกว่าจะถึงหน้าเก็บเกี่ยว”
เจียงซานหลางมองภรรยาด้วยความรักใคร่และปลอบโยน “อย่าห่วงเลย พอทำนาเสร็จ ข้าจะเข้าเมืองไปดูลาดเลา น่าจะพอหาช่องทางหาเงินได้บ้าง”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ชุนเหนียงถอนหายใจ “ตัวอำเภออยู่ห่างตั้งร้อยลี้ ไปแล้วท่านจะพักที่ไหน? คงไม่ได้ไปนอนวัดร้างเหมือนคราวก่อนหรอกนะ?”
ปีที่แล้ว หลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เจียงซานหลางกับคนในหมู่บ้านอีกสองคนเข้าเมืองไปหางานทำ ผลคือหางานไม่ได้ แถมทั้งสามคนยังเกือบถูกพวกอันธพาลซ้อมปางตาย
หลานชายผู้ใหญ่บ้านเฉินโดนหนักที่สุด จนป่านนี้ยังทำงานหนักในนาไม่ได้เลย
เจียงซานหลางเกาหัวแกรกๆ “ยังไงก็ต้องซื้อข้าวสารกับน้ำตาลทรายแดง ท่านยายหมอบอกว่าเจ้าต้องกินของดีๆ ที่ย่อยง่าย... อืม พอกลับถึงบ้าน ข้าจะเชือดแม่ไก่แก่มาต้มซุปให้เจ้ากิน”
“ไก่เราเหลือแค่สองตัว แล้วนี่ก็เป็นช่วงวางไข่ จะฆ่ากินตอนนี้ไม่ได้นะ”
สะใภ้สวีหยิกสามี ขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของเขา “ถ้าไม่มีไก่ออกไข่ แล้วอิงเป่าของเราจะกินอะไร”
“เอ้อ จริงด้วย ฮ่าๆๆ อิงเป่าของเราต้องกินตุ๋นไข่ทุกวันนี่นา ข้าลืมคิดไปเลย” เจียงซานหลางเกาท้ายทอย หัวเราะแหะๆ อย่างคนเขลา
อิงเป่ากระพริบตาปริบๆ รู้สึกจนปัญญาเช่นกัน
บ้านของพวกเขายากจน กระท่อมมุงจากสามหลังกับครัวเล็กๆ ลานบ้านล้อมรั้วไม้ไผ่ สภาพเหมือนกับในชาติก่อนไม่มีผิด แทบจะมีแต่ฝาบ้านโล่งๆ
ส่วนเสบียงอาหารก็มีพอกินไปวันๆ
นางเคยแอบมองลงไปในโอ่งดินเผาที่ใส่ข้าว เห็นข้าวสาลีก้นโอ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิด
แม้แต่ข้าวฟ่างที่หยาบกระด้างกลืนยากที่สุดก็มีอยู่แค่ราวๆ หนึ่งตั้น* พอให้คนในครอบครัวประทังชีวิตไปได้จนถึงหน้าเก็บเกี่ยวฤดูร้อนเท่านั้น
แม่ไก่แก่สองตัวที่บ้าน น่าจะเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดของพวกเขาในตอนนี้
ส่วนตัวนางเอง ตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ อ่อนแอ ขาสั้นป้อมเดินยังไม่แข็ง พูดจาก็ยังไม่ชัด ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ไม่ได้ แต่ยังต้องให้พวกท่านคอยดูแลอีก
อิงเป่าขมวดคิ้วเล็กๆ ด้วยความกังวล
ท่านแม่ท้องน้องชายฝาแฝด ต้องการสารอาหารบำรุง จะให้กินแต่ข้าวสาลีกับข้าวฟ่างได้อย่างไร?
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านมีแม่น้ำชวนอยู่มิใช่หรือ? แม้กระแสน้ำจะเชี่ยวกราก แต่ที่ใดมีน้ำ ที่นั่นย่อมมีปลา!
“ท่านพ่อ ปลา!” นางตัดสินใจส่งเสียงใบ้ให้พ่อผู้ซื่อบื้อของนางรู้ตัว
ถ้าไม่มีเนื้อ ท่านแม่ก็กินปลาแทนได้
ขอแค่ไปยืมแหมาสักปาก ต้องจับปลาจับกุ้งได้บ้างสิน่า
*ตั้น เป็นหน่วยวัดปริมาตรโบราณของจีน 1 ตั้น เท่ากับ 10 โต่ว (ถัง) หรือประมาณ 100 ลิตร