- หน้าแรก
- ส่งของข้ามโลกเวทมนตร์ รับประกันความป่วน
- บทที่ 8 หน่วยลาดตระเวนมนุษย์หมาป่า
บทที่ 8 หน่วยลาดตระเวนมนุษย์หมาป่า
บทที่ 8 หน่วยลาดตระเวนมนุษย์หมาป่า
รถสามล้อเกษตรไฟฟ้าแล่นไปบนทุ่งหญ้ารกชัฏอย่างเงียบเชียบ แม้มันจะโคลงเคลงไปตามพื้นผิวที่ขรุขระ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนมากนัก
รอบด้านมืดสลัว แสงไฟหน้ารถส่องสว่างเพียงพื้นที่เล็กๆ ตรงหน้า ส่ายไปมาตามจังหวะการเคลื่อนที่ของรถ
ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่ไม่คุ้นเคย เหยียนซิงหลงทางไปนานแล้ว โชคยังดีที่มีโลฮานส์นั่งซ้อนท้ายมาด้วย เขาคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถบนี้เป็นอย่างดี จึงคอยช่วยชี้ทางนำ "กองทัพ" มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเพิงพักเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง
บรรยากาศชวนให้นึกถึงบทกวี "ดาวเหนือลอยเด่น เกอซูฮั่นกุมดาบฝ่าราตรี" เสียจริง
พวกเขาเดินทางรอนแรมเกือบสองชั่วโมงกว่าจะมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับจุดหมาย
เหยียนซิงคาดเดาว่าพวกมนุษย์หมาป่าน่าจะมีจมูกที่ไวต่อกลิ่น เขาจึงขับรถสามล้อวนเป็นวงกลมกว้างๆ ไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้อยู่ใต้ลม แล้วจอดรถซ่อนไว้ในระยะไกล
จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้โลฮานส์และเอ็ดดี้เงียบเสียงลง ก่อนจะค่อยๆ นำทางทั้งสองคลานขึ้นไปบนเนินลาดด้านหลัง แล้วหมอบราบลงกับพื้น
เขาซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าสูง แล้วค่อยๆ คืบคลานไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เสียงแมลงร้องระงมดังขึ้นและจางหายไปเป็นระลอก ทำให้ยามค่ำคืนดูเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเหยียนซิงคลานไปถึงยอดเนิน เขาก็มองเห็นกองไฟกองหนึ่งกำลังลุกโชนอยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตรผ่านช่องว่างระหว่างกอหญ้า
และแสงไฟนั้นก็ส่องให้เห็นเพิงพักที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ
เพิงพักนั้นสร้างจากกิ่งไม้และหญ้าแห้ง ไม่เพียงแต่เตี้ยม่อต้อ แต่ยังมีลมโกรกเข้ามาได้รอบทิศทาง
ดูเหมือนว่าแม้แต่พวกมนุษย์หมาป่าเผ่าบึงเองก็ยังไม่อยากเข้าไปนอนในนั้น
มนุษย์หมาป่าส่วนใหญ่นอนระเกะระกะอยู่รอบกองไฟโดยตรง ขณะที่มีอีกสามตัวยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ทำหน้าที่เวรยาม
ส่วนชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา ถูกมัดรวมกันด้วยเถาวัลย์และให้นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพวกมนุษย์หมาป่า
เหยียนซิงหยิบกล้องส่องทางไกลออกมาสังเกตการณ์หน่วยลาดตระเวนกลุ่มนี้อย่างละเอียด
มนุษย์หมาป่ามีความสูงไล่เลี่ยกับมนุษย์ รูปร่างหน้าตาเหมือนหมาป่าที่ยืนด้วยขาหลัง เพียงแต่ขาหน้าของพวกมันมีความคล่องตัวและหยิบจับสิ่งของได้เหมือนมือมนุษย์
มนุษย์หมาป่าส่วนใหญ่สวมเกราะหญ้าที่สานจากต้นกก อาวุธประจำกายคือลูกตุ้มกระดูก
แม้อุปกรณ์ของพวกมันจะดูหยาบๆ แต่เมื่อเทียบกับผ้าขี้ริ้วและคราดผุพังของชาวบ้านแล้ว ถือว่าดีกว่าแบบเทียบกันไม่ติด
และเหยียนซิงยังสังเกตเห็นมนุษย์หมาป่าตัวหนึ่งที่ดูพิเศษกว่าตัวอื่นๆ
