- หน้าแรก
- บัลลังก์เดือด ตำนานสงครามห้าราชันย์
- บทที่ 2: ความขัดแย้ง
บทที่ 2: ความขัดแย้ง
บทที่ 2: ความขัดแย้ง
ในเวลานั้น ลอร์ดริคการ์ดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงข้างศพบุตรชายที่ไร้วิญญาณ ใบหน้าของเขาถมึงทึงและมืดมนราวกับเมฆดำก้อนใหญ่ก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
แม้จะอยู่ท่ามกลางสนามรบ แต่ภาพนี้ก็ยังทำให้ทหารและขุนนางรอบข้างรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ลอร์ดริคการ์ดก็ฝืนข่มความโศกเศร้าเอาไว้ เขาหยัดกายลุกขึ้น กระชับดาบยาวในมือแน่น และเดินเงียบเชียบตรงไปยังอัศวินผมทองที่ถูกจับกุม ท่ามกลางสายตาของทุกคน
มีเพียงความเดือดดาลในดวงตาของเขาเท่านั้นที่ลุกโชนอย่างรุนแรง
ดูราวกับว่าในวินาทีถัดไป เขาพร้อมจะเอาหัวสวยๆ ของเจ้า 'คิงสเลเยอร์' ไปเสียบประจานบนหอกเสียเดี๋ยวนั้น
เจมี่ แลนนิสเตอร์ ได้สติกลับมาแล้ว เขาเห็นลอร์ดริคการ์ดถือดาบเดินเข้ามาหา และเมื่อมองเห็นตราสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์สีขาวบนหน้าอกของอีกฝ่าย เขานอกจากจะไม่มีความหวาดกลัวแล้ว ยังระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"อ้อ พ่อของเจ้าทึ่มสองคนนั้นมาแล้วเหรอ ถ้าเจ้ามีความสามารถพอก็ปล่อยข้า แล้วเอาดาบมาให้ข้าสักเล่มสิ ข้าจะได้ส่งพวกแกสามคนพ่อลูกไปอยู่รวมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา"
ช่างหยิ่งยโสและกำแหงนัก วาจาของเขาเต็มไปด้วยความถือดีอย่างถึงที่สุด
ในยามที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม เขาคนเดียวก็เพียงพอที่จะจัดการทั้งพ่อและลูกตระกูลคาร์สตาร์กได้สบายๆ
ลอร์ดริคการ์ดไม่พูดอะไร ยังคงก้าวเดินถือดาบเข้าไปเรื่อยๆ ราวกับว่าผู้พูดเป็นเพียงคนตายที่ไม่มีค่าพอให้เขาเสียน้ำลายเสวนาด้วย
"ลอร์ดคาร์สตาร์ก ท่านวางอาวุธลงได้ การต่อสู้จบลงแล้ว และเราคือผู้ชนะ!"
ร็อบ สตาร์ก ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตะโกนเรียกเพื่อหยุดลอร์ดริคการ์ด
เขาเข้าใจสถานการณ์ดีว่า เขาจำเป็นต้องใช้ 'สิงโต' ที่มีค่าหัวสูงพอตัวนี้ เพื่อไปแลกเปลี่ยนกับบิดาและน้องสาวสองคนที่ติดอยู่ในคิงส์แลนดิ้ง
ดังนั้น เจมี่จะตายไม่ได้
อีกอย่าง ท่านพ่อของเขาเคยสอนไว้ว่า ห้ามประหารเชลยศึกโดยไม่มีการไต่สวนหลังจบการต่อสู้
ลอร์ดริคการ์ดที่มีสีหน้าซูบตอบหยุดฝีเท้าลงตามคำสั่ง ความภักดีทำให้เขาตัดสินใจเช่นนั้น
ทุกคนต่างรู้ดีว่า เจมี่ แลนนิสเตอร์ มีความสำคัญต่อตระกูลสตาร์กเพียงใด
แต่ไฟโทสะและความโศกเศร้าในใจของเขา ไม่ใช่สิ่งที่จะมอดดับลงได้ง่ายๆ เพียงเพราะคำสั่งเดียว
"ร็อบ สตาร์ก ในฐานะลอร์ดที่นำกองทัพมาสู้เพื่อท่าน ข้าเชื่อว่าข้ามีสิทธิ์ที่จะจัดการกับเชลยของข้า และในฐานะพ่อที่เพิ่งเสียลูกชายไป ข้าเชื่อว่าข้ามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้พวกแลนนิสเตอร์ชดใช้ และมันต้องเป็นการชดใช้ด้วยชีวิตของเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด"
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความโกรธและความเศร้า หรือแม้กระทั่งแฝงไว้ด้วยการขอร้อง
"ท่านจะได้สิทธิ์นั้นแน่ ลอร์ดคาร์สตาร์ก แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่กับคิงสเลเยอร์ และไม่ใช่ในป่าที่เต็มไปด้วยซากศพแห่งนี้ เชื่อข้าสิ แดนเหนือไม่เคยลืม!"
