เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 - ศิษย์สายตรงมาถึงแล้ว

บทที่ 51 - ศิษย์สายตรงมาถึงแล้ว

บทที่ 51 - ศิษย์สายตรงมาถึงแล้ว


บทที่ 51 - ศิษย์สายตรงมาถึงแล้ว

ศักราชตงจี๋ลี่ปีที่สองพันสองร้อยเจ็ดสิบ วันที่สาม เดือนสี่ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง

ณ ท่าข้ามเมฆาเหิน ศิษย์หอกระบี่ม่วงสามคน หนึ่งนำหน้าสองตามหลัง ซุ่มซ่อนร่างอยู่บริเวณหาดน้ำตื้น ค่อยๆ คืบคลานอย่างเงียบเชียบ ผู้ที่นำหน้าสุดสวมอาภรณ์สีทอง สองคนที่ตามหลังสวมอาภรณ์สีขาว เป็นชุดเครื่องแบบของศิษย์หอกระบี่ม่วงอย่างชัดเจน

"ศิษย์น้องอวี๋ สถานที่แห่งนี้เปลี่ยวร้างถึงเพียงนี้ เจ้าแน่ใจหรือว่ามีผู้บำเพ็ญฌานประจำการอยู่ที่นี่?" หลิวเหวินซงคืบคลานมาเป็นเวลานาน เริ่มแสดงอาการไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เอ่ยถามอวี๋เจียงที่อยู่ด้านซ้ายข้างหลังด้วยเสียงแผ่วเบา

อวี๋เจียงส่ายหน้า พลางแย้งว่า "เป็นไปไม่ได้ขอรับศิษย์พี่หลิว เมื่อหลายเดือนก่อนข้าเคยมาที่นี่ สถานที่แห่งนี้เฝ้าระวังโดยตระกูลหลี่ ตระกูลระดับสร้างรากฐานที่อ่อนแอแห่งหนึ่งของค่ายทมิฬ มีผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานเพียงคนเดียว ตอนนี้ศิษย์พี่เมิ่งกำลังโจมตีสันเขามังกรอยู่ ผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานของที่นี่ย่อมต้องไปสนับสนุนอย่างแน่นอน ที่นี่ย่อมเหลือเพียงผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณไม่กี่คน"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเหวินซงจึงข่มความไม่พอใจในใจเอาไว้ พลางมุ่งหน้าสำรวจต่อไป

ผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณขั้นสูงหนึ่งคนสามารถแลกแต้มคุณูปการได้ถึงห้าร้อยแต้ม เขาาสะสมแต้มคุณูปการได้สองพันกว่าแต้มแล้ว แม้จะหมดหวังในการชิงสามอันดับแรกของศิษย์สายใน แต่การกอบโกยแต้มคุณูปการกลับไปยังสำนักให้มากขึ้น ต่อให้เพียงเพื่อแลกศิลาวิญญาณก็ยังนับว่ามีประโยชน์

นับตั้งแต่สี่ปีก่อนที่หอกระบี่ม่วงได้ทำการทดสอบแนวป้องกันทั้งหมดหนึ่งรอบแล้ว ก็เริ่มเปิดฉากบุกโจมตีเต็มกำลัง

ภายหลังได้พิสูจน์แล้วว่า การทดสอบในระลอกนั้นได้ผลดียิ่งนัก

ค่ายใหญ่ทั้งหกแห่งแทบจะหลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้งภายในไม่ได้ และความขัดแย้งส่วนใหญ่ก็มิอาจประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พอหอกระบี่ม่วงบุกโจมตีเข้ามา ก็เกิดสถานการณ์ต่างๆ นานา เช่น การสนับสนุนที่ล่าช้า หรือการจงใจสร้างอันตรายให้แก่กัน

ดังเช่นในเดือนเก้า ปีสองพันสองร้อยหกสิบเจ็ด แนวป้องกันสามสายทางทิศเหนือของค่ายเพลิงสวรรค์ล้วนอยู่ภายใต้การป้องกันของตระกูลไป่หลี่ และได้เผชิญหน้ากับการโจมตีของศิษย์สายตรงหลายคนจากหอกระบี่ม่วงในเวลาเดียวกัน จึงได้ยิงคำสั่งสัญญาณควันสีเหลืองไปทางทิศใต้เพื่อขอความช่วยเหลือ