มันมีขนาดตัวที่ใหญ่โตกว่า สวมเกราะหนังแข็งแบบครึ่งตัว และลูกตุ้มในมือของมันไม่ได้ทำจากกระดูก แต่เป็นลูกตุ้มเหล็กติดหนามแหลมคม
จากคำบอกเล่าของโลฮานส์ เหยียนซิงรู้ว่าเจ้าตัวใหญ่นี้คือ "ยอดมนุษย์หมาป่า" ซึ่งเป็นยูนิตระดับสูง เป็นสิ่งมีชีวิตระดับสองของเผ่าบึง
เจ้ายอดมนุษย์หมาป่าตัวนี้คงจะเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนกลุ่มนี้แน่ๆ
งานหิน... งานหินของจริงเลยคราวนี้
อย่าว่าแต่ในกลุ่มนี้มียอดมนุษย์หมาป่าอยู่เลย ลำพังแค่มนุษย์หมาป่าธรรมดาเก้าตัวนั่น เขากับชาวบ้านอีกสองคนก็รับมือไม่ไหวแล้ว
เหยียนซิงประเมินความแข็งแกร่งของตัวเองไว้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ต่อให้มีฉายาว่าเป็นฮีโร่ แต่เขาก็ยังเป็นแค่มือใหม่เลเวลหนึ่ง
ถ้าศัตรูมีแค่หนึ่งหรือสองตัว ด้วยฤทธิ์ของเหล้าดีกรีแรงที่เพิ่งซดไปครึ่งขวด เหยียนซิงอาจจะใจกล้าบ้าบิ่นพอที่จะลองเสี่ยงดู
แต่ตอนนี้ ต่อให้เขากระดกเหล้าตรา "จอมพลัง" เข้าไปอีกทั้งขวด... เขาก็ไม่กล้า
เอ็ดดี้กับโลฮานส์ยิ่งพึ่งพาไม่ได้เข้าไปใหญ่ ดังนั้นศึกครั้งนี้จะใช้กำลังเข้าหักหาญไม่ได้ ต้องใช้สมองเท่านั้น
เหยียนซิงค่อยๆ คลานถอยหลังลงมาจากเนินเขาพร้อมกับชาวบ้านทั้งสอง แล้วกระซิบสั่งการว่า "พวกเจ้าสองคนเฝ้าดูพวกมันอยู่ที่นี่ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวเอาไว้ ข้าจะกลับไปเอาอาวุธมาจัดการพวกมัน
จำไว้! ก่อนที่ข้าจะกลับมา ห้ามใครวู่วามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด"
เอ็ดดี้และโลฮานส์พยักหน้ารัวๆ "นายท่าน พวกเราไม่กล้าขยับหรอกขอรับ!"
เฮ้อ...
เมื่อนึกถึงภารกิจการสร้างอาณาเขตอันยาวนานและยากลำบาก เหยียนซิงก็ได้แต่ถอนหายใจและเดินกลับไปที่รถสามล้อเกษตรของเขา
เขาขึ้นนั่งบนรถ เรียกหน้าต่างคุณสมบัติส่วนตัวขึ้นมา
แล้วเลือก "ออก"
เหยียนซิงและรถสามล้อคู่ใจปรากฏตัวขึ้นในป่าละเมาะเล็กๆ ที่เขาใช้เป็นจุดเข้าออก
ในเวลานี้ โลกแห่งความเป็นจริงก็เข้าสู่ยามค่ำคืนเช่นกัน เมื่อเดินออกจากป่าละเมาะ ก็มองเห็นเมืองที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนอยู่ไม่ไกล แสงไฟเมืองสว่างจ้าจนบดบังแสงจันทร์
และกลบแสงดาวจนมองไม่เห็นแม้แต่ดวงเดียว
เหยียนซิงขับรถสามล้อเสียงดังปุเลงๆ กลับเข้าสู่ชานเมือง แล้วไปจอดที่หน้าร้านขายเนื้อพะโล้แห่งหนึ่งในย่านการค้า
"เตรกเจ้!" เหยียนซิงตะโกนเรียกขณะเดินเข้าไปในร้าน "จัดพะโล้มาให้ผมสี่สิบชั่ง!"
บนเคาน์เตอร์ของร้านมีกระจกกั้น ด้านหลังกระจกมีหม้อตุ๋นวางเรียงราย ไฟอ่อนๆ อุ่นหม้อตุ๋นจากด้านล่าง น้ำพะโล้เดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอม ชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ลอยตุ๊บป่องอยู่ในน้ำซุป สีน้ำตาลแดงเป็นมันวาวดูน่ากินเป็นที่สุด
เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม เมื่อได้ยินว่ามีลูกค้าจะมาเหมาเนื้อถึงสี่สิบชั่ง นางก็ยิ้มแก้มแทบปริออกมาต้อนรับทันที
"พ่อหนุ่ม ไซต์งานก่อสร้างมีการเลี้ยงอาหารคนงานเหรอจ๊ะ? จะบอกให้นะ พะโล้ร้านเจ้ใช้สูตรลับร้อยปี รับรองว่ากินแล้วต้องติดใจกลับมาซื้ออีกแน่นอน
อยากได้ส่วนไหนล่ะจ๊ะ? เดี๋ยวเจ้เลือกชิ้นที่นุ่มๆ เข้าเนื้อที่สุดให้เลย!
ฮ่าฮ่าฮ่า..."