เมื่อเผชิญหน้ากับลอร์ดริคการ์ดร่างสูงใหญ่ที่ข่มความโกรธแค้นเอาไว้ ร็อบ สตาร์ก ที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนเลือดก็ดูสะบักสะบอมอยู่บ้างในเวลานี้
เขาพยายามอย่างหนักที่จะประคองสติและสถานการณ์เอาไว้
แม้สีหน้าจะดูสงบนิ่ง แต่กำปั้นที่กำแน่นจนสั่นระริกก็เผยให้เห็นถึงความตึงเครียดมหาศาลที่เขาพยายามกดข่มไว้ไม่ให้แสดงออกมา
ร็อบกังวลว่าขุนนางผู้ทรงอิทธิพลผู้นี้จะขัดคำสั่งเขาต่อหน้าธารกำนัล เหมือนกับที่ จอน อัมเบอร์ เคยทำที่วินเทอร์เฟล
ทว่าเวลานี้ 'เกรย์วินด์' ไม่ได้อยู่ข้างกายเขา มันน่าจะกำลังขย้ำคอหอยศัตรูอยู่ที่ไหนสักแห่ง
หากตัดสถานะทายาทดยุคออกไป ปีนี้เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีเท่านั้น
ลอร์ดหนุ่มที่มีข้ารับใช้ที่น่ากังขา ไม่ว่าที่ไหนก็ลำบากใจเหมือนกันหมด
"ท่านพ่อ ทอร์เรนตายในขณะที่ต่อสู้เพื่อร็อบ ข้ามั่นใจว่าตระกูลสตาร์กจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เราในวันหน้า"
เอ็ดดาร์ดยืนอยู่ข้างหลังบิดาบังเกิดเกล้าจำเป็นของเขา
ในฐานะลูก เขาจำเป็นต้องยืนหนุนหลังพ่อ และในฐานะสมาชิกตระกูลคาร์สตาร์ก เขาก็ต้องยืนเคียงข้างผู้นำตระกูล
นี่คือความสำคัญของการสวมบทบาท
นิสัยและความสามารถของคนเราอาจเปลี่ยนไปกะทันหันได้ แต่ตราบใดที่สถานะและจุดยืนยังคงมั่นคง ก็จะไม่เกิดปัญหาใหญ่ตามมา
ในฐานะผู้ที่ทะลุมิติมาและคุ้นเคยกับเนื้อเรื่องพอสมควร เอ็ดดาร์ดไม่อาจทนดูความสัมพันธ์ระหว่างคาร์สตาร์กกับสตาร์กพังทลายลงแบบนี้ได้
หากลอร์ดริคการ์ดสิ้นหวังในการแก้แค้น จนตัดสินใจนำทหารไปฆ่าเชลยแลนนิสเตอร์สองคน แล้วถูกเจ้าหนูเลือดร้อนอย่างร็อบประหารชีวิตในข้อหากบฏ ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้
ตระกูลคาร์สตาร์กจะกลายเป็นคนทรยศสองหน้า
ไม่ภักดีต่อทั้งบัลลังก์เหล็กและวินเทอร์เฟล หากถึงตอนนั้นเอ็ดดาร์ดอยากจะเอาชีวิตรอด เขาคงต้องเลือกทางเดินระหว่างไปติดตามพวกตระกูลโบลตัน หรือไม่ก็สวมชุดดำไปอยู่ที่กำแพง
เอ็ดดาร์ดไม่อยากไปที่กำแพง แม้คำปฏิญาณจะฟังดูเท่แค่ไหนก็ตาม!
