- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 32 เหยียนเจี๋ยกวงตำหนิอี้จงไห่
ตอนที่ 32 เหยียนเจี๋ยกวงตำหนิอี้จงไห่
ตอนที่ 32 เหยียนเจี๋ยกวงตำหนิอี้จงไห่
เลยเวลาบ่ายสองโมงไปเล็กน้อย เหออวี้จู้ผู้มีอาการเมามายเล็กน้อยก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปากซอย ขณะนั้นเหยียนเจี๋ยกวงกำลังเล่นอยู่กับเหยียนเจี๋ยตี้ พอเห็นเหออวี้จู้เดินโซเซก็รีบวิ่งเข้าไปหาแล้วถามว่า
“พี่จู้ พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?!”
“เจี๋ยกวงรึ?! พี่ไม่เป็นไร!” เหออวี้จู้พูดพลางหยิบลูกกวาดรวมรสจากกระเป๋าออกมายัดใส่มือเหยียนเจี๋ยกวงแล้วกล่าวว่า
“เจี๋ยกวง พี่จู้ของนายซื้อลูกกวาดมาให้!”
เหยียนเจี๋ยกวงหัวเราะแล้วถามว่า
“พี่จู้ พี่จะได้แต่งงานแล้วใช่ไหม?!”
เหออวี้จู้หัวเราะพลางพยักหน้า ตอบว่า
“เจ้าหนูนี่ฉลาดจริง พรุ่งนี้ก็เป็นวันมงคลของพี่จู้แล้ว”
เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า
“เห็นแก่ที่วันนี้พี่จู้เลี้ยงลูกกวาด ผมจะขอเตือนอะไรสักหน่อย ก่อนที่พี่จะพาเมียเข้ามาอยู่ในเรือนนี้ก็ให้เล่าเรื่องของคนในเรือนนี้ให้เขาฟังเสียบ้างจะได้เตรียมใจไว้ ไม่อย่างนั้นพอมาอยู่แล้วจะโดนรังแกเอาได้”
“เมียของเหออวี้จู้ ใครจะกล้ารังแก?!” พูดจบเหออวี้จู้ก็ผลักเหยียนเจี๋ยกวงออกเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปยังเรือนแต่พอเดินถึงหน้าประตู เขากลับหยุดก้าว หันกลับมามองเหยียนเจี๋ยกวงด้วยสีหน้าลังเล ก่อนจะหัวเราะฝืด ๆ แล้วยกเท้าเดินเข้าไป
“เจ้าจู้ ไปไหนมาน่ะ?! ทำไมตัวถึงได้มีกลิ่นเหล้าแรงแบบนี้?!” เหยียนปู้กุ้ยที่กำลังจะออกไปเดินเล่นบังเอิญเจอกับเหออวี้จู้ที่กลับมาพอดี พอได้กลิ่นเหล้าก็อดถามไม่ได้
เหออวี้จู้ตอบว่า
“วันนี้เพื่อนผมแต่งงาน ผมเลยไปกินเหล้าเลี้ยงฉลองมาน่ะ”
เหยียนปู้กุ้ยพูดว่า
“เจ้าจู้ ถึงจะคอแข็ง ก็ใช่ว่าจะดื่มแบบไม่ยั้งได้นะ?!”
เหออวี้จู้เรอออกมาพลางตอบว่า
“ไม่เป็นไรครับ! จะกินอีกครึ่งไหก็ยังได้ ผมไม่เป็นไรหรอกครับลุงเหยียน ผมขอตัวกลับก่อนนะครับไว้ค่อยคุยกันใหม่” พูดจบเหออวี้จู้ก็เดินโซเซเข้าไปยังลานกลาง
เหยียนปู้กุ้ยมองแผ่นหลังของเหออวี้จู้แล้วรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันแปลกตรงไหน เขาเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากแล้วเดินออกจากเรือนสี่ประสานไป
“พ่อจะไปไหนคะ?!” เหยียนเจี๋ยตี้โผเข้ากอดเหยียนปู้กุ้ยพลางถามเสียงหวาน
เหยียนปู้กุ้ยอุ้มเหยียนเจี๋ยตี้ขึ้นแล้วตอบว่า
“พ่อแค่จะไปเดินเล่นแถวนี้น่ะ” จากนั้นก็หันไปมองเหยียนเจี๋ยกวงแล้วพูดว่า
“เจี๋ยกวง ว่าง ๆ แวะไปดูที่จุดรับซื้อของเก่าหน่อย”
เหยียนเจี๋ยกวงเอียงคอมองเหยียนปู้กุ้ยแล้วถามว่า
“พ่อได้ไปให้สัญญาอะไรไว้กับครูที่โรงเรียนหรือเปล่า?!”
เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบว่า
“ก็แค่เรื่องตั๋วจักรยานหายากนี่แหละ พอพวกเขาเห็นจักรยานของฉันพวกเขาก็เลยอยากได้บ้าง”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดว่า
“พ่อเป็นคนไปตบปากรับคำกับพวกเขาไว้ก็ต้องหาทางแก้เองนะ ผมช่วยไม่ได้หรอก” พูดจบก็เอาลูกกวาดที่ได้จากเหออวี้จู้ใส่กระเป๋าเสื้อของเหยียนเจี๋ยตี้แล้วกล่าวว่า
“วันหนึ่งกินได้ไม่เกินสองเม็ด ห้ามกินเกิน ไม่งั้นฟันจะผุ แล้วของอื่นจะกินไม่ได้ เข้าใจไหม?!”
เหยียนเจี๋ยตี้พยักหน้าหนักแน่นแล้วพูดว่า
“พี่สาม หนูจะกินแค่วันละสองเม็ด ไม่เกินแน่นอน” แล้วก็ถามต่อว่า
“หนูแบ่งให้เพื่อนได้ไหม?!”
เหยียนเจี๋ยกวงหัวเราะแล้วตอบว่า
“ของที่พี่สามให้ก็เป็นของของน้อง น้องจะเอาให้ใครก็ได้”
“ขอบคุณค่ะพี่สาม!” พูดจบเหยียนเจี๋ยตี้ก็ไถลตัวลงจากอ้อมแขนเหยียนปู้กุ้ยแล้ววิ่งไปหาเพื่อน ๆ
เหยียนปู้กุ้ยมองแผ่นหลังของเหยียนเจี๋ยตี้แล้วพูดว่า
“เจี๋ยกวง แกทำหน้าที่พี่ชายได้ดีจริง ๆ!”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า
“ท่ถึงภายนอกพวกเราสามพี่น้องจะดูเหมือนไปกันได้ แต่พี่ใหญ่กับพี่รองที่ถูกพ่อเลี้ยงมา กลับกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีหัวใจ พวกเขาสนใจแต่ตัวเองกับผลประโยชน์ ไม่เห็นค่าของสายเลือด ผมไม่อยากเป็นเหมือนพวกเขา ในเมื่อเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้ ผมก็จะปกป้องเจี๋ยตี้ให้ดีที่สุด ขอแค่ให้เธอโตขึ้นมาแล้วไม่เป็นเหมือนพี่ใหญ่กับพี่รองก็พอ”
เหยียนปู้กุ้ยถึงกับอึ้ง! เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเหยียนเจี๋ยกวงจะพูดเรื่องพวกนี้ออกมาในเวลานี้ เหยียนปู้กุ้ยมองเหยียนเจี๋ยกวงอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันครุ่นคิดว่า
“หรือว่าฉันจะทำผิดไปจริง ๆ?!”
เหยียนเจี๋ยกวงราวกับมองทะลุความคิดของเหยียนปู้กุ้ย เขาจึงกล่าวว่า
“เงินเดือนของพ่อคนเดียว ถ้าไม่ใช้แบบประหยัดจริง ๆ มันก็เลี้ยงคนทั้งบ้านไม่ไหว แต่ถ้าความประหยัดกลายเป็นนิสัยฝังรากลึก มันก็จะกลายเป็นความตระหนี่และเห็นแก่ตัว คนเขาว่าคบคนดีก็กลายเป็นคนดี คบคนชั่วก็กลายเป็นคนชั่ว พ่อแม่คือตำราบทแรกของลูก เพียงแต่พ่อกับแม่สอนเก่งเกินไป พี่ใหญ่กับพี่รองเลยซึมซับวิชาท่านไปเต็มร้อย แล้วยังเก่งกว่าท่านเสียด้วยซ้ำ”
เหยียนปู้กุ้ยรู้สึกกระดากใจเล็กน้อยกับสิ่งที่เหยียนเจี๋ยกวงพูด เขาจึงถลึงตาใส่แล้วพูดว่า
“แล้วเจ้าหนูนี่ไม่โตมาแบบเบี้ยว ๆ รึ?!”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า
“ก็ผมปรับแก้ตัวเองเก่งน่ะสิ!”
“แย่งลูกกวาดฉันทำไม?!”
ขณะนั้นเอง เสียงตะโกนของเหยียนเจี๋ยตี้ก็ดังขึ้น เหยียนเจี๋ยกวงรีบวิ่งตามเสียงไป พอเหยียนเจี๋ยตี้เห็นพี่ชายมาก็เหมือนเห็นฟางช่วยชีวิต ร้องว่า
“พี่ชาย! เจ้าเสี่ยวตังแย่งลูกกวาดของหนู!”
