- หน้าแรก
- ซื่อเหอย่วน ห้วงน้ำแห่งความหวัง
- บทที่ 7 ละครฉากใหญ่ของบ้านตระกูลเจี่ย
บทที่ 7 ละครฉากใหญ่ของบ้านตระกูลเจี่ย
บทที่ 7 ละครฉากใหญ่ของบ้านตระกูลเจี่ย
"คนกันเองอยู่ในลานบ้านเดียวกันแท้ๆ แต่พอมีเนื้อกินกลับไม่คิดจะเผื่อแผ่มาถึงแม่ม่ายลูกกำพร้าอย่างพวกเราบ้าง จิตสำนึกโดนหมาคาบไปแดกหมดแล้วหรือไง ขอให้ชาตินี้ไม่มีปัญญาได้กินดีอยู่ดีเถอะ ถุย!"
ที่หน้าประตูบ้านตระกูลเจี่ย นางเจี่ยจางกำลังพ่นน้ำลายด่าทอไปทางลานหน้าบ้าน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันต่างรีบปิดประตูมุดหัวเงียบด้วยความหวาดกลัว ไม่อยากตกเป็นเป้าหมายฝีปากของนาง
คำด่าทอของนางเจี่ยจางนั้นฟังไม่ได้ศัพท์และหยาบคาย จนในที่สุด 'เจี่ยตงซวี่' ลูกชายของนางก็ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป เขาพูดอย่างจนใจว่า "แม่ครับ หวายหรูทำกับข้าวเสร็จแล้ว เข้าไปกินข้าวเถอะ!"
เจี่ยตงซวี่ปีนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบห้า พอได้ยินคำพูดหยาบคายพวกนั้นก็อดหน้าแดงด้วยความอับอายไม่ได้
สิ่งที่น่าแปลกคือในบ้านตระกูลเจี่ย เจี่ยตงซวี่ซึ่งเป็นเสาหลักและเป็นแรงงานเพียงคนเดียวของบ้าน กลับมีรูปร่างผอมแห้งที่สุด เขาตัวสูงโปร่ง แม้หน้าตาจะดูดีใช้ได้ แต่ก็ซูบซีดไร้เรี่ยวแรง
ไม่ต้องพูดถึงนางเจี่ยจางกับปั้งเกิ่งที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ แม้แต่ 'ฉินหวายหรู' ผู้เป็นภรรยา และ 'เสี่ยวตาง' ลูกสาววัยขวบเศษ ยังดูมีน้ำมีนวลมากกว่าเขาเสียอีก
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาหารการกินแทบทุกอย่างในบ้าน ล้วนถูกประเคนเข้าปากนางเจี่ยจางและปั้งเกิ่งจนหมด
เจี่ยตงซวี่เป็นคนกตัญญูจนเข้าขั้นโง่เขลา หรือถ้าจะพูดแบบคนสมัยใหม่ก็คือ 'ลูกแหง่ติดแม่' ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร เขาก็ว่าตามนั้น
เวลากินข้าว ต้องให้นางเจี่ยจางกินจนอิ่มก่อน ตามด้วยปั้งเกิ่ง แล้วถึงจะตกถึงท้องเขา
แต่โดยปกติแล้ว พอสองย่าหลานกินเสร็จ บนโต๊ะก็แทบไม่เหลือกับข้าวอะไรแล้ว
เขาสงสารภรรยาจึงมักจะแบ่งส่วนของตัวเองให้เธอ ทำให้ตัวเขาเองกินไม่อิ่มอยู่เป็นประจำ
ประกอบกับงานช่างประกอบในโรงงานเป็นงานใช้แรงงานหนัก ดังนั้นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเจี่ยตงซวี่ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ จึงไม่ใช่อุบัติเหตุเพียวๆ แต่เกิดจากร่างกายที่ขาดสารอาหารสะสมมาเป็นเวลานานจนร่างกายรับไม่ไหว
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชื่อเสียงของเจี่ยตงซวี่ในลานบ้านแห่งนี้ก็ถือว่าดีมาก
มิฉะนั้นแล้ว 'อีจงไห่' หรือลุงใหญ่ จะเลือกเขาเป็นคนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าทำไม เหตุผลก็เพราะความกตัญญูของเขานั่นเอง
เมื่อได้ยินลูกชายท้วง นางเจี่ยจางก็ตะคอกกลับอย่างไม่ยอมความ "อะไร? มันกล้ากินแต่ไม่กล้าให้คนพูดถึงรึไง? คนกินของดีคนเดียวมันพวกแล้งน้ำใจ ฮึ่ม!"
"แม่ครับ เลิกด่าเถอะ ถ้าแม่ยังเป็นแบบนี้ ต่อไปผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
เจี่ยตงซวี่รู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเหลือเกิน คนอื่นเขามีปัญญากินเนื้อ มันก็เป็นความสามารถของเขา จะมาเกี่ยวกับเรื่องจิตสำนึกได้ยังไง?
