- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแมววิญญาณ ยิ่งกินยิ่งเทพในโลกเซียน
- บทที่ 4 หงชี
บทที่ 4 หงชี
บทที่ 4 หงชี
บทที่ 4 หงชี
"อย่ากินข้าเลย! ได้โปรด อย่ากินข้าเลยนะ!!!"
ภายใต้แสงจันทร์สีน้ำเงินจางๆ ดอกไม้สีแดงเพลิงรูปร่างประหลาดกำลังอ้อนวอนขอชีวิตจากแมวขาวตัวน้อยอย่างไม่หยุดหย่อน
"ตัวข้ามีแต่หนาม แถมมีใบแค่สองใบ เนื้อก็เหนียว รสชาติก็ห่วยแตก ทางทิศใต้มีฝูงหนูยักษ์อยู่กลุ่มใหญ่... พวกนั้นเนื้อเยอะและอร่อยมากเลยนะ..."
"..."
แมวขาวตัวน้อยคือสวีเฟิง และตอนนี้เขากำลังพูดไม่ออก
หลังจากออกจากถ้ำ เขาก็เดินชิมนู่นชิมนี่ไปทั่วจนมาถึงดงหญ้านี้ เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย เจ้าดอกไม้สีแดงนี่ก็โผล่ออกมาร้องขอชีวิตเสียแล้ว
หน้าตาเขาดูเหมือนแมวตัวร้ายขนาดนั้นเลยหรือไง?
แล้วไอ้ที่บอกว่าอย่ากินมันเนี่ย? นี่มันแทบจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกชัดๆ!
เดิมทีสวีเฟิงก็ไม่ได้อยากกินมันหรอก แต่พอได้ยินแบบนี้เขากลับอยากกินขึ้นมาทันที!
สวีเฟิงพินิจดูเจ้าดอกไม้แดง แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วเอ่ยขึ้น "งั้นขอข้าชิมหน่อย ถ้าไม่อร่อยข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"
เมื่อเห็นว่าเจ้าดอกไม้แดงยังดูน่ากินอยู่ไม่น้อย กลีบดอกดูอวบอิ่ม สวีเฟิงก็นึกอยากแกล้งมันขึ้นมา เขาอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าดอกไม้นี่จะยอมตกลงตามเงื่อนไขของเขาไหม
"หา?"
เจ้าดอกไม้แดงชะงักกึกเมื่อได้ยินคำพูดของสวีเฟิง มันสับสนกับความหมายนั้นเล็กน้อย
ขอชิม?
แล้วจะไม่กิน?
ตกลงว่าจะกินหรือไม่กินกันแน่?
ผ่านไปครู่หนึ่ง ขณะที่สวีเฟิงเริ่มจะหมดความอดทน เจ้าดอกไม้แดงก็พูดขึ้นในที่สุด
"ยอดเยี่ยมไปเลย! เจ้าจะไม่กินข้าสินะ! เจ้าเหมียวน้อย เจ้านี่เป็นแมวดีจริงๆ!"
เจ้าดอกไม้แดงส่ายตัวไปมาอย่างดีใจ มันสลัดกลีบดอกหนึ่งร่วงลงมาจากยอด แล้วยื่นส่งให้สวีเฟิง "ถ้าเจ้ากินกลีบนี้แล้ว เจ้าห้ามกินตัวข้าเด็ดขาดนะ ตกลงไหม?"
"ขอบใจ"
สวีเฟิงตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าเจ้าดอกไม้แดงจะยอมทำตามจริงๆ หลังจากเผลอหลุดปากขอบคุณไปตามสัญชาตญาณ เขาก็รับกลีบดอกไม้นั้นมาด้วยท่าทีงุนงงเล็กน้อย
ตอนนี้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะกินเจ้าดอกไม้แดงนี่จริงๆ เสียแล้ว
แน่นอนว่า สิ่งที่สวีเฟิงกังวลเป็นหลักคือกลัวว่ากินมันเข้าไปแล้วจะทำให้สติปัญญาของเขาถดถอยต่างหาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีเฟิงจึงเก็บกลีบดอกไม้นั้นยัดใส่หูของตัวเองเงียบๆ
กลีบดอกมีขนาดเล็กมาก สวีเฟิงลองสะบัดหูดู ก็ไม่รู้สึกรำคาญและมันก็ไม่ร่วงหล่นลงมา
"เจ้าบอกว่าของกินอยู่ที่ไหนนะ?"
