- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมววิญญาณ ยิ่งกินยิ่งเทพในโลกเซียน
- บทที่ 11: หุบเขาโยวเหลย
บทที่ 11: หุบเขาโยวเหลย
บทที่ 11: หุบเขาโยวเหลย
บทที่ 11: หุบเขาโยวเหลย
"เอาล่ะ เจ้าแมววิญญาณตัวน้อย ข้าไปก่อนนะ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี ไว้คราวหน้าข้าจะมาหาใหม่"
ไป๋อู๋ไช่กล่าวพลางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากสวีเฟิงเบาๆ ก่อนจะปล่อยเขลงสู่พื้น
จากนั้นนางก็สะบัดมือ กลายร่างเป็นนกกระเรียนขาวโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีที่สวีเฟิงรู้สึกว่ามีบางอย่างเพิ่มเข้ามาในหัว เขาก็ถูกกระแสลมแรงพัดกระหน่ำใส่เข้าอย่างจัง
"ยัยตัวหายนะชัดๆ!"
สวีเฟิงที่ไม่ได้ตั้งตัวถึงกับสำลักทรายเข้าไปเต็มปาก ทำเอาเขาหงุดหงิดไม่น้อย
ไป๋อู๋ไช่ผู้นี้ช่างไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังเอาเสียเลย สวีเฟิงรู้สึกว่าตนคิดถูกแล้วที่ไม่ตามนางไป
ไม่อย่างนั้น วินาทีแรกอาจจะอยู่ในอ้อมกอดนาง แต่วินาทีถัดไปคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงใต้ดินแน่ๆ
สวีเฟิงปรายตามองพื้นดินที่ราบเรียบใกล้ๆ แล้วไว้อาลัยให้หงชีอย่างเงียบงัน
อย่างไรก็ตาม ไป๋อู๋ไช่ก็ยังพอจะยั้งมืออยู่บ้าง อย่างน้อยสวีเฟิงก็สัมผัสได้ว่าหงชียังมีชีวิตอยู่
นางอาจจะแค่นอนหลับยาวไปสักสองสามเดือนเท่านั้น
เมื่อรู้ว่าหงชียังไม่ตาย สวีเฟิงจึงช่วยพรวนดินรอบๆ ตัวนางให้หลวมขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจากไป
หลังจากที่ไป๋อู๋ไช่แตะหน้าผากเขา เขาหมันรู้สึกได้ว่ามีวิชาบำเพ็ญเพียรชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำ ทำให้หัวของเขารู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย
นอกจากนี้ เขายังต้องจัดการกับถุงเก็บของที่ยึดมาจากชายชุดดำอีกด้วย
เมื่อกลับมาถึงถ้ำขนาดใหญ่ของเจ้าเสือ สวีเฟิงก็เริ่มจากเอาถุงเก็บของออกมาจากหางก่อน
จากนั้นเขาก็เริ่มค้นดูของข้างใน
ขวดยาที่ไม่รู้สรรพคุณหนึ่งขวด
มีดสั้นหนึ่งเล่ม
หินสีเขียวเข้มหกก้อน
หนังสือหนึ่งเล่ม
และจดหมายอีกหนึ่งฉบับ
ถุงเก็บของใบนี้มีขนาดเพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตร ข้าวของข้างในจึงมีไม่มากนัก
สวีเฟิงหยิบของที่ดูจะมีประโยชน์ออกมาทั้งหมด ส่วนพวกเสื้อผ้าหรือของจุกจิกอื่นๆ เขาโยนทิ้งไปอย่างไม่แยแส
จากนั้นเขาก็เริ่มตรวจสอบของที่กองอยู่บนพื้น
เขาไม่รู้ว่ายาขวดนั้นมีไว้ทำอะไร จึงวางแผนว่าจะหาตัวตายตัวแทนมาทดลองยาก่อนที่จะกินเอง
ส่วนมีดสั้น เขาโยนให้หางของเขาไปเลย โดยแอบหวังลึกๆ ว่าสักวันหางของเขาจะได้กลายเป็นเซียนกระบี่กับเขาบ้าง
เจ้าหางเองก็ดูจะตื่นเต้นไม่เบา มันรับมีดสั้นไปควงเล่นไปมา รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่แค่เอาไว้เกาหลังอย่างเดียว
ต่อมาคือหินประหลาดหกก้อน สวีเฟิงสงสัยว่านี่น่าจะเป็นหินวิญญาณในตำนาน เพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่เข้มข้นมากแผ่ออกมาจากพวกมัน
"ลองชิมดูดีไหมนะ?"