แต่ผู้ที่ประจำการอยู่ทางทิศใต้คือผู้ใดเล่า! คือตระกูลจงแห่งเมืองเพลิงพิโรธ ในฐานะตระกูลผู้ปรุงยาแห่งเมืองเพลิงพิโรธเช่นเดียวกัน ตระกูลไป่หลี่และตระกูลจงต่างก็ต่อสู้ห้ำหั่นกันทั้งอย่างเปิดเผยและลับๆ มานานหลายร้อยปี เมื่อรู้ว่าผู้ที่ร้องขอการสนับสนุนคือตระกูลไป่หลี่ ผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานห้าหกคนก็เคลื่อนไหวอย่างอ้อยอิ่ง รอกระทั่งตระกูลไป่หลี่ถูกสังหารยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานไปถึงสองคน จึงค่อยมาถึงอย่างเชื่องช้า

เหตุการณ์นี้เรียกได้ว่าเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ผู้นำตระกูลไป่หลี่ ไป่หลี่โป๋เหวินโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟภายหลัง เกือบจะลงมือต่อสู้กับจงหลีถิง ผู้นำตระกูลจง ได้ยินมาว่าท้ายที่สุดหากมิใช่เพราะท่านผู้สูงส่งไป่ชวนออกหน้าด้วยตนเอง สงครามครั้งใหญ่นี้ที่ฝ่ายตนยังไม่ทันรบก็หันมาตีกันเองเสียแล้ว คงได้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วเป็นแน่

นี่เป็นเพียงเรื่องราวใหญ่โตเรื่องหนึ่งที่ถูกโจษจันกันไปทั่วเท่านั้น แนวป้องกันของค่ายใหญ่อีกสี่แห่งยิ่งเลวร้ายกว่า มีเพียงค่ายวายุทมิฬที่ท่านผู้สูงส่งไป่ชวนบัญชาการอยู่ด้วยตนเองเท่านั้นที่สถานการณ์ยังพอจะดีอยู่บ้าง

เมื่อกลุ่มคนที่รวมตัวกันอย่างจับฉ่ายเช่นนี้ต้องมาปะทะกับเหล่าศิษย์ผู้เก่งกาจของหอกระบี่ม่วง พริบตาก็แตกพ่ายกระจัดกระจาย ท่านผู้สูงส่งไป่ชวนเมื่อรู้ตัวในภายหลัง ก็รีบหาทางรับมือในทันที โดยการแยกย้ายและจัดทัพใหม่ให้กับตระกูลที่เป็นปรปักษ์ต่อกันในแต่ละค่าย สถานการณ์จึงค่อยคลี่คลายลงบ้างเล็กน้อย

ต่อมา เมื่อพบว่าภายใต้การต่อสู้แบบตัวต่อตัว เหล่าผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานของหกเมืองมิใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์สายตรงจากหอกระบี่ม่วงเลยแม้แต่น้อย เหล่าผู้นำของค่ายใหญ่ทั้งหกจึงได้ปรับลดหน่วยธงในสังกัดลงอีกขั้น โดยกำหนดให้หน่วยรบย่อยต้องมีผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานอย่างน้อยสองคนเป็นผู้นำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความแข็งแกร่งของกองทัพก็เพิ่มขึ้น และการรุกคืบของหอกระบี่ม่วงก็เริ่มชะงักงันลงเล็กน้อย

ทว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวป้องกันที่เดิมทียาวถึงสองพันกว่าลี้ ก็หดสั้นลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันเหลือความยาวไม่ถึงหนึ่งพันลี้แล้ว

เดิมที แต่ละฐานที่มั่นมีผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานเพียงคนเดียว หากศิษย์สายในระดับอาภรณ์ทองเช่นพวกเขาร่วมมือกันโจมตี ล่อให้ผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานออกไป ก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับแต้มคุณูปการอยู่บ้าง

แต่ทว่า ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนที่ท่านผู้สูงส่งไป่ชวนออกคำสั่งให้ผู้บำเพ็ญฌานระดับสร้างรากฐานสองคนนำทัพหน่วยรบย่อยหนึ่งหน่วย ศิษย์ชั้นยอดระดับฝึกปราณขั้นสูงเช่นพวกเขาก็ยากที่จะลงมือตามลำพังได้

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของวันนี้ เมื่อทราบข่าวว่ามีศิษย์สายตรงคนหนึ่งในสำนักกำลังบุกโจมตีค่ายบัญชาการธงรวมของค่ายทมิฬ หลิวเหวินซงก็ได้ข่าวจากอวี๋เจียง ศิษย์สายในอีกคน ว่าฐานที่มั่นท่าข้ามเมฆาเหินมีเพียงผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณขั้นสูงเฝ้าอยู่เพียงคนเดียว เขาจึงรีบเดินทางมาในทันที

ทั้งสามคนค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไปใกล้ และในไม่ช้าก็เกือบจะถึงใจกลางของฐานที่มั่น ในชั่วขณะนั้นเอง หลิวเหวินซงก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติจากใต้ฝ่าเท้า พลังวิญญาณทั่วร่างพลันปะทุขึ้น ถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

"แย่แล้ว ถูกพบตัวแล้ว!"

