- หน้าแรก
- ข้าคือประมุขตระกูลเซียน
- บทที่ 52 - เมิ่งไป๋โจว
บทที่ 52 - เมิ่งไป๋โจว
บทที่ 52 - เมิ่งไป๋โจว
บทที่ 52 - เมิ่งไป๋โจว
สันเขามังกร ตั้งอยู่ห่างจากท่าข้ามเมฆาเหินไปทางเหนือสี่สิบลี้ เป็นสันเขาที่นูนขึ้นมา คดเคี้ยวไปมาประหนึ่งมังกรอสรพิษที่หมอบอยู่กับพื้น จึงได้ชื่อว่าสันเขามังกร
ท่าข้ามเมฆาเหินก็อยู่ภายใต้เขตป้องกันของสันเขามังกรเช่นกัน นับตั้งแต่แปดหน่วยธงของค่ายทมิฬถูกยุบรวมเป็นสี่หน่วยธง สถานที่แห่งนี้ก็อยู่ภายใต้การบัญชาการของผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานสองคน คือจางเจาและเฉินเซียนถัง มีผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณใต้บังคับบัญชากว่าสามสิบคน กระจายกำลังกันอยู่ในพื้นที่แปดสิบลี้โดยรอบสันเขามังกร
ณ จุดสูงสุดของสันเขามังกร คือพื้นที่ที่จางเจาเคยตั้งค่ายพักแรมอยู่ก่อนหน้านี้ ทว่าบัดนี้กลับมีสภาพยับเยิน บนพื้นมีศพเพิ่มขึ้นมากว่าสิบศพ แต่ล้วนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณเท่านั้น
"ศิษย์พี่เมิ่ง ผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานอีกคนหนีไปแล้ว!"
ศิษย์สายตรงของหอกระบี่ม่วงในอาภรณ์สีม่วงคนหนึ่ง ควบกระบี่เหินมาจากทางทิศเหนือ ตะโกนบอกร่างในอาภรณ์สีม่วงอีกคนที่อยู่ใจกลางด้วยเสียงอันดัง ท่าทางนอบน้อมยิ่งนัก
ในยามนี้ ผู้ที่เฉินเซียนถังกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็คือศิษย์พี่เมิ่งที่ศิษย์สายตรงผู้นี้เอ่ยถึง... เมิ่งไป๋โจว
เมิ่งไป๋โจวสวมอาภรณ์สีม่วงตลอดร่าง สิ่งที่แตกต่างจากศิษย์สายตรงอีกคนก็คือ ผมยาวด้านหลังศีรษะของเขาถูกรวบไว้ด้วยแถบผ้าไหมสีทองเส้นหนึ่ง ผมยาวสยายลงมาด้านหลังแต่กลับไม่ยุ่งเหยิง รูปร่างหน้าตาของเขาก็จัดอยู่ในระดับหล่อเหลา ช่างเป็นบุรุษผู้มีรูปโฉมโดดเด่นอย่างแท้จริง ทำให้ผู้คนยากที่จะเกิดความรู้สึกชิงชังได้
เมื่อได้ยินรายงานของคนผู้นั้น เมิ่งไป๋โจวก็มิได้หันกลับไป เพียงแค่เอ่ยว่า "รู้แล้ว" ดูเหมือนว่าจะมิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ บนหน้าผากของเฉินเซียนถังเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาเพิ่งจะอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่ง รากฐานก็ยังไม่มั่นคงนัก เมิ่งไป๋โจวที่อยู่ตรงหน้า เมื่อครู่เพียงแค่โจมตีออกไปตามอำเภอใจ ก็เล่นงานจางเจาจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะมีพลังบำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เขาไม่มีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน
วันนี้ เดิมทีเขาบำเพ็ญเพียรอย่างสงบอยู่ที่ท่าข้ามเมฆาเหิน ทว่าทิศทางของสันเขามังกรกลับส่งคำสั่งสัญญาณควันสีเหลืองออกมา เขากับจางเจาร่วมกันรับผิดชอบเขตป้องกันสันเขามังกร หากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ผู้นำกัวจะต้องโทษเขาเป็นแน่ ด้วยความจนปัญญา เขาจึงรีบเดินทางมาในทันที
แต่กลับพบว่าผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณใต้บังคับบัญชาของจางเจาตายไปแล้วยี่สิบกว่าคน ส่วนจางเจาก็ถูกเมิ่งไป๋โจวผู้นี้โจมตีจนล่าถอยไม่เป็นกระบวน เมื่อเห็นเขามาถึง กลับถอยหนีไปในทันที
"เจ้าเฒ่าสารเลวนั่น ทำข้าเดือดร้อนแสนสาหัส!" เฉินเซียนถังร่ำร้องโหยหวนอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย ประสานมือคารวะเมิ่งไป๋โจว
"สหายเมิ่ง ข้าน้อยคือเฉินเซียนถัง ผู้ติดตามของตระกูลหลี่ ได้เข้าร่วมกับหอกระบี่ม่วงนานแล้ว หวังสหายเมิ่งโปรดพิจารณา!"