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สวีเฟิงก็โยนหินก้อนหนึ่งเข้าปาก
【กลืนกินหินวิญญาณระดับต่ำ ค่าบำเพ็ญเพียร +50】
"ถุยๆๆ!"
วินาทีต่อมา สวีเฟิงก็คายหินวิญญาณออกมาแทบไม่ทัน เขารู้สึกว่ารสชาติมันแย่กว่ากินดินเป็นร้อยเท่า!
เขาจึงเก็บหินวิญญาณวางไว้ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ เดิมทีตั้งใจจะกินเข้าไปเพื่อความสะดวก แต่ดูเหมือนว่าเขาคงต้องใช้วิธีดูดซับพลังปราณจากพวกมันแทนเสียแล้ว
"อ่านจดหมายก่อนดีกว่า"
สวีเฟิงจงใจวางหนังสือเล่มนั้นไว้เป็นลำดับสุดท้าย เพราะชื่อเรื่องของมันช่างน่าสนใจเหลือเกิน
ต้องขอบคุณการถ่ายทอดความรู้ของไป๋อู๋ไช่ ที่ทำให้เขาอ่านชื่อหนังสือเล่มนั้นออก
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า "วิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปีศาจจิ้งจอก"
สวีเฟิงเปิดดูผ่านๆ สองสามหน้า รู้สึกว่าเนื้อหามันลึกซึ้งและเข้าใจยากพิลึก จึงตัดสินใจเก็บไว้ค่อยๆ อ่านและทำความเข้าใจทีหลัง
เขาวางหนังสือไว้บนพรมหนังหมีอย่างเบามือ แล้วหยิบจดหมายฉบับสุดท้ายขึ้นมาเปิดอ่าน
เนื้อความในจดหมายกระชับได้ใจความ คร่าวๆ ว่าสำนักที่ชื่อ 'หุบเขาโยวเหลย' ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาโยวเยว่ ได้ตกลงที่จะร่วมมือกับราชันปีศาจแห่งเทือกเขาโยวเยว่
ทว่า ในจดหมายไม่ได้ระบุว่าร่วมมือกับใคร หรือร่วมมือเรื่องอะไร
และนี่ก็น่าจะเป็นจุดประสงค์ที่ชายชุดดำเดินทางเข้ามาในเทือกเขาโยวเยว่
หลังจากสวีเฟิงอ่านจบ จดหมายฉบับนั้นก็ลุกไหม้ทำลายตัวเองทันที
"นี่มัน..."
สวีเฟิงมองดูเถ้าถ่านบนพื้นด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย
แน่นอนว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เพราะหุบเขาโยวเหลยส่งมาเพียงผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณพร้อมกับจดหมายกระดาษธรรมดาๆ น่าจะเป็นเพราะต้องการหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับ
และราชันปีศาจปริศนาตนนั้นก็คงยังไม่รู้เรื่องจดหมายฉบับนี้ด้วยซ้ำ
ดังนั้น สวีเฟิงจึงไม่กังวลว่าจะถูกไล่ล่าโดยผู้ฝึกตนระดับสูง
สิ่งที่เขากังวลเพียงอย่างเดียวคือ หุบเขาโยวเหลยอาจจะส่งผู้ฝึกตนระดับ 'สร้างรากฐาน' มาตรวจสอบ
"ตราบใดที่ข้ารีบทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานให้เร็วที่สุด การเอาชีวิตรอดก็คงไม่ใช่ปัญหา"
สวีเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สัญญาณเตือนภัยในใจเริ่มร้องเตือน
"ดูวิชาบำเพ็ญเพียรก่อน แล้วค่อยออกไปล่าเหยื่อ"
คิดได้ดังนั้น สวีเฟิงจึงเก็บหนังสือ "วิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปีศาจจิ้งจอก" เข้าถุงเก็บของไปอย่างเสียดาย
จากนั้นเขาก็จมดิ่งสู่ห้วงจิตสำนึก เริ่มอ่านวิชาที่ไป๋อู๋ไช่ถ่ายทอดให้
"คัมภีร์หัวใจกระเรียนขาว?"
สวีเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อวิชา ก่อนจะอ่านต่อ
ชื่อนี้ฟังดูเหมือนวิชาสำหรับสัตว์ปีกโดยเฉพาะ บวกกับนิสัยที่ไม่น่าไว้ใจของไป๋อู๋ไช่...
สวีเฟิงเริ่มสงสัยตะหงิดๆ ว่าเขาจะฝึกมันได้จริงหรือ แต่ในเมื่อตอนนี้มันเป็นวิชาเดียวที่เขามี เขาจึงทำได้แค่กัดฟันอ่านต่อไป
หลังจากอ่านจบไปหนึ่งรอบ สวีเฟิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่เป็นวิชาที่เผ่าพันธุ์ปีศาจทุกชนิดสามารถฝึกได้
หลักการคือการใช้กายเนื้อของเผ่าปีศาจดูดซับพลังปราณธรรมชาติโดยตรง และยังมีผลในการขัดเกลาร่างกายไปในตัว
"วิชาของพวกปีศาจเนี่ย เรียบง่ายและดิบเถื่อนจริงๆ"
สวีเฟิงอ่านทวนอีกรอบและเข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้ มันมีผลคล้ายกับความสามารถพรสวรรค์ของเขา
แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ส่วนความแตกต่างที่แน่ชัดนั้น สวีเฟิงยังแยกแยะไม่ออก
ทว่านั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนของเขา
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว สวีเฟิงก็คว้าหินวิญญาณมาหนึ่งก้อนและเริ่มบำเพ็ญเพียรทันที
【กำลังโคจรคัมภีร์หัวใจกระเรียนขาว ค่าบำเพ็ญเพียร +0.5】
【กำลังโคจรคัมภีร์หัวใจกระเรียนขาว ค่าบำเพ็ญเพียร +0.5】
...
ณ หุบเขาโยวเหลย
"อาจารย์! ศิษย์น้องหลิวเกิดเรื่องแล้วขอรับ!"
ผู้ฝึกตนชายสวมชุดขาว ผมเผ้ายุ่งเหยิง วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้านขนาดเล็ก ในมือถือป้ายหยกที่แตกละเอียดด้วยท่าทางตื่นตระหนก
"จะตื่นตูมไปทำไม!"
ภายในลานบ้าน ผู้ฝึกตนชายที่กอดดาบไว้นั่งขัดสมาธิอยู่ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของผู้ฝึกตนชุดขาวและเอ่ยตำหนิ
"ศิษย์วู่วามไปเองขอรับ!"
ชายชุดขาวได้สติหลังถูกดุ จึงรีบกล่าวขออภัย
"ในเทือกเขาโยวเยว่มีสัตว์ปีศาจชุกชุม การที่หลิวจื้อจะตายก็เป็นเรื่องปกติ"
ผู้ฝึกตนผู้กอดดาบเปลี่ยนเรื่องคุย "แต่จดหมายนั่นต้องส่งให้ถึงมือ!"
