- หน้าแรก
- คลังเสบียงเทพ ป้อมปราการยุคภัยพิบัติ
- บทที่ 14 เพื่อนบ้านเวลายิ้มก็น่ารักดี
บทที่ 14 เพื่อนบ้านเวลายิ้มก็น่ารักดี
บทที่ 14 เพื่อนบ้านเวลายิ้มก็น่ารักดี
เจียงเฝ่ยชักมีดสั้นออกมา จ้องมองแผ่นไม้ที่ลอยเข้ามาอย่างระแวดระวัง
บนนั้นมีผู้ชายสองคนนั่งอยู่
คนอ้วนถือเหล็กสามง่ามยาวเมตรกว่า
คนตัวเล็กถือไฟฉาย อีกมือถือปืน
ไม่แน่ใจว่าเป็นปืนจริงหรือเปล่า เจียงเฝ่ยจึงยังไม่ผลีผลาม
"มีเรือยางด้วยแฮะ! ดีกว่าแผ่นไม้ของเราตั้งเยอะ!" คนอ้วนลูบเรือยางอย่างตื่นเต้น เตรียมจะยึดเป็นของตัวเอง
เซียวชูเซี่ยร้อนรน "นั่นของพวกเรานะ!"
"หยุด! ห้ามขยับ!"
คนตัวเล็กยกปืนขึ้น เซียวชูเซี่ยหยุดชะงักทันที
คนอ้วนแย่งไฟฉายไปส่องที่เจียงเฝ่ยและเซียวชูเซี่ย สายตาโลมเลีย "นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสาวสวยสองคน"
"ดึกป่านนี้ยังออกมาข้างนอก เหงาเปล่าเปลี่ยวหนาวใจ อยากให้พี่ชายช่วยทำให้หายหนาวไหมจ๊ะ?"
คนตัวเล็ก: "ลูกพี่ กระเป๋าที่นังนั่นถือตุงเชียว รับรองต้องมีของดีเพียบ"
"ส่งกระเป๋ามา แล้วก็มาเล่นกับพวกพี่ๆ หน่อย ปรนนิบัติให้ถึงใจ พี่รับรองว่าต่อไปพวกน้องจะได้กินดีอยู่ดีแน่นอน" คนอ้วนพูดพลางปีนขึ้นฝั่งพร้อมกับคนตัวเล็ก
เซียวชูเซี่ยชักมีดออกจากเป้ด้วยความประหม่า "อย่าเข้ามานะ!"
ทั้งสองคนไม่กลัวเลยสักนิด
คนตัวเล็กเอาปืนขู่ "วางมีดลง ไม่งั้นฉันจะยิงแกทิ้งซะเดี๋ยวนี้......"
"อ๊ากกก!!!"
ลูกเหล็กเม็ดหนึ่งยิงตาขวาของคนอ้วนบอดสนิท
คนอ้วนร้องโหยหวนลงไปนอนกลิ้งกับพื้น เหล็กสามง่ามหลุดมือ
คนตัวเล็กรีบก้มลงไปเก็บเหล็กสามง่าม
หารู้ไม่ว่าการกระทำโดยสัญชาตญาณนั้น ได้เปิดเผยความจริงว่าปืนของเขาเป็นของปลอม
เจียงเฝ่ยพุ่งเข้าไปทันที ฟันมีดเข้าที่คอของคนตัวเล็กเต็มแรง
"อ๊ากกก!!!"
เลือดพุ่งกระฉูด เจียงเฝ่ยดึงมีดออกอย่างคล่องแคล่ว แล้วถีบคนตกน้ำไป
เซียวชูเซี่ยยืนถือมีดเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าควรจะฟันคนอ้วนที่กำลังดิ้นพราดๆ ดีไหม
เจียงเฝ่ย: "อยากมีชีวิตอยู่ ก็ลงมือซะ"
เธอปกป้องเซียวชูเซี่ยไม่ได้ตลอดไปหรอก
คนเราต้องพึ่งพาตัวเอง ถึงจะเดินไปได้ไกล
"ฉะ ฉันไม่กล้าฆ่าคน......"
เสียงสั่นเครือของเซียวชูเซี่ยเพิ่งจบลง คนอ้วนก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้น พุ่งเข้าใส่เธออย่างเกรี้ยวกราด
"นังแพศยา กูจะฆ่ามึง!"
"อย่าเข้ามานะ!!!" เซียวชูเซี่ยกรีดร้องพร้อมแกว่งมีดมั่วซั่ว หลับตาฟันไม่ยั้ง
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของคนอ้วน เซียวชูเซี่ยถึงกล้าลืมตาดู แล้วหน้าซีดเผือดทันที
คนอ้วนที่นอนอยู่บนพื้น ใบหน้าและแขนเละเทะไปด้วยเลือดเนื้อ
เนื้อหนังที่ฉีกขาด เผยให้เห็นเส้นใยกล้ามเนื้อชัดเจน ปะปนกับไขมันสีเหลืองขาวน่าขยะแขยง
"อ้วก——!"