เมื่อตัดสินใจไม่กินเจ้าดอกไม้แดงแล้ว สวีเฟิงจึงถามถึงตำแหน่งของพวกหนู
"อยู่ทางทิศใต้ เดินตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง"
เมื่อเห็นว่าสวีเฟิงไม่คิดจะจับมันกินจริงๆ เจ้าดอกไม้แดงก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดและเลิกสั่นกลัว
"เจ้ารู้ไหมว่าที่นี่เรียกว่าอะไร?"
สวีเฟิงพยักหน้าเมื่อยืนยันตำแหน่งได้แล้ว และถามต่อ
"ที่นี่คือเทือกเขาจันทร์ทมิฬ พื้นที่ที่มีหนูยักษ์กับตรงนี้ ล้วนอยู่ในเขตทิศตะวันออก..."
เจ้าดอกไม้แดงค่อยๆ เริ่มอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้สวีเฟิงฟัง
ป่าแห่งนี้คือชายขอบของเทือกเขาจันทร์ทมิฬ เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรชั้นต่ำในระดับขอบเขตกลั่นลมปราณ ส่วนถ้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก จะเป็นอาณาเขตของปีศาจยักษ์ระดับขอบเขตสร้างรากฐาน
สวีเฟิงยังได้รู้อีกว่าชื่อเทือกเขาจันทร์ทมิฬนี้มีที่มาจากการที่ดวงจันทร์จะกลายเป็นสีน้ำเงินในยามค่ำคืน
เนื่องจากพระจันทร์สีน้ำเงินช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรของเผ่าพันธุ์ปีศาจได้อย่างมาก เทือกเขาจันทร์ทมิฬจึงเป็นที่อยู่อาศัยของปีศาจที่ทรงพลังมากมาย
เจ้าดอกไม้แดงยังรอบคอบพอที่จะเตือนสวีเฟิงไม่ให้เผลอเดินหลงไปทางทิศตะวันตก
สรุปสั้นๆ คือ เจ้าดอกไม้แดงพูดน้ำไหลไฟดับ แต่ถึงแม้จะย้ำนักย้ำหนาเรื่องหนูทางทิศใต้ มันก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจ้าดอกไม้แดงเป็นพืชและเคลื่อนที่ไม่ได้ ความรู้ของมันจึงจำกัดอยู่แค่สิ่งรอบตัวเท่านั้น
"ขอบใจนะ เจ้าดอกไม้แดง"
สวีเฟิงกล่าวขอบคุณเจ้าดอกไม้แดง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะรีบไปสำรวจทางทิศใต้ทันที
"ข้าชื่อ หงชี ไม่ใช่เจ้าดอกไม้แดง" หงชีเน้นย้ำอย่างระมัดระวังเมื่อได้ยินคำเรียกขานจากสวีเฟิง
"อ้อ"
สวีเฟิงพยักหน้ารับรู้ชื่อนั้น แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ทำไมดอกไม้ที่ไม่ค่อยฉลาดในป่าถึงมีชื่อ แถมยังเป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะเข้ากันอย่าง 'หงชี' อีก?
สวีเฟิงไม่เก็บมาใส่ใจ หลังจากแนะนำตัวเองเสร็จ เขาก็พุ่งตัวมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ทันที
"สวีเฟิงงั้นรึ?"
หงชีส่ายหัว รอจนกระทั่งแมวขาวแสนสวยตัวนั้นหายลับไปในระยะไกล มันถึงค่อยๆ กระซิบเบาๆ ว่า "ชื่อไม่เห็นจะเพราะเท่าหงชีเลย!"
...
[กินหญ้าสีคราม ค่าวิวัฒนาการ +0.01]
[กินกระต่าย ค่าวิวัฒนาการ +0.5]
...