ส่วนพวกโบลตัน ใครอยากจะไปสาบานตนก็ไปเถอะ แต่เขาไม่เอาด้วยแน่
เมื่อได้ยินคำแนะนำของเอ็ดดาร์ด ลอร์ดริคการ์ดไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หันกลับมามองลูกชายอีกคนที่เหลืออยู่ แววตาฉายความรักใคร่เอ็นดูวูบหนึ่ง
เขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่าย แต่ก็เป็นพ่อที่รักลูกมากเช่นกัน
ลอร์ดริคการ์ดไม่ดึงดันอีกต่อไป เขาเก็บอาวุธเข้าฝัก แล้วพยักหน้าให้หมาป่าหนุ่ม "ข้าเชื่อใจท่าน ร็อบ... คาร์สตาร์กจดจำเสมอ"
จากนั้นเขาก็หันกลับไปอุ้มร่างทอร์เรนที่อาบไปด้วยเลือด เดินออกจากหุบเขาไปทีละก้าวท่ามกลางสายตาของทุกคน
เอ็ดดาร์ดพยักหน้าให้ร็อบ สตาร์ก แล้วเดินตามบิดาออกไป
ที่วินเทอร์เฟล เกรทจอนเคยท้าทายอำนาจของร็อบ สตาร์ก อย่างเปิดเผยด้วยดาบ และยอมสงบลงหลังจากเกรย์วินด์กัดนิ้วของเขาขาดไปสองนิ้ว
นั่นคือบททดสอบ และเป็นสัญญาณของปัญหาระหว่างเจ้านายกับข้าทาส
ตระกูลคาร์สตาร์กกับสตาร์กในเวลานี้ก็มีปัญหาเช่นกัน
จนกว่าเรื่องของเจมี่ แลนนิสเตอร์ จะถูกจัดการอย่างเหมาะสม หน้าที่องครักษ์ส่วนตัวของเอ็ดดาร์ดคงต้องยุติลงชั่วคราว
มันไม่ใช่ตำแหน่งทางการอะไรแต่แรก เลดี้แคทลินเป็นคนเกณฑ์เขามาปกป้องลูกชายของนางชั่วคราวเท่านั้น
แต่การให้ทายาทตระกูลใหญ่มาทำหน้าที่นี้เนี่ยนะ?
จะพูดยังไงดี มันช่างเป็นสไตล์ชาวเหนือที่ดุดันเสียจริง!
แน่นอนว่าการจากไปของเอ็ดดาร์ด ไม่ได้หมายความว่าตระกูลคาร์สตาร์กจะไม่รับใช้วินเทอร์เฟลอีกต่อไป
นี่เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย
หากจัดการให้ดี รอยร้าวเล็กๆ นี้ก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า ในฐานะเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบห้าปี ร็อบ สตาร์ก อาจยังมองไม่เห็นปัจจัยทางการเมืองมากมายขนาดนั้น
ส่วนเรื่องอนาคต...
ด้วยความสามารถทางการเมืองของร็อบ ใครจะรู้ว่าจะมีอนาคตให้พูดถึงหรือเปล่า!