"เจ้ครับ ผมได้กลิ่นหอมมาแต่ไกลเลย พะโล้ร้านนี้ของแท้แน่นอน" เหยียนซิงปากหวานเอาใจแม่ค้า ก่อนจะกวาดตามองเนื้อกว่ายี่สิบชนิดหลังตู้กระจก "เอาหัวหมูสิบชั่ง ไส้สิบชั่ง หมูสามชั้นสิบชั่ง แล้วก็คากิขาใหญ่ๆ อีกห้าขา มีเท่าไหร่จัดมาให้หมดเลยครับ!"
คากิห้าขา รวมๆ แล้วก็น่าจะเกินสิบชั่ง
ออเดอร์นี้ออเดอร์เดียวทำเงินให้ร้านเล็กๆ ของนางได้เกือบสองพันหยวน
เมื่อเจอลูกค้ารายใหญ่ที่นานๆ จะโผล่มาที เจ้เจ้าของร้านก็ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบชั่งน้ำหนักเนื้อให้เหยียนซิงมือเป็นระวิง
เหยียนซิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว แล้วพูดต่อว่า "รบกวนหน่อยนะครับเจ้ ช่วยเลาะกระดูกพวกเนื้อติดกระดูกออกให้หมด แล้วสับเป็นชิ้นๆ เอามาคลุกรวมกันให้หน่อยครับ"
เจ้เจ้าของร้านเพิ่งเคยได้ยินคำขอแปลกประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก "พ่อหนุ่ม... ถ้าสับเนื้อทุกอย่างรวมกันมั่วตั้วแบบนั้น แล้วจะกินกันยังไงล่ะจ๊ะ?"
เหยียนซิงโชว์หน้าจอโอนเงินสำเร็จให้ดู แล้วตอบว่า "เรื่องกินยังไงเจ้ไม่ต้องห่วงหรอกครับ แค่จัดการให้ผมตามที่บอก พอเสร็จแล้วก็เทใส่ถุงใหญ่ๆ รวมกันมาเลย แค่นั้นแหละครับ
อ้อ ผมต้องไปซื้อของอย่างอื่นอีก แถวนี้มีร้านขายผลไม้อบแห้งบ้างไหมครับ?"
เมื่อลูกค้าจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีความต้องการแบบนั้น นางก็เลิกเซ้าซี้ ถ้าลูกค้าอยากจะกินเศษเนื้อสี่ชนิดคลุกรวมกัน มันก็เรื่องของเขา
นางตอบคำถามเรื่องร้านผลไม้อบแห้งว่า "มีจ้ะ... ออกจากร้านเลี้ยวซ้าย เดินไปไม่ถึงห้าสิบเมตรก็เจอร้านขายของแห้งแล้ว ร้านนั้นมีถั่วมีของแห้งครบวงจรเลย"
"ขอบคุณครับเจ้" เมื่อรู้พิกัดแล้ว เหยียนซิงก็เดินออกไป
ครู่ต่อมา เหยียนซิงก็กลับมาที่ร้านพะโล้ พร้อมกับถุงใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยถั่วเปลือกแข็งทรงกลม
เจ้เจ้าของร้านจัดการเลาะกระดูกและสับเนื้อเสร็จเรียบร้อย เทรวมกันใส่ถุงพลาสติกใบยักษ์ไว้ให้ นางยังแสดงน้ำใจด้วยการช่วยเหยียนซิงหิ้วถุงเนื้อถุงใหญ่ไปส่งที่รถสามล้อ
เนื้อเยอะขนาดนี้ น่าจะพอให้พวกมนุษย์หมาป่ากินจนอิ่มได้
เหยียนซิงโยนถุงผลไม้อบแห้งที่ซื้อมาไว้ท้ายกระบะรถ โบกมือลาเจ้เจ้าของร้านที่ยืนยิ้มแป้นส่งลูกค้าอยู่ที่หน้าร้าน แล้วขับรถสามล้อเกษตรมุ่งหน้ากลับไปยังป่าละเมาะเดิม
เขาเรียกหน้าต่างเกมขึ้นมา แล้วเลือก "เข้าสู่ระบบ"
เหยียนซิงขับรถสามล้อกลับมาจอดที่ตีนเขาที่เขาเพิ่งจากมา
เมื่อเห็นท่านลอร์ดกลับมา เอ็ดดี้และโลฮานส์ก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทีระแวดระวัง แต่จมูกของพวกเขาก็พลันได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อพะโล้ที่โชยมาจากท้ายกระบะรถ
"นายท่าน ทำไมท่านถึงเอาเนื้อมาเยอะแยะขนาดนี้ขอรับ?"
เหยียนซิงตอบเสียงเรียบ "ก็เอามาเลี้ยงพวกมนุษย์หมาป่าน่ะสิ นายท่านของพวกเจ้าเป็นคนยุติธรรม จะไม่เอาเปรียบใครตอนสู้รบเด็ดขาด ให้พวกหมาป่ามันกินให้อิ่มหนำสำราญกันก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าเราค่อยบุกโจมตี สู้กับพวกมันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!"
"หา?"