อีกอย่าง ปีนี้ข้าวยากหมากแพง ทุกบ้านต่างลำบาก เนื้อสัตว์เป็นของหายาก ใครเขาจะยอมแบ่งให้คนอื่นกินฟรีๆ?
"ตงซวี่ นี่แกกำลังว่าแม่เหรอ?"
นางเจี่ยจางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มตีโพยตีพายร้องห่มร้องไห้ "โถ่ พ่อเฒ่าเจี่ย! รีบขึ้นมาดูเร็วเข้า! พอคุณตายไป ฉันก็เลี้ยงลูกชายของคุณมาด้วยความยากลำบาก แต่ดูสิ ตอนนี้มันกลับรังเกียจว่าฉันทำมันขายหน้า! โถ่ พ่อเฒ่าเจี่ย! ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว~"
พอเห็นแม่เริ่มเล่นบทโศก เจี่ยตงซวี่ก็ปวดขมับตุบๆ รีบเข้าไปปลอบว่า "แม่ครับ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมแค่หมายความว่าเราต่างคนต่างอยู่เถอะ อีกอย่าง ผมก็ไม่เคยปล่อยให้แม่ต้องอดอยากเลยไม่ใช่เหรอ?"
พูดพลางเจี่ยตงซวี่ก็ขยิบตาส่งสัญญาณให้ฉินหวายหรู
ฉินหวายหรูแต่งงานเข้ามาได้ไม่กี่ปี เธอไม่ได้ดูหยาบกร้านเหมือนสาวชาวบ้านทั่วไป ผิวพรรณขาวผ่อง หน้าตาสะสวย รูปร่างสมส่วน จนมักถูกพวกหนุ่มๆ ในลานบ้านแอบมองอยู่บ่อยครั้ง
แต่ในความเป็นจริง เธอทำงานหนักมาก ในบ้านตระกูลเจี่ย เธอและเจี่ยตงซวี่เปรียบเสมือนวัวควายที่ต้องทำงานหนัก
เจี่ยตงซวี่หาเงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนเธอก็รับเหมางานบ้านทุกอย่าง แม้แต่ตอนคลอดเสี่ยวตาง ยังไม่ทันจะอยู่ไฟครบเดือนก็ต้องลุกขึ้นมาทำงานบ้านแล้ว
เพียงแค่สบตา ฉินหวายหรูก็เข้าใจความหมายของสามีทันที "แม่คะ ปั้งเกิ่งรอแม่ไปกินข้าวอยู่นะคะ!"
นอกจากเจี่ยตงซวี่แล้ว คนที่นางเจี่ยจางให้ความสำคัญที่สุดก็คือหลานชายคนโต
เป็นไปตามคาด พอได้ยินชื่อหลานชายหัวแก้วหัวแหวน นางก็หยุดแสดงละครทันที แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นอ่อนโยน "โอ้ หลานย่าจะหิวไม่ได้ ย่าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
เฮ้อ~
เห็นนางเจี่ยจางยอมสงบลง เจี่ยตงซวี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่ายังไม่ทันจะได้หย่อนก้นนั่งลงกินข้าว ก็ได้ยินเสียงปั้งเกิ่งร้องโวยวายขึ้นมา "ย่า! ผมจะกินเนื้อ! ผมจะกินเนื้อ! ผมได้กลิ่นเนื้อหอมๆ"
ฉินหวายหรูรีบปลอบลูกชาย "ปั้งเกิ่ง เด็กดี! เดี๋ยวรอพ่อเงินเดือนออกก่อนนะ แล้วเราค่อยไปซื้อเนื้อมาทำกินกัน"
"ไม่เอา! ผมจะเอาตอนนี้! เมื่อกี้ผมเห็นเจ้าเหยียนรองหิ้วเนื้อกลับมา พ่อกับแม่ไปขอมาให้ผมหน่อยสิ"
ปั้งเกิ่งดิ้นพล่าน ร้องไห้กระจองอแงไม่หยุด
สำหรับปั้งเกิ่งแล้ว อะไรที่เขาอยากได้ มันต้องเป็นของเขา เขาคิดว่าแค่เดินไปหยิบมาก็ได้แล้ว
นี่เป็นผลพวงจากการสั่งสอนและทำตัวเป็นแบบอย่างของนางเจี่ยจาง
เจี่ยตงซวี่ผู้กตัญญูจนหัวอ่อน ไม่กล้าดุลูกต่อหน้าแม่
ส่วนฉินหวายหรูยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอไม่มีปากมีเสียงในบ้านนี้อยู่แล้ว
"เจ้าเหยียนรอง? งานการก็ไม่มี มันไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อ? ไม่ใช่ว่าไปขโมยเขามาหรอกนะ?"