ตอนนี้ หมาป่าหนุ่มเมื่อเห็นลอร์ดคาร์สตาร์กผมขาวโค้งคำนับให้ตน สีหน้าก็สดใสขึ้นทันที และรู้สึกดีกับเอ็ดดาร์ด คาร์สตาร์ก ที่ช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อของเขาขึ้นมาอีกหน่อย
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ เขาต้องการการยอมรับนี้อย่างมาก
ในขณะนี้ แม้แต่สายตาของคนรอบข้างก็ดูเหมือนจะมีความเคารพยำเกรงมากขึ้น
แสงจันทร์สีเงินค่อยๆ จางหายไป
เพราะเจมี่ แลนนิสเตอร์ ถูกจับกุม ทหารฝ่ายตะวันตกจึงรู้ว่าหมดหนทางสู้ต่อ บรรดาผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างรีบคุกเข่าและยอมจำนน
เสียงโห่ร้องเฉลิมฉลองชัยชนะของหมาป่าหนุ่มดังก้องไปทั่วป่าที่เกลื่อนไปด้วยเศษแขนขาและซากศพ
ไม่นานนัก กองทัพฝ่ายเหนือก็กลับมาพร้อมชัยชนะ ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วค่ายแดนเหนืออย่างรวดเร็ว เสียงสรรเสริญความไร้พ่ายของหมาป่าหนุ่มดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
จากการนับจำนวนของชาวเกาะเหล็กบางคน
ในศึกครั้งนี้ ฝ่ายเหนือสูญเสียกำลังพลไปไม่ถึง 200 นาย ขณะที่ฝ่ายแลนนิสเตอร์สูญเสียมากกว่านั้นเป็นสิบเท่า อัศวินกว่าร้อยคนถูกจับกุม พร้อมด้วยขุนนางจำนวนมาก รวมถึงเอิร์ลอีกสามคน
นอกจากเจมี่แล้ว ยังมีคนตระกูลแลนนิสเตอร์อีกคนที่ถูกจับเป็น รวมถึงลูกพี่ลูกน้องแลนนิสเตอร์ และญาติจากตระกูลเฟรย์อีกสองคน
ลอร์ดชราแห่งหอคอยคู่แทบจะผลิตกองทัพด้วยน้ำเชื้อของตัวเอง แล้วเที่ยวผูกสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานไปทั่ว
ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกลายเป็นเบี้ยต่อรองในมือของร็อบ สตาร์ก
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าสงครามจบลงแล้ว ตรงกันข้าม สงครามเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก
ที่ใดมีความสุข ที่นั่นย่อมมีความทุกข์
เอ็ดดาร์ดนั่งอยู่ในกระโจม มองดูหลังคาผ้าใบที่เปื้อนฝุ่น ครุ่นคิดว่าเขาควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบอันน่าเศร้าเหล่านั้น
อย่างเช่นการกลายเป็นกบฏ
หรือเหตุการณ์วิวาห์เลือดที่เดอะทวินส์
แม้จะดูเหมือนต้องมาคอยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและความแข็งแกร่งที่สูงขึ้น ด้วยฐานะปัจจุบันของเขา เขาจำเป็นต้องปกป้องแดนเหนือ
ไม่งั้นจะให้ทำไง? ไปเลียเท้าเหม็นๆ ของรูส โบลตัน เหรอ?
ในการเจรจาเมื่อครู่ ร็อบพูดว่า "แดนเหนือไม่เคยลืม" เป็นการสัญญาว่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อชดเชยให้ตระกูลคาร์สตาร์ก
และพ่อบังเกิดเกล้าจำเป็นของเอ็ดดาร์ดก็ตอบกลับด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกัน
ความหมายชัดเจน: แลนนิสเตอร์ที่มีความสำคัญมากพอ จะต้องตาย
ความจริงควรเป็นสองคน แต่เอ็ดดาร์ดดันทะลุมิติมาถูกจังหวะพอดี ตอนนี้เลยเหลือแค่คนเดียวที่ต้องสังเวย
แต่ร็อบต้องการใช้แลนนิสเตอร์แลกตัวครอบครัวที่ติดอยู่ในคิงส์แลนดิ้ง
นี่คือความขัดแย้ง
เอ็ดดาร์ดทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้มาก เขาเป็นเพียงลูกชายคนรองของเอิร์ล มีพี่ชายชื่อ แฮลเลียน ซึ่งอยู่กับกองทัพทหารราบของรูส โบลตัน และตอนนี้เขายังไม่มีสิทธิ์ในการสืบทอดตระกูล
เขายังเป็นเพียงสามัญชนที่ไม่มีที่ดิน
สิ่งที่เขาทำได้คือต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างผลงานในสนามรบ
ไม่ว่าจะด้วยปัญญาหรือฝีมือการต่อสู้ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น
ถ้าเขาสามารถนำหัวของแลนนิสเตอร์กลับมาจากสนามรบได้อีกสักสองสามหัว ความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลนี้อาจจะคลี่คลายลงได้... แต่ก็แค่ 'อาจจะ'
เขาอาจได้รับรางวัลเป็นที่ดิน
ปราสาท หมู่บ้าน หรืออะไรทำนองนั้น
เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เอ็ดดาร์ดจึงขอทหารม้าเพิ่ม 4 นายจากท่านพ่อจำเป็น เพื่อมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง
ความจริงนี่มันผิดกฎนิดหน่อย
แต่อาจเป็นเพราะเพิ่งเสียลูกชายไป ลอร์ดคาร์สตาร์กจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย แล้วเก็บตัวเงียบอยู่ในกระโจมเพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพลูกชายอีกคน
คนตายมักสำคัญกว่าคนเป็นเสมอ
เอ็ดดาร์ดพอใจกับเรื่องนี้
จนถึงตอนนี้เขายังไม่เห็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลย เขาจึงอยากเจอหน้าพ่อจำเป็นให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยังไงซะ เขาก็ไม่ใช่เอ็ดดาร์ด คาร์สตาร์ก ตัวจริงนี่นา!