สวีเฟิงเดินอย่างระมัดระวังไปยังตำแหน่งของรังหนู โดยไม่ลืมที่จะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าตลอดทาง
"เนื้อกระต่ายนี่เหนียวชะมัด แถมไม่อร่อยเลย"
หลังจากประเมินรสชาติกระต่ายที่ลงไปอยู่ในท้องแล้ว สวีเฟิงก็ยัดกระต่ายอีกตัวเข้าปาก
ช่วยไม่ได้ ถึงเขาจะไม่ชอบ แต่มันก็เพื่อค่าวิวัฒนาการทั้งนั้น ถ้ากินดินแล้วเพิ่มค่าวิวัฒนาการได้ สวีเฟิงคงนั่งกินดินไปตลอดชีวิตแน่
สวีเฟิงครุ่นคิดพลางเหลือบมองต้นไม้ใหญ่ข้างกาย
[กินเปลือกต้นไม้ดำเหลี่ยม ค่าวิวัฒนาการ +3, ตบะ +4]
"ฝืดฟันชะมัด~"
สวีเฟิงฝืนกลืนเปลือกไม้ลงไป รู้สึกบาดคอพิลึก แถมรสชาติยังขมปี๋
ในที่สุดสวีเฟิงก็ตัดสินใจเลิกกิน แม้ว่าการกินเปลือกไม้ต่อไปจะได้ค่าวิวัฒนาการแน่นอน แต่ขืนกินอีกสักคำสองคำ ฟันเขาคงหมดปากแน่
"ครั้งนี้จะปล่อยไปก่อน แต่จำไว้เถอะ สักวันข้าจะมากินเจ้าให้เกลี้ยง!"
สวีเฟิงจดจำต้นไม้ดำเหลี่ยมไว้ในใจ ฝากคำท้าทายไว้เงียบๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป...
"จี๊ด จี๊ด จี๊ด"
สวีเฟิงกินไปเดินไป ในที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เขาก็ได้ยินเสียงที่รอคอย
แม้เสียงนั้นจะหนวกหูเป็นพิเศษ แต่สำหรับสวีเฟิงในตอนนี้ มันช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน
สวีเฟิงรีบพุ่งตัวไปยังต้นเสียงทันที
แหวกผ่านพงหญ้าสูง สายตาของเขาปะทะเข้ากับภาพฝูงหนูตัวอ้วนพีขนาดมหึมาจำนวนมหาศาล
กะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีอย่างน้อยหนึ่งหรือสองร้อยตัว!
พวกมันนอนเกลื่อนกลาดเงียบๆ อยู่กลางหุบเขาโล่ง ดูเหมือนโต๊ะจีนที่จัดวางไว้อย่างประณีตไม่มีผิด!
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นหุบเขายังมีลักษณะเว้าลงไปตามธรรมชาติ ดูคล้ายกับจานขนาดยักษ์
สวีเฟิงตะกละตะกลามจนน้ำลายเริ่มไหลย้อย
น่าแปลกที่สวีเฟิงรู้สึกว่าหนูตรงหน้าทั้งน่าเล่นด้วยและน่ากินไปพร้อมๆ กัน
ความรู้สึกนี้เกือบทำให้สวีเฟิงขาดสติและกระโจนใส่ทันที แต่สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ช่วยรั้งเขาไว้ได้ทัน
ถ้าเขาวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปในดงหนูแบบนั้น เขาจะไม่ได้เป็นฝ่ายกินหนู แต่จะถูกหนูรุมทึ้งกินแทน
"ต้องย่องเข้าไปเงียบๆ"
สวีเฟิงเช็ดปากแล้วเริ่มสังเกตการกระจายตัวของฝูงหนู
เขาวางแผนที่จะเล็งเป้าไปที่พวกที่อยู่โดดเดี่ยว
"จี๊ด!"
ไม่นาน หนูหน้าตาดุร้ายตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของสวีเฟิง
"นี่มันถิ่นข้า! เมื่อคืนข้ายุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรจนไม่มีเวลาจัดการพวกแก นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ข้ายอมให้พวกแกอยู่ที่นี่ ไสหัวไปซะ!"