เซียวชูเซี่ยกลั้นความคลื่นไส้ไม่ไหว วิ่งไปอาเจียนอีกทาง
แม้จะกลัว แต่เธอรู้ดีว่าพี่สาวทำเพื่อเธอ
โลกมันวุ่นวายแล้ว ถ้าเธอไม่สู้ คนอื่นก็จะฆ่าเธอ
ตอนนั้นเอง ลู่ยู่ก็หิ้วถุงดำใบใหญ่หลายใบกลับมา
เห็นศพบนพื้น ลู่ยู่ก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น "มีคนจะแย่งเรือยางเหรอ?"
เจียงเฝ่ย: "อืม สองคน เซียวชูเซี่ยฆ่าไปหนึ่ง"
ลู่ยู่พยักหน้า "ไม่เลว"
เซียวชูเซี่ยเพิ่งรู้สึกตัว
พี่สาวกับพี่ลู่ทำไมทำหน้าเฉยเมยกันจัง?
หรือว่าพวกเขาเคยฆ่าคนมาก่อน?!
ความอยากรู้อยากเห็นของเซียวชูเซี่ยทำงานยิบๆ แต่ไม่กล้าถาม นั่งลงบนเรือยางเงียบกริบ
รู้มาก ตายไว อยู่แบบนี้แหละดีแล้ว!
จมูกไวได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากตัวลู่ยู่ เจียงเฝ่ยไม่ได้ปากมากถามอะไร
ทุกคนเป็นแค่เพื่อนร่วมทีมชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องยุ่งเรื่องส่วนตัวกันมากนัก
แต่ตอนกำลังจะขึ้นเรือยาง ลู่ยู่ก็ยื่นถุงพลาสติกให้เธอถุงหนึ่ง
ห่อไว้หลายชั้น มองไม่เห็นข้างใน
"ต่อไปถ้าคุณทำเนื้อบด ช่วยเก็บไว้ให้แมวผมสักสองสามชุดนะครับ นี่ถือเป็นค่าตอบแทน"
เจียงเฝ่ยรับถุงมา
หนักเอาเรื่อง
เปิดดูข้างใน เป็นทองคำแท่งสีเหลืองอร่าม หนักประมาณหนึ่งกิโลกรัม
เจียงเฝ่ยตาลุกวาว "ได้ค่ะ คืนนี้ฉันจะทำให้เลย"
เนื้อบดแลกทองคำแท่ง เธอกำไรเห็นๆ!
ขาดทองอีกแค่ 10,000 กรัม ก็จะปลดล็อกโซนที่ 1 ของชั้น 2 ซูเปอร์มาร์เก็ตได้แล้ว
เธอเริ่มตั้งตารอคอยการหยิบฉวยฟรีครั้งต่อไปแล้วสิ!
เห็นมุมปากของเจียงเฝ่ยยกขึ้น ความเย็นชาเหินห่างที่เคยมีมลายหายไป ราวกับหิมะฤดูใบไม้ผลิละลาย ลู่ยู่คิดในใจ:
เพื่อนบ้านเวลายิ้ม ก็น่ารักดีนะ
ถ้าไม่มีพวก "หนู" มาป่วน เขาคงหาทองได้มากกว่านี้
นึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ลู่ยู่มองห้างสรรพสินค้าที่ห่างออกไปเรื่อยๆ แววตาลึกล้ำอ่านยาก
วันนี้เป็นวันสุดท้าย
พวก "หนู" คงจะไม่มาหาเขาอีกแล้ว
—
เจียงเฝ่ยและพวกกลับมาถึงยวี่หลานย่วนก่อนฟ้าสาง
ทางเดินบันไดชั้น 4 ตึก A ถูกกลุ่มชายหญิงหน้าแปลกๆ ยึดครอง
นั่งขวางทางขึ้นบันไดกันเต็มไปหมด
มีคนเห็นเป้และถุงที่เจียงเฝ่ยพวกเธอถือมา รวมถึงเรือยาง ก็ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น:
"พวกเธอออกไปหาของกินมาได้ใช่ไหม? แบ่งให้ฉันหน่อยได้ไหม? ฉันทั้งหิวทั้งหนาว ไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว"
คนอื่นๆ ก็พากันพูดบ้าง "ฉันกินไม่เยอะ! แบ่งให้ฉันครึ่งเดียวพอ!"
"พวกเธอหาอะไรมาได้บ้าง? เอาออกมาดูหน่อยสิ"
เจียงเฝ่ยชักมีดออกมาอย่างง่ายดาย "หลีกไป"
คนที่เตรียมจะพุ่งเข้ามาแย่งของชะงักทันที
"พวกเธอเอาของกลับมาตั้งเยอะแยะ แบ่งให้พวกเราหน่อยจะเป็นไรไป?"