เมื่อได้ยินคำสั่งของอาจารย์ ผู้ฝึกตนชุดขาวก็เข้าใจทันทีว่าตนกำลังจะถูกส่งไป เขาลังเลทันที เพราะเทือกเขาโยวเยว่ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย และด้วยความแปลกประหลาดของสถานที่นั้น อุปกรณ์สื่อสารจึงใช้การไม่ได้ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง จะร้องให้ใครช่วยก็ไม่ได้ยิน
แต่เขารู้นิสัยอาจารย์ของตนดี แม้ภายนอกจะดูเคร่งขรึมเพียงเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วโหดเหี้ยมอำมหิตจนเลื่องลือ ถือดาบสีขาวแต่กลับได้ฉายาว่า 'นักพรตดาบโลหิต'
คิดว่าฉายา 'ดาบโลหิต' นั่นได้มายังไงกันล่ะ?
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ชายชุดขาวจึงกัดฟันถามอย่างสงบว่า "เช่นนั้น... จะให้ศิษย์ไปหรือขอรับ?"
"หวังหยวน ข้าจำได้ว่าเจ้าเพิ่งจะบรรลุระดับสร้างรากฐานเมื่อไม่นานมานี้ใช่ไหม?"
นักพรตดาบโลหิตได้ยินคำตอบของหวังหยวน จึงละมือออกจากดาบและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตา
"ศิษย์เพิ่งบรรลุระดับสร้างรากฐานเมื่อเดือนที่แล้วขอรับ"
"ดีมาก!"
นักพรตดาบโลหิตมองหวังหยวนแล้วโยนถุงเก็บของให้ใบหนึ่ง
"งั้นเจ้าไปเถอะ ในถุงนั่นมียารวมวิญญาณ มันจะช่วยให้ระดับพลังของเจ้ามั่นคงขึ้น พอกลับมาข้าจะให้อีกขวด"
"รับทราบ! ศิษย์จะทำภารกิจให้สำเร็จแน่นอนขอรับ!"
หวังหยวนรับถุงเก็บของมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ความไม่พอใจก่อนหน้านี้มลายหายไปเกือบหมด
"ในเทือกเขาโยวเยว่ติดต่อสื่อสารไม่ได้ เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี"
นักพรตดาบโลหิตกำชับ ก่อนจะเสริมว่า "อ้อ ในถุงยังมียันต์ติดตามอยู่อีกแผ่น หลังจากส่งจดหมายเสร็จแล้ว ลองตามหาดูสิว่าสัตว์ปีศาจตนไหนฆ่าหลิวจื้อ"
"ศิษย์จะล้างแค้นให้ศิษย์น้องหลิวแน่นอนขอรับ!"
หวังหยวนรีบรับคำ ทัศนคติที่มีต่ออาจารย์ดีขึ้นทันตา อย่างน้อยอาจารย์ก็ยังเป็นห่วงลูกศิษย์
แต่วินาทีถัดมา หวังหยวนก็รู้ตัวว่าคิดผิด
"ถึงพวกสัตว์ปีศาจจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่การปล่อยจดหมายทิ้งไว้ข้างนอกก็เป็นความเสี่ยง เจ้าไปตามหาดู ถ้าฆ่ามันได้ก็ฆ่าทิ้งซะ"
เหตุผลหลักที่นักพรตดาบโลหิตต้องการให้ตามหาหลิวจื้อ ก็เพื่อจดหมายฉบับนั้น
"ขอรับ หากศิษย์สามารถเอาชนะสัตว์ปีศาจที่ฆ่าศิษย์น้องหลิวได้ ศิษย์จะสังหารมันและนำจดหมายที่ยังไม่ถูกเปิดกลับมา"
"รู้ทันเสียจริง... เอาเถอะ ถ้าสู้ไม่ไหวก็กลับมา"
นักพรตดาบโลหิตได้ยินคำพูดของหวังหยวนแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจนัก จดหมายนั่นจะเผาตัวเองเมื่อถูกเปิด และพวกสัตว์ปีศาจก็ไม่สนใจเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดปัญหาจึงต่ำมาก เขาแค่สั่งกันไว้ก่อนเพื่อความรอบคอบ
หลังจากนั้น นักพรตดาบโลหิตก็ไม่กล่าวอะไรอีก
หวังหยวนจึงรู้หน้าที่และขอตัวลาจากไป