เมิ่งไป๋โจวจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้ม แต่กลับไม่เอ่ยวาจาใด เฉินเซียนถังพลันใจหายวาบ ตระหนักได้ถึงความไม่เหมาะสมในทันที
นี่มันเห็นคนอื่นเป็นคนโง่หรืออย่างไร! หนึ่งไม่มีหลักฐาน สองไม่มีพยาน เมิ่งไป๋โจวจะเชื่อเขาได้อย่างไร?
ศิษย์สายตรงอีกคนที่อยู่ข้างๆ ได้เข้ามาล้อมเขาไว้แล้ว จ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร ถึงกับเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นอยู่บ้างว่า "ศิษย์พี่เมิ่ง คนผู้นี้มอบให้ข้าเถิด! แต้มคุณูปการของท่านก็รั้งอันดับสองแล้ว ไม่ขาดหนึ่งหมื่นแต้มนี้หรอก"
หัวใจของเฉินเซียนถังพลันดิ่งวูบ ตระหนักได้ว่าคงหนีไม่พ้นเสียแล้ว ทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้าล้วนมีขอบเขตพลังที่สูงกว่าเขา อีกทั้งความสามารถในการต่อสู้ของศิษย์หอกระบี่ม่วงก็สูงกว่าผู้บำเพ็ญฌานอิสระเช่นพวกเขาอยู่แล้ว หากคิดจะหนี เกรงว่าคงจะตายเร็วยิ่งขึ้น
"ให้เจ้าก็ได้ จัดการให้เร็วเข้า! พวกเรายังมีธุระต้องทำ"
เมื่อได้ยินคำพูดของศิษย์พี่เมิ่ง แววตาของจ้าวโจวก็ฉายประกายลิงโลด ในบรรดาศิษย์สายตรง เขาถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ แม้จะไม่มีวาสนาได้ชิงสามอันดับแรกของผลงานการรบในครั้งนี้ แต่การสะสมผลงานการรบให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของในสำนักได้มากขึ้นก็นับว่าดียิ่ง
พลันเห็นประกายแสงวิญญาณวาบขึ้นในมือ กระบี่ยาวที่เหยียบอยู่ใต้เท้าก็ลอยขึ้นมาอยู่ในมือ ร่างทั้งร่างพุ่งตรงไปยังเฉินเซียนถังที่อยู่เบื้องหน้า กระบี่ยาวในมือพลันเปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่นับร้อยนับพันสายในชั่วพริบตา ปิดล้อมเฉินเซียนถังไว้ทั้งซ้ายและขวา
"ศิษย์พี่เป็นอย่างไรบ้าง! เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า เงากระบี่จำนวนเท่านี้ พอจะผ่านสายตาท่านได้หรือไม่!" แววตาของจ้าวโจวฉายประกายความภาคภูมิใจอยู่บ้าง เขาไม่เห็นเฉินเซียนถังอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย พลางโจมตีพลางสนทนากับเมิ่งไป๋โจว เมื่อเห็นว่าเมิ่งไป๋โจวเพียงแค่ปรายตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจ และไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใด แววตาของจ้าวโจวก็ฉายประกายความอิจฉาที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ
เมิ่งไป๋โจวมีชาติกำเนิดต่ำต้อย เพิ่งจะถูกผู้อาวุโสท่านหนึ่งรับเข้าสำนักเมื่ออายุได้สิบกว่าปี แต่หลังจากนั้นกลับราวกับเปิดทางลัด ชั่วเวลาเพียงห้าสิบปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน ปัจจุบันอายุเพิ่งจะแปดสิบกว่าปี แต่กลับมีพลังบำเพ็ญเพียรถึงระดับสร้างรากฐานขั้นที่ห้าแล้ว ในบรรดาศิษย์สายตรงของหอกระบี่ม่วง ยิ่งถูกจัดอยู่ในอันดับที่เจ็ด หากเป็นผู้อื่น ก็คงไม่นับเป็นกระไร ท้ายที่สุดแล้ว แม้อัจฉริยะจะมีน้อย แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีเลย
ทว่า มีชาติกำเนิดต่ำต้อยถึงเพียงนี้ แต่กลับโดดเด่นเจิดจ้าถึงเพียงนี้ มันช่างกระทบกระเทือนจิตใจของผู้คนมากมายเสียเหลือเกิน
จ้าวโจวก็เป็นหนึ่งในศิษย์สายตรงเหล่านั้น เขามีชาติกำเนิดมาจากตระกูลจ้าวแห่งเมืองกระบี่คำราม แต่กลับมิอาจเทียบได้กับเมิ่งไป๋โจวที่มีชาติกำเนิดมาจากคนธรรมดา มิใช่แค่เขาเท่านั้น ในหอกระบี่ม่วง ศิษย์จากตระกูลสูงศักดิ์ที่ไม่ชอบหน้าเมิ่งไป๋โจวมีอยู่นับไม่ถ้วน
ทว่า ด้วยความเกรงกลัวในความแข็งแกร่งของเมิ่งไป๋โจว ประกอบกับถานเชียน อาจารย์ของเขา ก็มีพลังบำเพ็ญเพียรในระดับท่านผู้สูงส่ง ทุกคนจึงไม่กล้าล่วงเกินเขา ทำได้เพียงเก็บงำความอิจฉาริษยาไว้ในใจ
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นอันมืดมนในใจของจ้าวโจวก็ถูกจุดประกายขึ้นมา เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์จู่โจมเข้าใส่เฉินเซียนถังที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย แต่เฉินเซียนถังก็ยังไม่ยอมแพ้ เส้นไหมสีแดงเพลิงเส้นหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟ พลันเลื้อยออกมาจากข้อมือของเขาอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหาอาวุธวิเศษกระบี่ของจ้าวโจวในทันที ก่อนจะพันกระบี่เล่มนั้นเอาไว้
ไหมเพลิงแดง อาวุธวิเศษของเฉินเซียนถัง แม้จะเป็นเพียงชั้นเลิศ แต่เขาก็ใช้งานมันมานานหลายปีจนคล่องแคล่วดั่งใจนึก ชั่วขณะหนึ่ง จ้าวโจวกลับมิอาจดิ้นให้หลุดได้
น่าเสียดายที่การโจมตีของเขามิได้เรียบง่ายเพียงเท่านั้น แววตาของจ้าวโจวฉายประกายอำมหิต
เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์!
เงากระบี่นับร้อยนับพันสายที่เพิ่งส่งออกไปเมื่อครู่ บัดนี้ได้แผ่ขยายออกไป ปิดล้อมเฉินเซียนถังไว้อย่างสมบูรณ์ เงากระบี่เหล่านั้นดูเหมือนจะเลื่อนลอยไร้ตัวตน แต่คมกระบี่กลับคมกริบอย่างหาใดเปรียบ พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ทำให้ร่างของเฉินเซียนถังปรากฏบาดแผลขึ้นมานับไม่ถ้วนในชั่วพริบตา
เฉินเซียนถังหาได้ใส่ใจไม่ ในขณะที่ร่างกายกำลังหลบหลีก เขาก็ทำเพียงแค่ให้เงากระบี่เหล่านั้นไม่โดนจุดสำคัญเท่านั้น หางตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เมิ่งไป๋โจวที่อยู่ด้านข้างตลอดเวลา
จ้าวโจวผู้นี้มีพลังบำเพ็ญเพียรเพียงระดับสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่ง เทียบเท่ากับตนเอง แม้ว่าความแข็งแกร่งอาจจะเหนือกว่าตนเองอยู่บ้าง แต่ก็มีจำกัด เฉินเซียนถังต่อสู้ชนิดเอาชีวิตรอดก็มิได้อ่อนแอไปกว่ากัน ยังไม่แน่ว่าจะต้องกลัวเขา
แต่ปัญหาคือ ข้างๆ ยังมีเมิ่งไป๋โจวที่น่าสะพรึงกลัวอยู่อีกคน นั่นคือยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นที่ห้า หากประมาทแม้แต่น้อย อีกฝ่ายฟาดกระบี่เดียวปลิดชีพเขา ก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
"วางใจเถิด มิต้องสนใจข้า ตั้งใจต่อสู้กับเขาไปเถอะ ก่อนที่ผลแพ้ชนะจะออกมา ข้าไม่ลงมือ!"