เมื่อได้ยินเสียงร้องตกใจของหลิวเหวินซง อีกสองคนก็ไม่ปิดบังลมปราณอีกต่อไป พลันทะยานร่างถอยหลัง

ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งตรงไปยังจุดที่ทั้งสามคนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ พลันบังเกิดเป็นละอองน้ำสาดกระเซ็น เบื้องหน้าปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามในอาภรณ์สีคราม อายุราวซาวต้นๆ ยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อใดมิทราบได้ เขากำลังจ้องมองพวกเขาทั้งสามด้วยรอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้ม

"เป็นเจ้านี่เอง ข้าจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนข้าเคยไว้ชีวิตเจ้าไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังกล้ามาอีกหรือ คราวนี้ยังพาคนมาด้วย?"

บุรุษอาภรณ์ครามผู้นั้นก็คือหลี่ชิงเซียว แม้ว่าเวลาจะผ่านไปอีกสี่ปี รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม ท้ายที่สุดแล้วเขาเพิ่งจะอายุสามสิบสี่ปี บวกกับมีพลังบำเพ็ญเพียรค้ำจุน อายุจึงยังมิอาจทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนร่างของเขาได้

สี่ปีผ่านไป ท่าข้ามเมฆาเหินแห่งนี้ก็อยู่ภายใต้การดูแลของเขาแล้ว ค่ายทมิฬได้ยุบรวมจากแปดหน่วยธงเดิมเหลือเพียงสี่หน่วยธง เฉินเซียนถังและจางเจาสองคนจึงได้รวมกันเป็นหน่วยธงเดียว ประจำการอยู่ที่ท่าข้ามเมฆาเหินและสันเขามังกรทางทิศเหนือ เห็นได้ชัดว่ากัวว่านหลี่ได้ทำการบ้านมาแล้วเช่นกัน เขารู้ว่าตระกูลหลี่และตระกูลจางเป็นดองกัน จึงได้จัดทัพเช่นนี้

เพียงแต่จางเจาและตระกูลหลี่กลับไม่ลงรอยกันนัก พอเข้ารับตำแหน่งผู้คุมธงก็ย้ายหลี่จินหู่ไปที่อื่นทันที แม้ว่าเฉินเซียนถังจะเป็นรองผู้คุมธง แต่ก็มักจะถูกจางเจากดขี่ข่มเหงอยู่เสมอ ถูกส่งตัวไปสนับสนุนเส้นทางอื่นหลายต่อหลายครั้ง

ตลอดสี่ปีมานี้ หลี่ชิงเซียวประจำการอยู่ที่ท่าข้ามเมฆาเหินมาโดยตลอด ระหว่างนั้นก็เคยปะทะกับศิษย์หอกระบี่ม่วงที่บุกเข้ามาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงศิษย์สายในระดับฝึกปราณ หลี่ชิงเซียวและหลี่จินหู่สองคนก็สามารถรับมือได้ ศิษย์สายตรงระดับสร้างรากฐานกลับไม่เคยปรากฏตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ปัจจุบัน หน่วยรบย่อยที่ประจำการอยู่ที่ท่าข้ามเมฆาเหินมีทั้งหมดห้าคน หัวหน้าหน่วยคือหลี่ชิงเซียว ชุยเฮ่าและต่งซิงยังคงอยู่ที่นี่ สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ จางอวี่ ลูกพี่ลูกน้องของเขาก็ถูกจางเจาส่งตัวมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน คนสุดท้ายก็เป็นคนของตระกูลจาง ชื่อว่าจางซวิน

ทั้งสี่คนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณขั้นกลาง อีกทั้งจางซวินและจางอวี่ต่างก็เป็นคนในตระกูลที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของจางเจา เห็นได้ชัดว่าถูกส่งมาเพื่อกดขี่ชัดๆ