"เอามีดมาขู่ใคร? ถ้าไม่ส่งเสบียงมา ก็อย่าหวังจะได้ขึ้นไป!"
เซียวชูเซี่ยตอกกลับอย่างไม่เกรงใจ "พวกเราเป็นลูกบ้านที่นี่ จะกลับบ้านมันก็เป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรม ทำไมต้องฟังพวกแกด้วย?"
"เพราะพวกแกหน้าด้าน? ไร้ยางอายเหรอ?"
ทุกคนส่งเสียงเซ็งแซ่——"นังหนูนี่พูดจายังไง? ถ้าไม่ใช่เพราะพายุฝนบ้าๆ นี่ ใครจะไปสนของกระจอกๆ ของพวกแก นึกว่าหาของวิเศษมาได้หรือไง?"
"ในเมื่อพวกเธอเป็นลูกบ้าน ก็ยิ่งต้องแบ่งปันเสบียงสิ คุณก่วนนิติบุคคลของพวกเธอรับปากพวกเราแล้วนะ ว่าอยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวอดตาย"
เซียวชูเซี่ยอดด่าไม่ได้ "คุณก่วนไอ้โง่นั่น รับผู้ลี้ภัยมาอีกแล้ว!"
"ใครรับปากพวกแก ก็ไปหาคนนั้นสิ อย่ามาขวางทาง"
เจียงเฝ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ ตั้งท่าจะฟันฝ่าวงล้อมถ้าคนพวกนี้ไม่หลีกทาง ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น——
"เจียงเฝ่ย!"
มีคนเบียดเสียดฝูงคนออกมา พุ่งตรงมาหาเจียงเฝ่ย ไม่ใช่ใครที่ไหน หลี่เยี่ยนผิงที่ไม่เจอกันหลายวันนั่นเอง
ร่างกายที่เคยอ้วนท้วน ซูบผอมลงไปถนัดตา
ตามหลังเธอมา คือเจียงเจิ้งคังและเจียงจื่อหมิง
"นังสารเลวสมควรตาย! แกทำพวกฉันลำบากกันหมด!" หลี่เยี่ยนผิงกางกรงเล็บพุ่งใส่เจียงเฝ่ย วินาทีต่อมา ก็ถูกถีบกระเด็นลงไปกองกับพื้น น้ำกระจายบาน
"แม่!" เจียงจื่อหมิงวิ่งไปพยุงหลี่เยี่ยนผิงขึ้นมา ถลึงตาใส่เจียงเฝ่ย:
"พวกเราถูกเธอทำจนมีบ้านกลับไม่ได้ เธอไม่รีบขอโทษ ยังมาลงมือทำร้ายแม่ฉันอีก จิตสำนึกเธอโดนหมาแดกไปแล้วเหรอ?!"
เจียงจื่อหมิงปากด่าเจียงเฝ่ย แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้
ความเจ็บปวดจากมีดที่ปักต้นขายังฝังใจเขาอยู่
เจียงเฝ่ยยิ้มเยาะ "พวกแกกลับบ้านไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับฉัน?"
หลี่เยี่ยนผิงที่ลุกขึ้นมาได้ โกรธจนหน้าบิดเบี้ยว "ก็เพราะแกนั่นแหละ! พวกฉันถึงติดอยู่ชานเมืองเกือบตาย!"
เมื่อไม่กี่วันก่อน พายุฝนถล่มบ้านเก่าจนจมมิด
พวกเขาต้องเกาะแผ่นไม้ลอยคอตามน้ำ ไร้ที่ไป หิวก็กินน้ำสกปรก หิวก็เก็บขยะบนผิวน้ำกิน
บังเอิญว่าคุณก่วนออกมาช่วยคนที่ตกน้ำ
พอรู้ว่ายวี่หลานย่วนรับผู้ประสบภัย พวกเขาก็หน้าด้านขออยู่ต่อ
ไม่คิดว่าจะมาเจอนังเด็กเวรนี่
แถมยังเป็นลูกบ้านยวี่หลานย่วนอีก
แอบซื้อบ้านลับหลังพวกเขางั้นสิ!
หลี่เยี่ยนผิงกลอกตา แสร้งทำเป็นจนใจ "ที่ป้าโมโหใส่ ก็เพราะเป็นห่วงหลานนะ ติดต่อหลานไม่ได้ตั้งหลายวัน ป้ากลุ้มจนนอนไม่หลับ กลัวหลานจะเป็นอันตรายข้างนอก"
"ตอนนี้ดีแล้ว พวกเราครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันแล้ว"
"อย่ามัวยืนบื้ออยู่ตรงนั้นเลย กลับบ้านกันเถอะ"