เมิ่งไป๋โจวมองเห็นความกังวลของเฉินเซียนถังได้ในทันที แต่กลับเอ่ยปากช่วยขจัดความกังวลให้เขาในบัดดล
แม้ในใจจะรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่เฉินเซียนถังกลับไม่ดีใจเลยแม้แต่น้อย เมิ่งไป๋โจวผู้นี้มิได้มีความคิดที่จะปล่อยตนเองไปเลย
แววตาของจ้าวโจวฉายประกายความอับอายและโกรธเคือง เฉินเซียนถังต่อกรกับตนเอง แต่กลับยังกล้าไปให้ความสนใจกับผู้อื่น นี่มันดูถูกเขากันชัดๆ
ด้วยความอับอายและโกรธเคือง การลงมือจึงรวดเร็วขึ้นอีกหลายส่วน กระบี่ยาวแทงตรงไปยังใบหน้าของเฉินเซียนถัง โดยไม่สนใจเลยว่าบนกระบี่ยาวยังคงมีไหมเพลิงแดงของเฉินเซียนถังพันอยู่
แววตาฉายประกายอำมหิต เฉินเซียนถังส่งพลังวิญญาณในมือออกไปเบาๆ ไหมเพลิงแดงพลันเลื้อยต่อจากกระบี่ยาวของจ้าวโจวไปยังเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็ปีนป่ายขึ้นไปถึงข้อมือของจ้าวโจว
ในขณะเดียวกัน แม้ว่ากระบี่ยาวของจ้าวโจวจะเข้ามาใกล้แล้ว แต่เฉินเซียนถังกลับเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบไปครึ่งก้าว ปล่อยให้กระบี่ยาวแทงทะลุแขนของเขาไป
กระบี่เดียวได้ผล แต่จ้าวโจวกลับไม่มีสีหน้ายินดีเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก จ้องมองมือที่กุมกระบี่ของตนเอง
ไหมเพลิงแดงได้แทงทะลุเข้าไปจากปลายนิ้วของเขาแล้ว บางครั้งก็ทะลุผิวหนังออกมา บางครั้งก็มุดเข้าไปในเนื้อหนัง แทงทะลุฝ่ามือของเขาไปมาหลายรอบ ราวกับรอยเย็บแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปลวไฟที่เกาะอยู่บนไหมเพลิงแดง ดูเหมือนจะมีพิษอัคคีที่รุนแรงแฝงอยู่ด้วย ฝ่ามือของเขากลายเป็นสีแดงฉานในเวลาอันรวดเร็ว
"ปล่อยมือ!"
ในชั่วขณะนั้นเอง เมิ่งไป๋โจวก็ทนนั่งดูต่อไปไม่ไหว!
หากเขายังไม่ลงมืออีก มือของเจ้าเด็กจ้าวโจวนี่คงได้พิการในไม่ช้า
เป็นจริงดังคาด เมิ่งไป๋โจวลงมืออย่างเด็ดขาด ตะโกนเสียงดังลั่น พลังวิญญาณในมือก็มิได้โคจรแม้แต่น้อย ท่วงท่าพลันปะทุออกมาอย่างรุนแรง นิ้วมือชี้ตรงไปยังเฉินเซียนถังในทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงความคมกล้าของพลังวิญญาณที่ปลายนิ้ว เฉินเซียนถังก็ไม่กล้าประมาท รีบชักไหมเพลิงแดงกลับมา พลางเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง
พลังดัชนีสายนั้นถูกเฉินเซียนถังหลบได้ พุ่งกระทบลงบนพื้นดินด้านหลัง ทิ้งไว้ซึ่งรูกลมขนาดเท่านิ้วมือ ไม่รู้ว่าทะลุลงไปลึกเพียงใด มีเพียงควันจางๆ ลอยออกมาจากรูกลมนั้น
"ฝีมือดัชนีแก่นวิญญาณของข้ายังไม่ถึงขั้นจริงๆ!" เมิ่งไป๋โจวส่ายหน้า ดูเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้างที่เฉินเซียนถังหลบการโจมตีของเขาได้
บนมือขวาของจ้าวโจวกำลังมีควันสีดำที่เกิดจากพิษอัคคีลอยออกมา เขาทั้งตื่นกลัวและตระหนก ไม่กล้าประมาท รีบนั่งขัดสมาธิกับพื้น โคจรพลังวิญญาณเพื่อต้านทานพิษ แม้ว่าไหมเพลิงแดงของเฉินเซียนถังจะรุนแรง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงพลังบำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่ง มือของจ้าวโจวยังไม่ถึงกับพิการ
เมิ่งไป๋โจวเห็นปฏิกิริยาของจ้าวโจว แววตาฉายประกายดูแคลนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากเยาะเย้ย กลับกัน เขามองไปที่เฉินเซียนถังแล้วกล่าวว่า "มีฝีมืออยู่บ้าง น่าเสียดายที่ไปเป็นสุนัขรับใช้ให้ตระกูลกัว ตายเสียเถิด!"
สีหน้าของเฉินเซียนถังปรากฏแววหวาดกลัว หากเมิ่งไป๋โจวลงมือ เขาคงไม่มีทางรอดชีวิตไปได้เป็นแน่ จึงรีบเอ่ยว่า "สหายเมิ่ง ข้าน้อยมิได้โป้ปดแม้แต่น้อย ตระกูลหลี่ของข้าเข้าร่วมกับสำนักของท่านนานแล้ว ท่านอย่าได้สังหารคนของตนเองผิด!"
เมิ่งไป๋โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เชื่อเขา เขหยิบขลุ่ยยาวเลาหนึ่งออกมา แต่กลับไม่ได้เป่ามัน หากแต่ใช้มือทั้งสองข้าง ชักขลุ่ยยาวนั้น
ในขลุ่ยยาวเลานั้นกลับซ่อนกระบี่บางเล่มหนึ่งไว้ มันบางราวกับปีกของจักจั่น เบาราวกับเส้นไหม มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ท่วงท่าร่างของเมิ่งไป๋โจวนั้นเป็นเลิศ เพลงกระบี่ก็เปลี่ยนแปลงนับพันหมื่น ควบคู่ไปกับกระบี่ขลุ่ยหยกอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ในชั่วพริบตา เขาก็บีบคั้นเฉินเซียนถังจนไร้หนทางหนี เกือบจะจบชีวิตลงใต้คมกระบี่อยู่รอมร่อ
"ผู้อาวุโสเมิ่งโปรดไว้ชีวิต! ผู้น้อยคือหลี่ชิงเซียว ผู้นำตระกูลหลี่แห่งเมืองป่ามรกต ปี้อวี่คือน้องสาวร่วมตระกูลของข้า!"
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอันร้อนรนก็ดังมาจากทางทิศใต้ การเคลื่อนไหวในมือของเมิ่งไป๋โจวพลันชะงักงันในบัดดล ประโยคก่อนหน้านั้นยังไม่เท่าใด แต่พอได้ยินประโยคที่ว่า "ปี้อวี่คือน้องสาวร่วมตระกูลของข้า" การโจมตีอันดุดันก็พลันหยุดชะงักในทันที เขามองไปยังคนที่กำลังมาจากแดนไกล
หลี่ชิงเซียวในอาภรณ์สีคราม สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เมื่อเห็นว่าเฉินเซียนถังเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย คนยังไม่เป็นอันใดมากนัก เขาจึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมิ่งไป๋โจวยังคงจ้องมองเขา หลี่ชิงเซียวเข้าใจดีว่า คำพูดเมื่อครู่ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเชื่อถือได้ จึงรีบโค้งกายคารวะ "ผู้อาวุโสเมิ่ง น้องสาวปี้อวี่ของข้าเคยเอ่ยถึงท่านให้ข้าฟังอยู่บ่อยครั้ง ในตอนนั้นนางยังเยาว์วัยไร้เดียงสา หากมิได้ศิษย์พี่เมิ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างกล้าหาญ ทั้งยังชักนำนางเข้าสู่หอกระบี่ม่วง เกรงว่าคงไม่มีนางในวันนี้
น้องสาวร่วมตระกูลเคยกล่าวไว้ว่า ศิษย์พี่เมิ่งมีพรสวรรค์เป็นเลิศ บำเพ็ญเพียรสูงล้ำ นับเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของหอกระบี่ม่วง วันนี้ได้มาพบด้วยตนเอง ถึงได้รู้ว่าชื่อเสียงอันเลื่องลือนั้นมิได้มาเพราะโชคช่วย ผู้น้อยหลี่ชิงเซียว ขอคารวะผู้อาวุโสเมิ่ง"
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจนิสัยใจคอของเมิ่งไป๋โจวผู้นี้ หลี่ชิงเซียวจึงตัดสินใจที่จะลองยกยอปอปั้นดูก่อน
เมื่อเมิ่งไป๋โจวได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้ของหลี่ชิงเซียว จริงๆ แล้วในใจเขาก็เชื่อไปแล้วเจ็ดส่วน เรื่องที่เขาช่วยหลี่ปี้อวี่ที่เมืองธาราครามนั้นเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับศิษย์ในสำนักคนใด
หลี่ชิงเซียวกำลังรอให้เมิ่งไป๋โจวเอ่ยวาจา ไม่นึกว่าอีกฝ่ายกลับเผยสีหน้าคาดหวังออกมาในยามนี้ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ศิษย์น้องปี้อวี่กล่าวถึงข้าเช่นนั้นจริงๆ หรือ?"
หลี่ชิงเซียวเผยรอยยิ้มที่ทุกคนต่างก็เข้าใจความหมายออกมาในทันที เขาพลันกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "จะเป็นเท็จไปได้อย่างไร? น้องสาวของข้าชื่นชมในความเป็นคนของผู้อาวุโสเมิ่งอย่างยิ่งยวด ทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความเลื่อมใส นางบอกว่าในบรรดาศิษย์หอกระบี่ม่วง ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงกับผู้อาวุโสเมิ่งได้เลย..."
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งไป๋โจวก็ยิ่งกว้างขึ้น เขาเดินตรงเข้าไปตบไหล่ของหลี่ชิงเซียวเบาๆ พลางแสร้งทำเป็นโกรธเคืองว่า "เจ้าเป็นพี่ชายของปี้อวี่ เช่นนั้นก็ถือเป็นคนรุ่นเดียวกับข้า เหตุใดต้องเรียกผู้อาวุโส เรียกข้าว่าสหายเมิ่งก็พอ!
ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว มาๆๆ เจ้าตามข้ากลับไปคุยกันโดยละเอียดเถิด สหายเฉินผู้นี้ร่างกายมิได้เป็นอันใดมาก พักผ่อนสักครู่ก็หายแล้ว!"
พลางกล่าววาจา เมิ่งไป๋โจวก็พลางดึงแขนหลี่ชิงเซียวให้เดินไปด้านข้าง ดูเหมือนว่าเขาอยากจะรู้เรื่องราวของตนเองจากปากของหลี่ปี้อวี่ให้มากขึ้นอีก
คราวนี้ดีเลย หลี่ชิงเซียวปล่อยให้เขาดึงแขนไปตามใจชอบ ความกังวลใจที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
เดิมที นึกว่าเมิ่งไป๋โจวผู้นี้เพียงแค่เคยช่วยหลี่ปี้อวี่ไว้ครั้งหนึ่งเท่านั้น มิได้มีความสัมพันธ์อันใดที่ลึกซึ้ง ท้ายที่สุดแล้ว หลี่ปี้อวี่ก็ไม่เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือนางผู้นี้ให้ฟังมากนัก
ดูจากท่าทีในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าคนสองคนนี้มีปัญหา!
เมิ่งไป๋โจว... ดูท่าจะหลงน้องสาวข้าเอาการ!