และลูกน้องใหม่ 4 คนนั้นก็เข้ามาเติมเต็มโควตากองกำลังที่มาพร้อมกับสถานะ "บุตรชายแห่งเอิร์ล" พอดี
ความจริงแล้ว ไอ้วิธีโกงของเขาดูจะแปลกแยกไปสักหน่อย
การมองเห็นค่าความภักดีนี่มันเหมือนเกมจากค่าย Paradox ชัดๆ
โดยเฉพาะความสามารถในการดูเหตุผลเจาะจง ซึ่งยิ่งทำให้เหมือนเข้าไปใหญ่
ในเกม คุณสามารถดูเหตุผลต่างๆ ที่ส่งผลต่อความภักดีได้ เช่น นิสัยที่คล้ายกัน สมาชิกครอบครัว หรือความหวาดกลัวต่อตัวคุณ
ความสามารถที่ทหารจะอัปเลเวลได้จากการฆ่าศัตรู นี่มันให้ความรู้สึกคุ้นเคยแบบสุดๆ
นี่มันฟีเจอร์ของเกม Mount & Blade ชัดๆ
สถานะและที่ดินเป็นตัวกำหนดโควตาการรับสมัคร ก็เป็นการตั้งค่าทั่วไป
ส่วนความสามารถ "ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างนายและบ่าว" นี่ได้ไอเดียมาจากไหนกันนะ?
เอาเถอะ เอ็ดดาร์ดไม่เคยเล่นเกมที่เหมือนกันเป๊ะๆ มาก่อนอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะยังไง เขาจำเป็นต้องกุมความได้เปรียบและใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
"นายน้อย พวกเขามาถึงกันแล้ว"
เสียงของอาเบลดังมาจากนอกกระโจม เขาพาทหารม้า 4 นายที่ลอร์ดริคการ์ดส่งมาให้ลูกชายมาถึงแล้ว
เอ็ดดาร์ดก้าวออกไป
จะว่าไปแล้ว ลอร์ดแดนเหนือส่วนใหญ่ค่อนข้างยากจน อาณาเขตดูเหมือนกว้างใหญ่ แต่ส่วนมากเต็มไปด้วยพื้นที่รกร้าง ป่าเขา และภูเขาหิมะ
บางพื้นที่สภาพอากาศเลวร้ายสุดขีด หิมะตกแม้แต่ในฤดูร้อน
นั่นทำให้ประชากรเบาบาง และประชากรที่เบาบางก็หมายถึงผลผลิตที่ไม่เพียงพอ
พูดง่ายๆ คือ ไม่มีเงิน
ดังนั้น แม้แต่ทหารม้าชั้นยอดของคาร์โฮลด์ 4 คนนี้ ก็สวมเพียงชุดเกราะโซ่ถักที่พอดีตัว มีเกราะนวมรองด้านใน และสวมทับด้วยผ้าคลุมสีดำที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ ปักตราสัญลักษณ์ตระกูลคาร์สตาร์ก
ดวงอาทิตย์สีขาว
นี่บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นทหารที่ไม่มีที่ดิน อุปกรณ์น่าจะเป็นทรัพย์สินของท่านลอร์ด และยังชีพด้วยการรับเบี้ยเลี้ยงและส่วนแบ่งจากการปล้นสะดม
คล้ายกับอัศวินที่สาบานตน แต่ก็มีข้อแตกต่างเล็กน้อย
"นายน้อย"
เมื่อเห็นเอ็ดดาร์ด คาร์สตาร์ก เดินออกมาจากกระโจม ผู้มาใหม่ทั้งสี่ก็ยืดหลังตรง กระตือรือร้น หวังจะสร้างความประทับใจแรกที่ดีให้กับเจ้านายคนใหม่
"แนะนำตัวกันหน่อยสิ"
เมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองจากระบบ เอ็ดดาร์ดคิดว่าอาจต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเพื่อกระตุ้นการทำงาน
ทั้งสี่มองหน้ากัน ชายหนุ่มร่างกายกำยำผมดำตาสีเขียวก้าวออกมาเป็นคนแรก โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "คาราส สโนว์ อายุ 26 ปี จากแบร์โรว์ตัน รับใช้ตระกูลคาร์สตาร์กมา 4 ปี ไม่มีครอบครัวขอรับ"
คำแนะนำตัวสั้นกระชับทำให้เอ็ดดาร์ดเข้าใจได้ทันที
เขาคงเป็นลูกนอกสมรสของพวกดัลลาสสักคน พอโตขึ้นก็ถูกฝากฝังให้ตระกูลคาร์สตาร์กดูแล
ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่มีทรัพยากรหรือโอกาสได้เรียนรู้วิชาขี่ม้าและทักษะการต่อสู้ และร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปจะมีได้
เขายิ้มและพยักหน้าตอบ ซึ่งทำให้คาราส สโนว์ ที่ดูประหม่าเล็กน้อยผ่อนคลายลง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเต็มใจคบหากับพวกลูกนอกสมรส โดยเฉพาะพวกนายน้อยตระกูลใหญ่
เมื่อมีคนเริ่ม การแนะนำตัวที่เหลือก็ง่ายขึ้นมาก
แลนโด ชายวัยกลางคนผมสีน้ำตาลตาสีฟ้า ครอบครัวอาศัยอยู่ในคาร์โฮลด์มาหลายชั่วอายุคน ภรรยาป่วยตาย ลูกชายทำงานเป็นเด็กเลี้ยงม้าในปราสาท และลูกสาวเป็นสาวใช้
เขาพูดช้าๆ แต่เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก
ดิ้ต้า คาแลนเดร ผู้ใหญ่ร่างบึกบึน แววตาสดใส ผมดอกเลา อดีตเคยเป็นอัศวินอิสระ เขาเป็นชาวใต้จากไวท์ฮาร์เบอร์ที่มาตั้งรกรากในคาร์โฮลด์ ลูกชายเพิ่งอายุได้ 3 ขวบ
เขาดูเคารพเอ็ดดาร์ดมาก ใช้คำราชาศัพท์และมารยาทต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว อาจเป็นทายาทตระกูลขุนนางตกอับสักตระกูล
มาร์ม เด็กหนุ่มตาสีน้ำตาลผมแดง พ่อเป็นช่างไม้ในคาร์โฮลด์ แม่เป็นคนครัวในปราสาท
กระตือรือร้น ร่าเริง แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะสร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่
ทั้งสี่คนนี้โดยพื้นฐานแล้วรับใช้ตระกูลคาร์สตาร์กมาหลายปีถึงสิบกว่าปี เคยติดตามลอร์ดริคการ์ดออกศึก ฆ่าศัตรู ปล้นชาวนา และแขวนคอคนเถื่อนมาแล้ว
ความภักดีของพวกเขาได้รับการพิสูจน์ด้วยเวลาและสงคราม
และเป็นดังคาด หลังจากคนเหล่านี้แนะนำตัวจบ ระบบก็แจ้งเตือนถามว่าจะรับเข้าสังกัดหรือไม่ แน่นอนว่าเอ็ดดาร์ดตอบรับทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ความภักดีของพวกเขาอยู่ในระดับ 'ปกติ' เท่านั้น และเหตุผลก็น่าประหลาดใจที่เหมือนกันหมด
"เหตุผล: 1. รับใช้ตระกูลคาร์สตาร์กมาเป็นเวลานาน 2. เอิร์ลริคการ์ดส่งให้มาติดตามท่าน 3. การต่อสู้กับเจมี่ แลนนิสเตอร์ ทำให้พวกเขารู้สึกดีกับท่าน"
เมื่อเห็นดังนั้น เอ็ดดาร์ดก็ล้วงถุงเงินตุงๆ ออกมาจากอกเสื้อหลายถุง
เขาวางแผนที่จะทำการทดลองเล็กๆ น้อยๆ