นางเจี่ยจางตั้งข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"แม่ครับ อย่าพูดมั่วซั่วสิครับ ด้วยนิสัยเงียบๆ ของเหยียนเหวินเจี๋ย เขาไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นแน่ ถ้าป้าสามมาได้ยินเข้า เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่นะ"
เจี่ยตงซวี่รีบห้ามปราม
นางเจี่ยจางแค่นเสียง "ฮึ! ฉันต้องกลัวมันด้วยเรอะ? ถ้าแน่จริงก็ให้มันมาหาฉันสิ"
พูดจบ นางก็หันไปด่าฉินหวายหรู "นังนี่ ไม่เห็นเรอะว่าหลานชายฉันร้องไห้? เป็นแม่ภาษาอะไร? รีบไปบ้านตระกูลเหยียนไปขอเนื้อมาให้ลูกเดี๋ยวนี้!"
ฉินหวายหรูทำหน้าลำบากใจ "แม่คะ ถ้าเป็นบ้านอื่นก็พอว่า แต่บ้านปู่สามนี่เลิกคิดเถอะค่ะ!"
ด้วยความขี้เหนียวระดับตำนานของตระกูลเหยียน ไปขอก็เปล่าประโยชน์ ไม่เคยมีใครได้ของฟรีจากบ้านนั้นหรอก
นางเจี่ยจางเบะปากอย่างขัดใจ แต่ก็รู้ว่าฉินหวายหรูพูดถูก
ความงกของบ้านเหยียนนั้นขึ้นชื่อลือชาไปทั่วลานบ้าน
จะไปขอเนื้อจากบ้านเหยียน? นั่นมันเหมือนไปขอแล่เนื้อเถือหนังเขาชัดๆ
ปัง!
เจี่ยตงซวี่ตบโต๊ะเสียงดัง ตวาดใส่ปั้งเกิ่ง "พอได้แล้ว! จะกินก็กิน ไม่กินก็ไสหัวไปเล่นข้างนอก ถ้ายังร้องโวยวายอีก พ่อจะตีให้!"
ปั้งเกิ่งยังมีความเกรงกลัวพ่ออยู่บ้าง พอโดนขู่ก็ไม่กล้าร้องอีก ได้แต่เม้มปากทำหน้ามุ่ยด้วยความน้อยใจ
เจี่ยตงซวี่รู้สึกสงสารลูก แต่ก็จนปัญญา เขาหันไปพูดกับฉินหวายหรูว่า "หวายหรู พรุ่งนี้ไปซื้อเนื้อมาสักสองขีดนะ เอามาทำแก้ขัดให้ลูกหายอยากหน่อย!"
ฉินหวายหรูตอบเสียงอ่อย "แต่พี่คะ ค่ากับข้าวเดือนนี้เหลือไม่เท่าไหร่แล้วนะ"
"ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็สิ้นเดือนแล้ว"
เจี่ยตงซวี่ฝืนยิ้ม "ผู้ใหญ่อย่างเรากินน้อยหน่อยก็ได้ อย่าให้ลูกต้องอดอยากปากแห้งเลย"
"ตามใจพี่ค่ะ"
ครอบครัวตระกูลเจี่ยก้มหน้าก้มตากินข้าวกันเงียบๆ
เจี่ยตงซวี่คิดในใจว่า ถ้าถึงเวลาเงินขาดมือจริงๆ ค่อยบากหน้าไปขอยืมจาก 'อาจารย์' (ลุงใหญ่) เอาดาบหน้า
ตัวเขาอดนิดอดหน่อยไม่เป็นไร แต่จะให้คนในครอบครัวหิวโซไม่ได้
...
อีกด้านหนึ่ง
ป้าใหญ่ (ภรรยาของอีจงไห่) เพิ่งเดินกลับมาจากเรือนหลังด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เมื่อครู่เธอนำอาหารเย็นไปส่งให้ 'หญิงชราหูหนวก' ที่เรือนหลัง แต่ดูเหมือนจะเกิดเรื่องไม่สบอารมณ์ขึ้น
อีจงไห่ที่กำลังกินข้าวอยู่ เงยหน้าขึ้นเห็นภรรยายังถือชามข้าวของหญิงชรากลับมาด้วย จึงถามด้วยความสงสัย "หญิงชราไม่ยอมกินรึ?"
ป้าใหญ่วางชามลงบนโต๊ะแล้วพูดอย่างกลัดกลุ้ม "ก็เพราะจมูกไวได้กลิ่นเนื้อน่ะสิ เลยบ่นว่าหมั่นโถวมันฝืดคอกลืนไม่ลง"
นี่มันเรื่องมากชัดๆ ถ้ากลืนไม่ลงแสดงว่ายังไม่หิวจริง ถ้าหิวจริงต่อให้เป็นเปลือกไม้ก็กลืนลง
พูดกันตามตรง อีจงไห่นั่นแหละที่ตามใจหญิงชราจนเสียคน แต่เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่สามารถมีลูกให้อีจงไห่ได้ จึงรู้สึกผิดอยู่ในใจเสมอมา
อีจงไห่ร้องอ๋อ "ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อกี้ฉันก็ได้กลิ่นเหมือนกัน วันนี้มีคนในลานบ้านทำเนื้อกิน งั้นคุณลองไปขอแบ่งมาหน่อยสิ? ถ้าบอกว่าเป็นหญิงชราหูหนวกอยากกิน เขาคงไม่ปฏิเสธหรอกมั้ง?"