เสี่ยวตังพอเห็นเหยียนเจี๋ยกวง ก็รีบเอาลูกกวาดทั้งหมดในมืดยัดเข้าปากทันที เหยียนเจี๋ยกวงไม่ไว้หน้าเขาเลย คว้าคอเสื้อของเสี่ยวตังแล้วลากเข้าไปในเรือนสี่ประสาน เหยียนเจี๋ยตี้กับพวกเพื่อน ๆ ที่เล่นด้วยกันก็ตามเข้าไปด้วย
เหยียนเจี๋ยกวงลากเสี่ยวตังมาหยุดหน้าบ้านตระกูลเจี่ย แล้วตะโกนว่า
“คนในตระกูลเจี่ยตายหมดแล้วรึ?! ออกมาสักคนให้หายใจหน่อย!”
แต่คนในตระกูลเจี่ยไม่ออกมา อี้จงไห่กลับออกมาแทน เขาตะโกนถามเหยียนเจี๋ยกวงว่า
“เจี๋ยกวง เจ้าทำอะไรของแกน่ะ?!”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า
“เสี่ยวตังแย่งลูกกวาดของน้องสาวผม ผมมาทวงความเป็นธรรมจากตระกูลเจี่ย นี่ไม่สมควรรึ?! อีกอย่าง ลุงอี้ตอนนี้ก็ไม่ใช่หัวหน้าประจำเรือนสี่ประสานอีกแล้ว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ใช่หน้าที่ของท่านนะ?!”
“ใครกัน?! มายืนปากพล่อยอยู่นอกบ้าน?!”
ในตอนนั้น เจี่ยจางซื่อก็วิ่งออกมาจากในบ้าน เหยียนเจี๋ยกวงพูดว่า
“ในที่สุดก็มีคนในตระกูลเจี่ยออกมาหายใจเสียที! หลานสาวป้ามาแย่งลูกกวาดของน้องสาวผม ป้าก็ควรให้คำอธิบายบ้างกระมัง?!”
“คำอธิบาย?! อะไรคือคำอธิบาย?! หลานสาวฉันกินลูกกวาดของพวกแกได้ก็ถือว่าให้เกียรติพวกแกแล้ว!”
พูดจบ เจี่ยจางซื่อก็ตะโกนใส่เสี่ยวตังว่า
“ยังจะยืนเอ๋ออยู่ทำไมอีก?! ยังไม่รีบคลานกลับมาอีก!”
เสี่ยวตังมองเหยียนเจี๋ยกวงด้วยแววตาท้าทาย ก่อนจะรีบตอบว่า
“ย่าครัีบ ผมกลับมาแล้ว!”
พูดจบก็หันหลังกลับเข้าบ้าน แต่เหยียนเจี๋ยกวงจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้อย่างไร? เขาเตะเสี่ยวตังเข้าหนึ่งที จนเสี่ยวตังล้มลงคว่ำหน้ากับพื้นอย่างไม่เป็นท่า
เจี่ยจางซื่อเห็นดังนั้น ก็คิดว่านี่คือโอกาสในการรีดไถเงิน รีบตบมือตบขาแล้วร้องโหยหวนว่า
“ตาเฒ่าเจี่ย?! แกตายแล้วปล่อยให้พวกเราพ่อม่ายแม่หม้ายถูกรังแก แกรีบขึ้นมาลากคนที่รังแกพวกเราไปเถอะ!”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดว่า
“เจี่ยจางซื่อ! ป้ากำลังแพร่คำพูดงมงายโบราณอยู่ใช่ไหม? ถ้าป้ากล้าร้องอีกคำ ผมจะรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ประจำชุมชนมาลากป้าไปเดี๋ยวนี้!”
เจี่ยจางซื่อได้ยินคำพูดของเหยียนเจี๋ยกวงแล้ว ก็นึกถึงภาพหญิงชราในลานบ้านที่โดนประชาทัณฑ์เพราะคำพูดทำนองนี้ ใจกระตุกวูบหนึ่ง แล้วรีบลุกจากพื้นฉับไว ลากเสี่ยวตังกลับเข้าบ้านทันที
อี้จงไห่พูดว่า
“เหยียนเจี๋ยกวง พวกเราอยู่ในเรือนเดียวกัน ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?!”
เหยียนเจี๋ยกวงแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า
“อี้จงไห่ ก็เพราะว่าพวกเรามีคนอย่างท่านที่เป็นหัวหน้าประจำเรือนสี่ประสานนี่แหละ เรือนสี่ประสานของพวกเราถึงได้กลายเป็นสถานที่สกปรกอลหม่านขนาดนี้! พวกอย่างเจี่ยจางซื่อที่เป็นพวกสร้างความวุ่นวาย ควรส่งไปทำงานที่ไร่นาตั้งนานแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะลุงอี้ เธอก็คงไม่กล้าทำตัวกร่างในเรือนสี่ประสานของพวกเราแบบนี้หรอก!”
………………..