หลี่ชิงเซียวหาได้ใส่ใจไม่ และไม่ได้คิดจะต่อต้านจางเจา ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งหน้าตั้งใจเฝ้าระวังอยู่ที่ท่าข้ามเมฆาเหินอย่างเต็มที่ จวบจนกระทั่งบัดนี้

เมื่อได้ยินคำพูดเย้าแหย่ของหลี่ชิงเซียว สีหน้าของอวี๋เจียงก็พลันปรากฏแววไม่พอใจ เขามองไปทางหลิวเหวินซงที่อยู่ข้างกาย ความมั่นใจก็พลันเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "โอหังนัก! ศิษย์พี่หลิวก็อยู่ที่นี่ ยังมีที่ให้เจ้ามาอวดดีอีกหรือ!"

หลี่ชิงเซียวฉายแววอับจนปัญญาอยู่ในทีหลายปีมานี้ เขาได้ปะทะกับศิษย์หอกระบี่ม่วงมาหลายครั้ง ศิษย์เหล่านี้ช่างกล้าหาญเสียจริง เพื่อสิ่งที่เรียกว่าแต้มคุณูปการ ถึงกับไม่หวั่นเกรงความตาย

อย่างเช่นอวี๋เจียงที่อยู่ตรงหน้านี้ เมื่อสี่เดือนก่อน เขามากับผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณขั้นกลางอีกหกคน ในตอนนั้นหลี่ชิงเซียวจงใจเผยช่องโหว่และปล่อยเขาไป ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้จะกลับมาอีก

หลิวเหวินซงผู้นั้นมีพลังบำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นแปดจุดสูงสุดจริงอยู่ แต่ในสายตาของหลี่ชิงเซียวในยามนี้ ยังนับว่าไม่ควรค่าแก่การมอง

ในขณะนั้นเอง ผู้คนอีกหลายคนก็มาจากแดนไกล จางอวี่ ลูกพี่ลูกน้องของเขา เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบนำคนอีกสามคนที่เหลือรุดหน้ามาทางนี้ทันที

"จางอวี่ พวกเจ้าสี่คนไปรั้งตัวศิษย์อาภรณ์ขาวสองคนนั้นไว้ ข้าจะจัดการกับคนนี้เอง!" หลี่ชิงเซียวเอ่ยวาจา แต่ในแววตากลับลอบส่งสัญญาณให้จางอวี่ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง

นี่คือความหมายว่าให้เขาออมมือไว้ หากเป็นไปได้ หลี่ชิงเซียวไม่อยากสังหารศิษย์หอกระบี่ม่วงเลยแม้แต่คนเดียว ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ถือเป็นคนของฝ่ายหอกระบี่ม่วงมิใช่หรือ

จางอวี่ได้รับสัญญาณ ก็พยักหน้าเบาๆ

มิต้องกล่าววาจาให้มากความ หลี่ชิงเซียวชักกระบี่ลายเมฆาในมือออกมา พลังวิญญาณสายฟ้าสายหนึ่งพลันปะทุออกมาด้วยความเร็วสูง พุ่งตรงไปยังหลิวเหวินซง

"ระดับฝึกปราณขั้นแปดจุดสูงสุด!" หลิวเหวินซงฉายแววประหลาดใจในดวงตา ท้ายที่สุดแล้ว ในสายตาของเขา หลี่ชิงเซียวช่างดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังบำเพ็ญเพียรถึงเพียงนี้

ศิษย์หอกระบี่ม่วงส่วนใหญ่ก็ใช้กระบี่ หลิวเหวินซงย่อมไม่เป็นข้อยกเว้น กระบี่ยาวสีดำในมือของเขาเป็นเพียงอาวุธวิเศษชั้นกลางเท่านั้น พลังวิญญาณทั่วร่างพลันแผ่พุ่งออกมา ไม่หลบไม่หลีก เข้าปะทะกับหลี่ชิงเซียวในทันที

เมื่อกระบี่ยาวปะทะกัน หลิวเหวินซงสัมผัสได้ว่าระดับของอาวุธวิเศษของหลี่ชิงเซียวอยู่เหนือกว่าเขา สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันที เขาคิดจะใช้พลังวิญญาณสลายความคมกล้า แต่กลับพบว่าพลังวิญญาณของตนเองก็มิอาจเทียบได้กับความหนาแน่นของหลี่ชิงเซียวเลยแม้แต่น้อย

พลังวิญญาณสายฟ้าที่สั่นไหวสายหนึ่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือ หลิวเหวินซงพลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็ว นั่นคือสัญญาณของร่างกายและโลหิตที่กำลังถูกสายฟ้าทำลายล้าง

"เจอของแข็งแล้ว รีบหนี!"