ที่ชายขอบหุบเขา หนูยักษ์สีเทาดำตัวใหญ่กำลังดุด่าหนูตัวเล็กๆ แถวนั้นด้วยความไม่พอใจและไล่ตะเพิดพวกมันไป
เมื่อเห็นหนูสีเทาดำที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าพวกมันถึงสองเท่า หนูตัวอื่นๆ ย่อมต้องกลืนความโกรธลงคอและรีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
"รู้จักที่ต่ำที่สูงก็ดี!"
เจ้าหนูยักษ์สีเทาดำมองพื้นที่ที่ว่างลงอย่างพอใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอนเตรียมจะหลับ
แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้พักผ่อน เงาสีขาววูบหนึ่งก็พุ่งเข้ากัดที่ลำคอ ทำให้มันเงียบเสียงลงในทันที
สวีเฟิงเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก หลังจากแน่ใจว่าไม่มีหนูตัวอื่นเห็นเหตุการณ์ เขาจึงลากซากหนูยักษ์สีเทาดำกลับไปที่พงหญ้าสูงใต้ลม
"ตัวใหญ่ชะมัด"
เมื่อวางซากหนูยักษ์ลง สวีเฟิงก็อดถอนหายใจด้วยความทึ่งไม่ได้
หนูตัวนี้ ไม่นับรวมหาง ลำตัวยาวถึงหนึ่งเมตร... ใหญ่กว่าหนูท่อตัวที่ใหญ่ที่สุดที่สวีเฟิงเคยเจอในชีวิตก่อนหน้านี้เสียอีก
จากนั้น สวีเฟิงก็จัดการตัดหัวตัดหางทิ้งแล้วเริ่มลงมือทาน
[กินหนูขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 1 ค่าวิวัฒนาการ +5, ตบะ +5]
[กินหนูขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 1 ค่าวิวัฒนาการ +5, ตบะ +5]
[...]
แต่ละคำให้ค่าวิวัฒนาการถึง 5 แต้ม สวีเฟิงกินอย่างเพลิดเพลินเจริญใจสุดๆ
เพียงไม่กี่คำเขาก็จัดการหนูตัวนั้นจนหมดเกลี้ยง
"กินหญ้าได้แค่ 0.01 แต่กินหนูอ้วนพีนี่ได้มาถึง 5 แต้ม สารอาหารครบถ้วนจริงๆ"
สวีเฟิงแคะฟัน รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
"อร่อย! ชอบจริงๆ!"
"แต่นี่ยังไม่พอ!"
เขี่ยไส้พุงที่เหลือทิ้งไป สวีเฟิงซ่อนตัวแล้วค่อยๆ ย่องกลับไปที่หุบเขาหนูอีกครั้ง
หนูส่วนใหญ่ยังคงหลับอยู่ ทำให้สวีเฟิงล็อกเป้าหมายต่อไปได้อย่างง่ายดาย
มันอยู่ที่ตำแหน่งเดิมของเจ้าหนูสีเทาดำตัวเมื่อกี้ ดูเหมือนว่าจะมีหนูอีกตัวสังเกตเห็นพื้นที่ว่างและเข้ามาจับจองเป็นอาณาเขตของตัวเองแทน
คราวนี้เป็นหนูสีเทาที่อ้วนกว่าตัวเดิมเสียอีก
สวีเฟิงใช้งูขๆ มุกเดิม พุ่งเข้ากัดคอแล้วบดขยี้กระดูกจนแหลกละเอียดทันที
ตายในทีเดียว!
จากนั้นเขาก็ลากมันกลับมาทางใต้ลมอีกครั้งและเริ่มกิน
เมื่อกินเสร็จ สวีเฟิงก็กลับไปที่ลานโล่ง และราวกับนัดกันไว้ มีหนูอีกตัวเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งนั้นพอดี
สวีเฟิงจัดการใช้คอมโบชุดเดิม
กัดให้ตาย แล้วลากไปแดก!