- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมววิญญาณ ยิ่งกินยิ่งเทพในโลกเซียน
- บทที่ 27 ความโกลาหลที่ก่อตัว
บทที่ 27 ความโกลาหลที่ก่อตัว
บทที่ 27 ความโกลาหลที่ก่อตัว
บทที่ 27 ความโกลาหลที่ก่อตัว
เบื้องหน้าของสวีเฟิงคือหางที่สั่นระริกไม่หยุด
สายตาของเขาจับจ้องไปที่มันทันที ก่อนจะยื่นเท้าเหยียบลงไป
"โอ๊ย!"
ทันทีที่ถูกเหยียบ หางนั้นก็แข็งเกร็งขึ้นมาทันใด ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากซอกหิน
"อย่าจับข้าเลย ข้าเป็นหมาป่าเด็กดีนะ!"
เจ้าปีศาจหมาป่าพยายามดึงหางของตัวเองกลับ แต่ก็ไม่อาจสู้แรงเหยียบได้ จนปัญญาทำได้เพียงดันก้อนหินออกแล้วคลานออกมาอย่างจำยอม
"มีคนพยายามจะจับเจ้า?"
สวีเฟิงมองดูปีศาจหมาป่าที่หมอบราบอยู่ตรงหน้า จับประเด็นสำคัญจากคำพูดของมันได้ทันที
"สัตว์อสูรแถวนี้หายไปหมด พวกมันถูกจับไปงั้นรึ? แล้วใครเป็นคนจับ?"
"หา?"
ปีศาจหมาป่ามึนงงกับคำถามรัวเป็นชุดของสวีเฟิงจนตั้งสติไม่ทัน
"ลูกพี่ข้าถามเจ้าอยู่!"
ชิงหลวนเห็นเจ้าหมาป่าทำหน้าเอ๋อ จึงเอ่ยเตือน "พวกเราไม่ได้มาจับเจ้า แค่จะถามอะไรหน่อย"
"อ๋อ... อ๋อๆๆ"
ปีศาจหมาป่าได้สติกลับมา รีบตอบละล่ำละลัก "เป็นผู้บัญชาการจิ้งจอกเทากับหน่วยองค์รักษ์ส่วนตัวของราชาปีศาจวัวอัสนีขอรับ!"
"พวกองค์รักษ์พวกนั้น เจอตัวไหนก็จับตัวนั้น ใครขัดขืนก็ฆ่าทิ้งตรงนั้นเลย โหดเหี้ยมอำมหิตสุดๆ!" เจ้าหมาป่าเล่าด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก
"ใครคือผู้บัญชาการจิ้งจอกเทา?"
"เขาเป็นสมุนมือขวาของราชาปีศาจวัวอัสนีเจ้าค่ะ" ชิงหลวนอธิบายให้สวีเฟิงฟังอย่างรู้หน้าที่
"ราชาปีศาจวัวอัสนีส่งคนมาไล่จับสัตว์อสูรในเขตตัวเองเนี่ยนะ?"
สวีเฟิงงุนงง หันไปถามเจ้าหมาป่า "พวกเจ้าไม่ใช่ลูกน้องในสังกัดของราชาปีศาจวัวอัสนีหรอกรึ?"
"ลูกพี่ ปกติแล้วต้องเป็นปีศาจระดับสร้างรากฐานถึงจะมีสิทธิ์เป็นลูกสมุนเฝ้าชายแดนให้ราชาปีศาจได้... พวกปีศาจชั้นผู้น้อยระดับกลั่นลมปราณอย่างพวกเราก็แค่แอบเข้ามาอาศัยเท่านั้น"
เมื่อได้ยินสวีเฟิงถาม ชิงหลวนจึงช่วยอธิบายขยายความ
"อ๋อ"
สวีเฟิงพยักหน้าเข้าใจ "ถ้าจับพวกที่แอบเข้ามา ข้าก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมต้องจับพวกระดับสร้างรากฐานไปด้วยล่ะ?"
"เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ" เจอคำถามนี้เข้าไป เจ้าหมาป่าเองก็มืดแปดด้าน
"พวกองค์รักษ์นั่นไปทางไหน?"
