- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมววิญญาณ ยิ่งกินยิ่งเทพในโลกเซียน
- บทที่ 17 หวังหยวน
บทที่ 17 หวังหยวน
บทที่ 17 หวังหยวน
บทที่ 17 หวังหยวน
ณ ชายขอบเทือกเขาจันทร์ทมิฬ
ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ในชุดคลุมยาวสีดำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงสยายเต็มแผ่นหลัง ค่อยๆ ย่องออกมาจากส่วนลึกของเทือกเขาจันทร์ทมิฬอย่างเงียบเชียบ
หลังจากแหงนหน้ามองท้องฟ้าและมั่นใจว่าพ้นเขตจันทร์ทมิฬแล้ว เขาจึงหยิบป้ายหยกทรงกลมออกมา
ป้ายหยกนั้นเดิมทีดูหมองคล้ำ แต่เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มถ่ายเทพลังวิญญาณลงไป มันก็ส่องสว่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากป้ายหยก "ส่งของถึงแล้วรึ?"
"ส่งถึงแล้วขอรับท่านอาจารย์"
หวังหยวนขานรับอย่างนอบน้อมก่อนจะรายงานต่อ "ราชาปีศาจงูทมิฬตกลงร่วมมือด้วย แต่เขาไม่ยอมแบ่งรากวิญญาณให้ขอรับ"
"มันตกลงช่วยพาข้าเข้าไปในเทือกเขาจันทร์ทมิฬก็พอแล้ว ถ้าแผนสำเร็จ มันไม่มีสิทธิ์มาต่อรองหรอก!"
ปลายสายคือ 'นักพรตดาบโลหิต' ซึ่งดูเหมือนจะไม่ยี่หระกับคำพูดของหวังหยวน
"ท่านอาจารย์ หลีจื้อตายแล้ว และถุงมิติของเขาก็หายไปด้วย ในที่เกิดเหตุมีกลิ่นอายหลงเหลืออยู่สองสาย สายหนึ่งอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ ส่วนอีกสายหนึ่ง... ยันต์ติดตามไม่สามารถระบุได้ขอรับ"
หวังหยวนถามอย่างระมัดระวัง "จะให้ข้าค้นหาต่อไปหรือไม่?"
"เจ้าหลีจื้อ ไอ้คนไม่ได้เรื่อง!"
นักพรตดาบโลหิตสบถออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อได้ยินรายงาน
หวังหยวนได้ยินเสียงก่นด่าจากป้ายหยกก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
"จับเป็นสัตว์อสูรขอบเขตกลั่นลมปราณตัวนั้นมาให้ได้!"
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงอันเยือกเย็นของนักพรตดาบโลหิตก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตัดการติดต่อไป
สาเหตุที่นักพรตดาบโลหิตโกรธจัด เป็นเพราะยันต์ติดตามที่เขามอบให้หวังหยวนนั้น สามารถติดตามเป้าหมายที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตจินตานลงมาเท่านั้น
และกลิ่นอายที่ระบุไม่ได้นั่น ย่อมหมายความว่าเป็นขอบเขตจินตานอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องนี้กลายเป็นตัวแปรใหญ่ที่เข้ามาแทรกแซงแผนการของเขา
"มีราชาปีศาจโผล่มาอีกตัว... ข้าคงต้องเตรียมแผนสำรองเพิ่มอีกชั้น"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง นักพรตดาบโลหิตก็เหาะเหินขึ้นไปบนดาบ แล้วพุ่งทะยานออกจากลานพักไป...
ทางด้านหวังหยวน เมื่อเห็นป้ายหยกดับแสงลง เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในความทรงจำของหวังหยวน นักพรตดาบโลหิตมักจะมีสีหน้าเคร่งขรึมและเย็นชาเสมอ น้อยครั้งนักที่จะโกรธจนถึงขั้นด่าทอออกมา
และหากศิษย์คนใดทำให้ท่านอาจารย์โกรธ จุดจบมีเพียงอย่างเดียวคือการถูกใช้สังเวยดาบ
"โชคดีที่ข้าอยู่ไกล"
หวังหยวนรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้นที่ตอนนี้เขาอยู่ในเทือกเขาจันทร์ทมิฬ มิเช่นนั้นเขาอาจโดนลูกหลงจากอารมณ์ฉุนเฉียวของอาจารย์ไปแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย ก่อนจะกระตุ้นการทำงานของป้ายหยกอีกครั้ง
"หวังหยวน ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าติดต่อมา?"
ไม่นาน เสียงของนักพรตหญิงนางหนึ่งก็ดังขึ้น
"โอสถควบแน่นวิญญาณที่ให้ไป ได้ผลไหม?"
พอได้ยินเสียงจากปลายสาย หวังหยวนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก โดยทำเมินน้ำเสียงหงุดหงิดนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
"ก็ได้ผลอยู่"
เสียงของนักพรตหญิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับมา
"อาหลาน อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับสำนักแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงอาหลาน หวังหยวนก็รีบพูดต่อ "พอกลับไปถึง ท่านอาจารย์จะมอบให้อีกขวด แล้วข้าจะเอาไปให้เจ้านะ"
"คือข้า..."
อาหลานเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หวังหยวนก็ชิงตัดสายไปเสียก่อนทันทีที่นางเริ่มเอ่ยปาก
"ข้าจะรีบกลับไป!"
หวังหยวนมองป้ายหยกที่ดับลงพลางพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับเข้าไปในเทือกเขาจันทร์ทมิฬ
"หืม?"
ทันใดนั้น หวังหยวนสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวทางด้านข้างจึงรีบหันขวับไปมอง
พบว่าเป็นเพียงหนูสีดำตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
"เทือกเขาจันทร์ทมิฬนี่มีหนูเยอะจริง"
เมื่อเห็นว่าเป็นแค่หนู หวังหยวนก็เลิกสนใจและรีบจากไป เพราะช่วงหลายวันมานี้เขาเห็นหนูจนชินตาแล้ว
"เฮ้อ~"
หลังจากถูกหวังหยวนพบตัว หัวใจของราชาหนูแทบจะกระดอนออกมาจากปาก เขาเริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างเมื่อเห็นมนุษย์ผู้นั้นเดินจากไป
"นึกว่าไปแล้ว ทำไมถึงย้อนกลับมาอีกล่ะเนี่ย?"
ราชาหนูมองดูหวังหยวนที่มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเทือกเขาจันทร์ทมิฬแล้วรีบเผ่นแน่บ
เขาแค่ออกมาดูให้แน่ใจว่าหวังหยวนไปแล้วหรือยัง ถึงได้สะกดรอยตามมา
แต่พอเห็นหวังหยวนเดินกลับเข้าไป ราชาหนูก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะต้องหนีให้ไกลที่สุด
อีกด้านหนึ่ง
หวังหยวนกลับมายังจุดที่หลีจื้อเสียชีวิต
"เจ้าตายไปแล้วยังเกือบทำข้าซวยไปด้วย ตอนนี้ข้ายังต้องมาตามล้างแค้นให้เจ้าอีก!"
หวังหยวนมองศพของหลีจื้อที่จมลึกอยู่ในดินแล้วสบถเบาๆ
แต่เมื่อเป็นคำสั่งของนักพรตดาบโลหิต เขาก็จำต้องทำตาม
ด้วยความหงุดหงิด เขาหยิบยันต์ติดตามออกมา ถ่ายเทพลังวิญญาณลงไป แล้วโยนใส่ศพของหลีจื้อ
ทันทีที่สัมผัสร่าง ยันต์ติดตามก็กลายเป็นควันสี่สาย
สายหนึ่งสีเขียว ชี้ตรงมาที่หวังหยวน
สายหนึ่งสีเทา ลอยค้างกลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะสลายไป
อีกสองสายเป็นสีขาว สายหนึ่งวนเวียนอยู่รอบตัวหลีจื้อ อีกสายลอยล่องไปในระยะไกล
สีเหล่านี้บ่งบอกถึงระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าของกลิ่นอาย
สีขาวคือขอบเขตกลั่นลมปราณ สีเขียวชี้มาที่หวังหยวนย่อมหมายถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ส่วนสีเทาหมายถึงไม่สามารถตรวจสอบได้
หวังหยวนยืนยันขิศทางที่เป้าหมายหลบหนี แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังถ้ำของหูต้าที่อยู่ไม่ไกลทันที
โดยไม่รู้เลยว่า หงชี ดอกไม้ปีศาจสาวกำลังนอนหลับใหลอยู่ใต้ดินใกล้ๆ
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานผู้เย่อหยิ่ง ย่อมไม่ก้มหัวมองต่ำ
ภายในถ้ำของหูต้า
หวังหยวนสังเกตเห็นพรมหนังหมีบนพื้นทันที เขารู้สึกว่ามันดูโดดเด่นไม่น้อย
"พวกสัตว์อสูรนี่มีความเป็นอยู่ที่ดีใช้ได้เลยแฮะ"
หลังจากใช้ยันต์ติดตามอีกครั้ง หวังหยวนก็ไม่ลังเลที่จะเก็บพรมหนังหมีเข้าถุงมิติ
จากนั้นเขาจึงออกจากถ้ำและมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก...
"ใครขโมยพรมหนังหมีของข้าไป!"
สวีเฟิงวิ่งตะบึงมาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงถ้ำของหูต้าที่คุ้นเคยหลังจากผ่านไปครึ่งค่อนวัน
แล้วเขาก็ต้องยืนตะลึง พื้นที่ว่างเปล่า พรมแสนรักของเขาหายไปแล้ว!
"ท่านแมว เราไม่ไปตามหาลูกพี่ข้าก่อนแล้วค่อยหนีเหรอ?"
เจ้าขนดำที่ถูกเหวี่ยงไปมาตลอดทางจนหัวหมุน ในหัวคิดแต่เรื่องจะหนีท่าเดียว
"ลูกพี่เจ้าอยู่ที่ไหน?"
เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าขนดำ สวีเฟิงก็ตระหนักได้ว่าการฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์คนนั้นแล้วหนีสำคัญกว่า จึงเลิกอาลัยอาวรณ์เรื่องพรมชั่วคราว
"ทิศตะวันตก" เจ้าขนดำทำจมูกฟุดฟิดแล้วตอบ
"จมูกไวดีนี่"
สวีเฟิงเห็นเจ้าขนดำดมกลิ่นแล้วรู้ตำแหน่งราชาหนูทันที จึงรีบสั่ง "ลองดมถ้ำนี้ดูซิ ว่ามีใครมาที่นี่บ้าง"
"มีคนมาเมื่อวาน แล้วก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเหมือนกัน"
เจ้าขนดำดมกลิ่นอย่างว่าง่าย จู่ๆ ก็รู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ สวีเฟิงก็พุ่งตัวออกไปแล้ว
"บังอาจขโมยพรมข้า ข้าจะคิดบัญชีให้สาสม!"
พอรู้ว่าคนที่ขโมยพรมหนังหมีก็ไปทางทิศตะวันตก สวีเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดความเร็วพุ่งตามไป
"ท่านแมว!"
ขณะที่สวีเฟิงกำลังจะถึงถ้ำทางทิศตะวันออก ราชาหนูก็เหลือบเห็นสวีเฟิงพอดี จึงรีบตะโกนเรียก
"ท่านแมว มนุษย์คนนั้นอยู่ทางทิศตะวันตก เปลี่ยนทางหนีเร็วเข้า!"
"มนุษย์คนนั้นอยู่ทางทิศตะวันตก?"
สวีเฟิงหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงราชาหนู
"ใช่ๆๆ"
ราชาหนูรีบพูดรัวเร็วเมื่อเห็นสวีเฟิงหยุด "ข้าเห็นมันที่ป่าผลึกทมิฬ"
"พาข้าไปหามัน!" เมื่อราชาหนูยืนยัน สวีเฟิงก็สั่งทันที
"หา?"
ราชาหนูร้องเสียงหลงด้วยความไม่อยากเชื่อหู "เจ้านั่นมันขอบเขตสร้างรากฐานเชียวนะ!"
"ข้าก็จะไปหาพวกสร้างรากฐานนั่นแหละ" สวีเฟิงพยักหน้าพร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายระดับสร้างรากฐานออกมา
"ทะ... ท่าน... ท่านบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว!"
ราชาหนูถูกแรงกดดันจากกลิ่นอายของสวีเฟิงจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง น้ำเสียงสั่นเครือ
"ตอนนี้จะพาข้าไปได้รึยัง?"
สวีเฟิงเก็บกลิ่นอายกลับคืนแล้วยิ้มกว้าง
"ท่านแมว ข้าจะนำทางเดี๋ยวนี้แหละขอรับ"
ราชาหนูพยักหน้าหงึกหงัก คำเรียกขาน "ท่านแมว" ฟังดูจริงใจขึ้นมาทันตาเห็น
ขอบเขตสร้างรากฐานกับขอบเขตกลั่นลมปราณนั้นเป็นตัวตนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้นถึงจะพอมีที่ยืนในชายขอบเทือกเขาจันทร์ทมิฬแห่งนี้ได้
และสวีเฟิงเมื่อไม่กี่วันก่อนยังอยู่แค่กลั่นลมปราณขั้นแปด มาตอนนี้กลับกลายเป็นระดับสร้างรากฐานไปแล้ว
ราชาหนูเคยเห็นพวกที่ติดแหง็กอยู่ที่จุดสูงสุดของกลั่นลมปราณขั้นเก้ามานักต่อนักที่ชายขอบเทือกเขานี้ โดยที่ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้
แต่สวีเฟิงที่ทะลวงด่านได้ในเวลาไม่กี่วัน ได้เปิดโลกทัศน์ของราชาหนูใหม่ทั้งหมด
นี่มันอัจฉริยะในหมู่ปีศาจชัดๆ ราชาหนูรู้สึกว่าสวีเฟิงมีโอกาสสูงมากที่จะไปถึงขอบเขตจินตานปีศาจได้
ทันใดนั้น ราชาหนูก็เนื้อเต้นด้วยความดีใจ ตอนนี้เขาได้รับใช้อสูรยักษ์ใหญ่ระดับสร้างรากฐาน เท่ากับว่าเขาสามารถเดินกร่างในแถบชายแดนนี้ได้สบายๆ
ถ้าสวีเฟิงทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตจินตานและกลายเป็นราชาปีศาจ ชีวิตเขาจะสุขสบายขนาดไหน แทบจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว
"ยิ้มหน้าบานอะไรของเจ้า นำทางไปสิ"
สวีเฟิงโยนเจ้าขนดำไปให้ราชาหนู
"ไปแล้วๆ ขอรับ"
ราชาหนูสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงสวีเฟิง แล้วรีบวิ่งนำทางไปอย่างกระตือรือร้น