เพียงแค่ปะทะกันคราเดียว หลิวเหวินซงก็ตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ หลี่ชิงเซียวที่อยู่ตรงหน้านี้แตกต่างจากผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณของตระกูลอื่นๆ ที่เขาเคยปะทะด้วยโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกที่เขามีต่อหลี่ชิงเซียวคือ แม้แต่คนในตระกูลกัวระดับฝึกปราณก็ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าหลี่ชิงเซียว

หลี่ชิงเซียวลอบยิ้มในใจ แต่กลับไม่ได้ไล่ตามเขาไป หากแต่เปลี่ยนเป้าหมาย พุ่งร่างไปยังอวี๋เจียงที่ยังหนีไปได้ไม่ไกลอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณในฝ่ามือตบลงไปทีหนึ่ง ร่างของอวี๋เจียงพลันแข็งค้าง ล้มลงไปกองกับพื้นในบัดดล

"มิต้องไล่ตามแล้ว พวกเจ้ากลับไปเฝ้าต่อเถิด ข้าจะสอบสวนเขาเอง!"

บัดนี้ คนทั้งสี่ที่อยู่ที่นี่ ล้วนแต่นอบน้อมต่อหลี่ชิงเซียว เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้านเลยแม้แต่น้อย มีเพียงจางอวี่เท่านั้นที่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เขาจึงไม่รั้งอยู่ที่นี่ต่อ พาสามสหาย ต่งซิง ชุยเฮ่า และจางซวินจากไปอย่างรวดเร็ว

อวี๋เจียงฟื้นคืนสติจากพลังวิญญาณสายฟ้าประหลาดของหลี่ชิงเซียวในอีกหลายนาทีต่อมา เมื่อเห็นหลี่ชิงเซียว สีหน้าก็พลันมืดมนลงในบัดดล

ครั้งที่แล้ว เขาก็ถูกหลี่ชิงเซียวจับตัวได้เช่นนี้

"ข้าถามเจ้า ศิษย์สายตรงที่บุกโจมตีทางเหนือนั้นชื่อแซ่อะไร อยู่ในอันดับที่เท่าใดในบรรดาศิษย์สายตรง?" หลี่ชิงเซียวไม่กลัวว่าเขาจะหนีไปได้ แม้แต่น้อยก็ไม่ได้ลงมือทำอันใด เพียงแค่วางกระบี่ยาวพาดไว้บนคอของอวี๋เจียง แล้วเอ่ยปากถาม

เหงื่อเย็นสองสามหยดผุดขึ้นบนหน้าผากของอวี๋เจียง สีหน้าของเขาก็พลอยตื่นตระหนกไปด้วย เขาเอ่ยตอบอย่างตัวสั่นงันงกว่า "คือศิษย์พี่เมิ่งไป๋โจว ผู้รั้งอันดับเจ็ดในบรรดาศิษย์สายตรงขอรับ เขานำศิษย์สายตรงอีกสองคนและศิษย์ชั้นยอดอีกสิบกว่าคนมาด้วย"

สีหน้าของหลี่ชิงเซียวพลันเปลี่ยนไปในยามนี้ สี่ปีที่ผ่านมา เขาก็พอจะล่วงรู้สถานการณ์ของหอกระบี่ม่วงมาไม่น้อย

ศิษย์สายตรงของหอกระบี่ม่วงล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรอย่างน้อยที่สุดคือระดับสร้างรากฐาน มีอยู่สามสิบกว่าคน

การคัดเลือกศิษย์ของสำนักย่อมต้องคัดสรรผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและกำจัดผู้อ่อนแอออกไป ในบรรดาศิษย์สายตรงด้วยกันเองก็มีการจัดอันดับเช่นกัน และเมื่อศิษย์สายตรงของหอกระบี่ม่วงปรากฏตัวบ่อยครั้งขึ้น ก็พอจะทำให้รับรู้ได้บ้างว่าอันดับนั้นสัมพันธ์กับพลังบำเพ็ญเพียร

ศิษย์สายตรงที่อยู่ในสิบอันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นกลางไปจนถึงขั้นปลาย