อุตส่าห์หาตัวรอดมาได้หนึ่งตัว แต่ดันไม่รู้อะไรเลย สวีเฟิงเริ่มจนปัญญา
เขาตัดสินใจว่าจะลองไปหาแหล่งกบดานอื่นที่อาจจะยังมีสัตว์อสูรหลงเหลืออยู่เพื่อทำการวิวัฒนาการก่อนเป็นอันดับแรก
"พวกมันไปทางทิศตะวันตกขอรับ"
เมื่อรู้ทิศทางของศัตรู สวีเฟิงจึงเตือนเจ้าหมาป่าให้เก็บหางดีๆ ก่อนจะพาชิงหลวนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
ยิ่งบินไปทางตะวันออกไกลเท่าไหร่ สวีเฟิงก็ยิ่งรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของราชาปีศาจวัวอัสนีในครั้งนี้ไม่ธรรมดา
เพราะสถานที่ที่เดิมทีควรจะมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่บ้าง กลับว่างเปล่าไร้เงาสิ่งมีชีวิต
ประกอบกับจุดสองจุดที่เขาและชิงหลวนแวะไปก่อนหน้านี้ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นทำเลทองสำหรับสัตว์อสูร แต่กลับไม่มีปีศาจอยู่เลยสักตัว
หนำซ้ำ หญ้าในทุ่งพวกนั้นยังขึ้นสูงท่วมหัว บ่งบอกว่าไม่ได้เพิ่งร้างราผู้คนเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงว่าปฏิบัติการกวาดต้อนสัตว์อสูรของราชาปีศาจวัวอัสนีไม่ได้เพิ่งเริ่มทำ
เพียงแต่ช่วงนี้อาจจะทำอย่างบ้าคลั่งขึ้น จนไม่คิดจะปิดบังอำพรางอีกต่อไป
นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ และจากคำเตือนของ 'ไป๋อู่เซ่อ' (เจ้าห้าสี) ราชาปีศาจวัวอัสนีกำลังมีเรื่องขัดแย้งกับงูทมิฬ
นั่นหมายความว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวข้องกับราชาปีศาจงูทมิฬ
และการเข้าไปพัวพันกับราชาปีศาจงูทมิฬ ก็ย่อมหมายถึงการดึง 'หุบเขาโยวเหลย' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
"ข้าต้องรีบวิวัฒนาการแล้วไปซ่อนตัวที่อื่น"
ยิ่งคิด สวีเฟิงก็ยิ่งรู้สึกว่าการอยู่ในเขตแดนของวัวอัสนีนั้นไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
"ลูกพี่ เทือกเขาจันทร์ทมิฬดูท่าจะไม่สงบสุขแล้ว เราออกไปหลบข้างนอกกันดีไหมเจ้าคะ?"
ชิงหลวนเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน "เมื่อไม่กี่ปีก่อน ก็มีราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่หลายตนเปิดศึกกันทางทิศใต้ สัตว์อสูรล้มตายเป็นเบือ ข้ารอดมาได้ก็เพราะหนีออกจากเทือกเขาจันทร์ทมิฬนี่แหละ"
"รอดูก่อนเถอะ"
เมื่อได้ยินข้อเสนอของชิงหลวน สวีเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่ เขาเพิ่งจะไปกระตุกหนวดเสืออย่างหุบเขาโยวเหลยมา แถมตอนนี้ยังถูกไล่ล่าอยู่ในเทือกเขาจันทร์ทมิฬซึ่งเป็นถิ่นของสัตว์อสูร
ขืนออกไปเขตมนุษย์ มีหวังโดนตามล่าไม่หยุดหย่อนแน่ อีกอย่างพวกผู้บำเพ็ญเพียรจากหุบเขาโยวเหลยก็จนกรอบ สวีเฟิงไม่มีความสนใจที่จะล่อพวกมันมาตบเกรียนทีละคนหรอก
อย่างไรก็ตาม การที่ชิงหลวนพูดถึงสงครามเมื่อหลายปีก่อน ทำให้สวีเฟิงเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ ความขัดแย้งระหว่างราชาปีศาจวัวอัสนีกับราชาปีศาจงูทมิฬในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นภาคต่อของสงครามเมื่อครั้งนั้น
และของวิเศษที่เหล่าราชาปีศาจแย่งชิงกันเมื่อปีก่อน ก็น่าจะยังอยู่ และเจ้าสิ่งนี้แหละคือกุญแจสำคัญที่จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย
ในขณะที่สวีเฟิงกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด หนึ่งแมวหนึ่งนกก็เดินทางมาถึงทุ่งราบในหุบเขา
ที่นี่อยู่นอกเขตอิทธิพลของราชาปีศาจวัวอัสนี และสภาพแวดล้อมโดยรอบยังคงเหมือนเดิมกับตอนที่สวีเฟิงจากมาคราวที่แล้ว
เพียงแต่การจับคู่ที่อยู่อาศัยของพวกงูมีการเปลี่ยนแปลงไป
ปีศาจงูสองตัวที่เคยอยู่ด้วยกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าตัวหนึ่งไปอยู่ร่วมถ้ำกับงูอีกตัวหนึ่ง
จังหวะที่สวีเฟิงมาถึง เขาเห็นงูตัวที่ถูกทิ้งกำลังเลื้อยมุ่งหน้าไปยังถิ่นของคู่รักใหม่พอดี
"ไปกันเถอะ ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านกันหน่อย"
เมื่อเห็น 'เจ้าเส้นรสเด็ด' ทั้งสามมารวมตัวกัน สวีเฟิงย่อมไม่พลาดโอกาสงามเช่นนี้ เขาลากชิงหลวนบินโฉบเข้าไปทันที
"เสี่ยวฮวา ข้าเอาของกินมาให้แล้ว"
สวีเฟิงมาถึงหน้าถ้ำของคู่งูรักใหม่ ก็เห็นงูสีเทากำลังส่งเสียงเรียกอยู่ที่ปากถ้ำ
ที่หางของมันมีกบสองตัวถูกรัดเอาไว้ สวีเฟิงเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่ากบพวกนั้นยังไม่ตาย
"ลำบากเจ้าแล้ว"
ไม่นาน งูสีดำตัวหนึ่งก็เลื้อยออกมาจากถ้ำ รับกบไปจากงูสีเทา
"แล้วเสี่ยวฮวาล่ะ?"
งูสีเทามองงูสีดำที่เลื้อยออกมา แล้วรีบเอ่ยถาม
"อ๋อ เมื่อวานนางเหนื่อยมาก ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่"
เจ้างูดำยัดกบสองตัวเข้าปากรวดเดียว เคี้ยวตุ้ยๆ พลางพูดเสียงอู้อี้ "เสี่ยวฮวาไม่ชอบกินกบเป็นๆ แล้ว พรุ่งนี้เจ้าเอาหนูเป็นๆ มาแทนนะ"
"ข้าเอามาให้เสี่ยวฮวานะ!"
งูสีเทาเห็นงูดำกินกบเข้าไปต่อหน้าต่อตา ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทันที
"เหอะ!"
งูดำแค่นเสียงเยาะเย้ย "กำเริบเสิบสานนัก ข้ายอมให้เจ้าเอาอาหารมาส่งก็ถือว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลแล้ว!"
"เจ้า!"
"ไสหัวไป!"
งูดำปลดปล่อยกลิ่นอายระดับสร้างรากฐานขั้นที่สองออกมา กดดันจนงูสีเทากระเด็นไปด้านข้าง
"ไอ้งูหัวอ่อน!"
งูดำด่าซ้ำ ก่อนจะหันหลังเลื้อยกลับเข้าถ้ำไป
งูสีเทาโกรธจนแลบลิ้นฟ่อๆ หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้แต่อดกลั้น เตรียมจะเลื้อยจากไปเงียบๆ
"ไม่จริงน่า... แค่นี้มันก็ทนได้เหรอ?"
ชิงหลวนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับอ้าปากค้าง
"นั่นมันใช่ปีศาจแน่เหรอ? ไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย!"
"ช่างหัวไอ้งูคลั่งรักนี่ไปก่อนเถอะ"
สวีเฟิงมองงูสีเทาที่เลื้อยคอตกจากไป ก็รู้สึกขยะแขยงไม่แพ้กัน
"รัดตรึง!"
เถาวัลย์พุ่งปราดออกไป ลากเอางูดำและงูลายดอกออกมาจากถ้ำทันที
"กรี๊ด!" x2
ทั้งงูลายและงูดำกรีดร้องลั่นเมื่อจู่ๆ ก็มีเถาวัลย์โผล่มาลากตัวพวกมันออกจากถ้ำ
"รนหาที่ตายนักนะ!"
งูดำมองหนึ่งแมวหนึ่งนกที่ตัวเล็กกว่าหัวของมันด้วยซ้ำ ความกลัวหายไปทันที แทนที่ด้วยความหยิ่งผยอง
สำหรับพวกที่กำลังจะกลายเป็นศพ ต่อให้ร้องโวยวายแค่ไหน สวีเฟิงก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ เขาชักกระบี่สั้นออกมา เตรียมจะปลิดชีพเจ้างูดำ
"อย่า!" ทันใดนั้น งูสีเทาที่จากไปแล้วกลับพุ่งตัวกลับมา
"ข้ากำลังจะฆ่าไอ้งูดำนี่นะ?"
สวีเฟิงงุนงงเล็กน้อยว่าทำไมงูสีเทาถึงโดดออกมาขวาง
"ถ้าท่านฆ่าเขา เสี่ยวฮวาจะต้องเสียใจแน่!"
งูสีเทาเลื้อยมาหมอบแทบเท้าสวีเฟิงแล้วร้องขอ "ข้าขอแลกชีวิตกับพวกเขา"
"..."
หนึ่งแมว หนึ่งนก และสองงู ต่างตกอยู่ในความเงียบ
"เขายอมตายแทนข้าแล้ว รีบปล่อยข้าเร็วเข้า" งูลายดอกรีบพูดแทรกขึ้นมาทันทีหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
"ใช่ๆๆ ข้ายินดีตายแทนนาง!" งูสีเทาพยักหน้ารัวๆ
งูดำ: "..."
ชิงหลวน: "ข้าล่ะเปิดหูเปิดตาจริงๆ"
"ประสาทแดกกันทั้งแก๊ง"
สวีเฟิงทนดูต่อไปไม่ไหว สะบัดกระบี่สองครั้ง ตัดหัวงูทั้งสามตัวกระเด็นหลุดจากบ่าทันที