แต่ศิษย์ของหอกระบี่ม่วงย่อมแตกต่างจากเหล่าบรรพชนของตระกูลระดับสร้างรากฐานในเมืองหุบเขาอสูรเหล่านี้ พวกเขาล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างโหดร้ายทารุณภายในสำนักมาทีละขั้นๆ จากการปะทะกับพวกเขามานับครั้งไม่ถ้วนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในการต่อสู้ในระดับเดียวกัน มีเพียงผู้บำเพ็ญฌานของตระกูลกัวที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกันเท่านั้น ที่พอจะมีกำลังต่อกรได้

ศิษย์สายตรงอันดับเจ็ด บวกกับศิษย์สายตรงอีกคนหนึ่ง ทั้งสองคนร่วมกันบุกโจมตีสันเขามังกร จางเจาและเฉินเซียนถังสองคน รวมทั้งกลุ่มผู้บำเพ็ญฌานระดับฝึกปราณใต้บังคับบัญชาเหล่านั้นจะต้านทานไหวได้อย่างไร!

ในชั่วขณะนั้นเอง คำสั่งสัญญาณควันสีเหลืองสายหนึ่งก็พาดผ่านท้องฟ้า เป้าหมายมิใช่พวกเขา หากแต่เป็นหน่วยธงอื่นที่อยู่ไกลออกไปทางใต้

แย่แล้ว เฉินเซียนถังกำลังจะแย่!

หัวใจของหลี่ชิงเซียวพลันดิ่งวูบ สีหน้าพลันเคร่งขรึมลงในบัดดล บัดนี้ในหอกระบี่ม่วงยังมีคนไม่มากนักที่รู้ว่าตระกูลหลี่ของเขาคือคนที่แฝงตัวอยู่ในฝ่ายตระกูลกัว หากเมิ่งไป๋โจวผู้นั้นสังหารเฉินเซียนถังไปเสีย ก็เท่ากับเป็นการตายเปล่า

แต่ทว่าเขามีพลังบำเพ็ญเพียรเพียงระดับฝึกปราณขั้นแปด หากไปเช่นนี้ เกรงว่าอีกฝ่ายคงไม่เชื่อถือเขากระมัง

อวี๋เจียงมองดูสีหน้าของหลี่ชิงเซียวที่ยิ่งมายิ่งเคร่งขรึม ในใจก็พลอยกระสับกระส่ายไปด้วย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจัดการกับตนเองเช่นใด

"เมื่อครู่เจ้าบอกว่า ศิษย์สายตรงผู้นั้นนามว่ากระไรนะ?"

"เมิ่งไป๋โจว ศิษย์พี่เมิ่งขอรับ!"

ชื่อนี้พลันแวบเข้ามาในสมองของหลี่ชิงเซียว ในชั่วพริบตา เขาก็นึกถึงหลี่ปี้อวี่ขึ้นมาทันที

หลี่ปี้อวี่เคยเล่าประสบการณ์ในอดีตให้เขาฟัง นางดูเหมือนจะเคยเกือบถูกคนลักพาตัวไปที่เมืองธาราครามในตอนที่ยังเยาว์วัย ในตอนนั้น ผู้ที่ช่วยเหลือนางไว้ และยังชักนำนางเข้าสู่หอกระบี่ม่วง ศิษย์พี่ผู้นั้น มินามว่าเมิ่งไป๋โจวหรือ! สีหน้าของเขาพลันปรากฏแววปลาบปลื้มยินดี

"ไปเถิด ต่อไปอย่ามาที่นี่อีก!"

อวี๋เจียงได้ยินเสียงพลังวิญญาณแผ่พุ่งออกมา นึกว่าอีกฝ่ายจะสังหารตนเองเสียแล้ว เมื่อลืมตาขึ้น กลับพบว่าหลี่ชิงเซียวได้มุ่งหน้าไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็วแล้ว

"ครั้งที่สองแล้ว ยังปล่อยข้าไปอีก คนผู้นี้มีความหมายว่ากระไรกัน!"

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็รักษาชีวิตไว้ได้ อวี๋เจียงไม่ได้ครุ่นคิดให้มากความว่าเหตุใดหลี่ชิงเซียวจึงปล่อยเขาไปถึงสองครั้ง รีบหนีไปทางทิศตะวันออกในทันที

ส่วนหลี่ชิงเซียว เขากำลังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วไปยังสันเขามังกรทางทิศเหนือ ด้วยเกรงว่าจะช้าไปแม้เพียงครู่เดียว และเฉินเซียนถังจะเป็นอันตรายไปเสียก่อน

จบบทที่ บทที่ 51 - ศิษย์สายตรงมาถึงแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว