- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 24 พาเหออวี้สุ่ยไปฝากเงิน
ตอนที่ 24 พาเหออวี้สุ่ยไปฝากเงิน
ตอนที่ 24 พาเหออวี้สุ่ยไปฝากเงิน
หลิวกุ้ยอิงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามว่า
“คนในเรือนเรา ใครกัน?! จะเป็นหลิวไห่จงรึเปล่า?!”
อี้จงไห่หัวเราะเยาะแล้วกล่าว
“แค่หลิวไห่จงคนไร้สมองคนนั้นน่ะหรือ?! เขาไม่มีทางมีความสามารถขนาดนี้แน่ คิดไปคิดมา ก็เห็นมีแค่สวี่อู้เต๋อเท่านั้น”
หลิวกุ้ยอิงกล่าว
“บ้านสกุลสวี่กับบ้านสกุลเหอไม่ถูกกันมาตลอด แล้วท่านกับสวี่อู้เต๋อก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรขัดแย้งกัน เขาจะคิดร้ายกับท่านได้อย่างไร?!”
อี้จงไห่คิดตามที่ภรรยากล่าวก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง เขาขมวดคิ้วพึมพำว่า
“ใครกันที่คิดเล่นงานฉัน?! เรื่องนี้ไม่ปกติจริงๆ ?!”
หลิวกุ้ยอิงเร่ง
“เหล่าอี้ อย่าคิดมากเลย! มากินข้าวเถอะ!”
“อืม!” อี้จงไห่รับคำ แล้วรับหัวแป้งนึ่งที่ภรรยายื่นมา กินพลางครุ่นคิด
ขณะเดียวกัน เจี่ยจางซื่อก็กลับถึงบ้าน พอมองเห็นอาหารบนโต๊ะ สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปทันที เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ฉินหวยหรู หลานชายคนโตของฉันบาดเจ็บนะ แล้วเธอจะให้เขากินแค่นี้หรือ?!”
ฉินหวยหรูกล่าว
“แม่คะ ใบคูปองอาหารที่โรงพยาบาลให้มาหมดแล้ว ไม่มีคูปอง พวกเขาก็ไม่ขายกระดูกหมู แล้วฉันจะทำอะไรได้?!”
เจี่ยจางซื่อกล่าว
“ปั้งเกิงเป็นลูกเธอ แล้วเธอจะปล่อยให้แผลเขาไม่หายงั้นหรือ?!”
“แม่คะ!” ฉินหวยหรูเรียก แล้วร้องไห้กล่าวว่า
“ปั้งเกิงคือลูกที่ตกจากตัวฉัน ฉันจะไม่อยากให้เขาหายได้อย่างไรกัน?!”
เจี่ยจางซื่อหัวเราะเย้ยหยัน
“ฉันว่าก็ไม่แน่! ถ้าเธอคิดถึงลูกตัวเองจริงๆก็คงคิดหาทางได้ไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยเจ้าทึ่มคนนั้นเห็นเธอทีไรก็เรียกพี่สาวฉินตลอด ถ้าเธอไปขอเองบางทีน้องชายคนดีของเธออาจจะแบ่งอาหารให้พวกเราบ้าง”
ฉินหวยหรูกล่าว
“แม่คะ! เหตุการณ์วันนั้นแม่ก็เห็นด้วยตาเองไม่ใช่หรือ หากเจ้าทึ่มจะให้พวกเรา เขาคงให้ไปแล้ว”
“ไร้ประโยชน์! เอาใจไปอยู่ฝั่งไหนกันแน่?! ฉันจะบอกเธอเอาไว้เลยนะวันนี้ถ้าเจ้าทึ่มนั่นกลับมาแล้วเธอยังไม่ไปขอข้าวกล่องมาล่ะก็อย่าหวังจะได้เหยียบประตูบ้านเจี่ยอีกเลย” กล่าวจบ เจี่ยจางซื่อก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ หยิบหัวแป้งนึ่งขึ้นมาแล้วกัดอย่างรุนแรง
ฉินหวยหรูเห็นดังนั้นก็จนปัญญา จำต้องดูแลลูกชายกับลูกสาวให้กินข้าวก่อน เรื่องอื่นค่อยคิดตอนหลัง
อี้จงไห่กินข้าวกลางวันเสร็จก็พักผ่อนอยู่บ้านสักครู่ ก่อนจะมาที่บ้านของแม่ใหญ่หูหนวก
แม่ใหญ่หูหนวกที่กำลังเอนกายพักผ่อนลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียง มองอี้จงไห่หนึ่งคราแล้วถามว่า
“จงไห่ ครั้งนี้โรงงานลงโทษยังไงบ้าง?!”
อี้จงไห่ตอบ
“ลดชั้นลงเป็นพนักงานระดับสาม ห้าปีข้างหน้าไม่ได้สิทธิ์สอบเลื่อนตำแหน่งหรือรับรางวัลใดๆ”
แม่ใหญ่หูหนวกกล่าวว่า
“จงไห่ ความผิดพลาดครั้งนี้ก็จงจำไว้ให้ดี อย่าได้พลาดแบบนี้อีก”
อี้จงไห่กล่าว
“ผมรู้แล้ว แม่ใหญ่วางใจเถอะ เพียงแต่ยังคิดไม่ตกว่าใครกันที่เป็นคนไปบอกเจ้าทึ่ม”
แม่ใหญ่หูหนวกกล่าวว่า “ฉันเองก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มันน่าสงสัยไปหมดเดิมทีฉันก็สงสัยสงี่อู้เต๋อ แต่เขาก็คงไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น หลิวไห่จงก็เป็นเพียงแค่คนโง่เง่าเขาไม่มีปัญญาไปคิดการใหญ่เช่นนั้นอยู่แล้ว เหยียนปู้กุ้ยก็เป็นแค่คนขี้เหนียวไม่ใช่คนที่ชอบลอบกัดคนอื่นลับหลัง คนในเรือนเรานอกจากบ้านเจี่ยแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีใครน่าสงสัย หรือเป็นเพราะมีศัตรูภายนอก?”
อี้จงไห่รีบปฏิเสธ
“แม่ใหญ่รู้จักผมดี ผมไม่มีทางไปหาเรื่องทะเลาะกับใครแน่”
แม่ใหญ่หูหนวกกล่าวว่า “ฉันเชื่อ แต่ครั้งนี้ถูกเล่นงานปางตาย แม้หนนี้จะรอดมาได้แล้วหนหน้าเล่า มีคำกล่าวโบราณเคยกล่าวไว้ว่ามีขโมยพันวัน แต่ไม่มีทางขโมยกันพันวัน ฉะนั้นแกต้องรีบหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังคอยแนะนำเจ้าทึ่ม ยิ่งปล่อยไว้นานวันเท่าไรก็มีแต่จะวุ่นวายเพิ่มขึ้นเท่านั้น”
อี้จงไห่กล่าว
“แม่ใหญ่ศัตรูอยู่ในที่มืดเราอยู่ที่แจ้งยากจะหาตัวได้”
แม่ใหญ่หูหนวกมองอี้จงไห่ด้วยแววตาเย็นชา ด่าขึ้นในใจว่า
“ไร้ประโยชน์!”
จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง อี้จงไห่เห็นเธอไม่สนใจเขาอีก จึงรู้สึกว่าการอยู่ต่อก็ไร้ประโยชน์ เอ่ยลาแล้วก็ออกจากบ้านยายแก่หูหนวกไป
เวลาผ่านไปทีละน้อย ครู่เดียวก็ถึงบ่ายสามโมง
เหออวี้จู้ถือกล่องข้าวเดินออกจากโรงงานเหล็ก ไม่ได้กลับบ้านก่อน แต่ไปที่บ้านแม่สื่อหวังแทน
แม่สื่อหวังที่เพิ่งกลับมาพอเห็นเหออวี้จู้ ใบหน้าก็พลันยิ้มกว้าง กล่าวทักอย่างสนิทสนมว่า
“เสี่ยวเหอ มาแล้วหรือ?!”
เหออวี้จู้เอ่ยถามว่า
“ป้าอ้าว เรื่องที่ผมไหว้วานจัดการไปถึงไหนแล้วครับ?!”
แม่สื่อหวังยิ้มพลางตอบว่า
“ถ้าถึงมือฉันแล้วยังไม่สำเร็จอีกล่ะก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ฉันไปพูดคุยกับพ่อแม่ฝ่ายหญิงแล้ว วันมะรืนเป็นวันอาทิตย์ ฉันจะเป็นคนพาเธอไปสู่ขอลูกสาวบ้านนั้นเอง”
“ขอบคุณป้าอ้าวมาก!” เหออวี้จู้ยิ้มรับคำ แล้วถามว่า
“ป้าอ้าว วันมะรืนจะไปสู่ขอ ผมต้องเตรียมอะไรไปบ้างหรือ?!”
แม่สื่อหวังกล่าว
“ถ้าเจ้าพอมีเงินก็เตรียมบุหรี่ สุรา ลูกกวาดกับขนมไปบ้าง ถ้ามีไม่มาก ก็เอาแค่ลูกกวาดกับขนมพอ ลูกกวาดไม่ต้องดีมาก ลูกกวาดแข็งธรรมดาก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างหนึ่ง ฉันได้ตกลงกับทางฝ่ายหญิงไว้แล้ว เรื่องสินสอดยี่สิบหยวน ตรงนี้ต้องมีให้ครบ”
เหออวี้จู้ยิ้มตอบ
“ขอบคุณป้าอ้าว!วางใจได้เลยครับ!” พูดจบ เขาก็หยิบธนบัตรห้าหยวนจากกระเป๋าแล้วยื่นให้
“ป้าอ้าว นี่คือของเล็กๆ น้อยๆ จากผม หากเรื่องสำเร็จ ผมจะมีของตอบแทนให้อีก”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ!” แม่สื่อหวังรับเงินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วกำชับว่า
“เสี่ยวเหอ วันไปสู่ขอ ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยดีๆ นะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตทั้งชีวิต อย่าทำลวกๆ เด็ดขาด”
เหออวี้จู้ยิ้มแล้วตอบ
“ป้าอ้าว วางใจเถอะ ผมรู้ว่าควรทำอย่างไร งั้นตกลงกันนะ มะรืนเจ็ดโมงเช้าผมจะมาหาที่นี่”
“ฉันไม่ลืมแน่นอน!” แม่สื่อหวังส่งเหออวี้จู้ออกไปด้วยสีหน้าระรื่น ใจนางก็ปลื้มยิ่งนัก
เหออวี้จู้ออกจากบ้านแม่สื่อหวังแล้วรีบรุดไปยังหน้าโรงเรียนมัธยมหงซิง ไม่นานนัก เหออวี้สุ่ยก็เดินออกมาพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้น
เหออวี้จู้รีบโบกมือร้องเรียก
“อวี้สุ่ย!”
เหออวี้สุ่ยได้ยินเสียงเรียก ก็รีบล่ำลาเพื่อนแล้ววิ่งมาหาเหออวี้จู้ ถามว่า
“พี่ มาที่นี่ทำไมม?!”
เหออวี้จู้กล่าว
“เรื่องนั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว”
เหออวี้สุ่ยถามว่า
“พี่ได้ของคืนแล้วหรือ?!”
เหออวี้จู้พยักหน้า
“ได้คืนทั้งจดหมายทั้งเงิน ตอนนี้ธนาคารก็ยังไม่ปิดพี่จะพาเธอไปฝากเงินไว้ก่อน”
เหออวี้สุ่ยถามว่า
“พี่ มีเงินเท่าไรหรือ?!”
เหออวี้จู้ตอบว่า
“สองพันแปดร้อยกว่าหยวน สองพันนั้นคือเงินชดเชยที่เขาให้เรา ส่วนอีกแปดร้อยกว่าหยวนเป็นเงินที่พ่อส่งมาให้ เงินชดเชยพี่จะแบ่งกับเธอคนละครึ่งส่วนเงินที่พ่อส่งมาพี่จะให้เธอทั้งหมด”
เหออวี้สุ่ยกล่าว
“พี่เงินนั้นก็มีส่วนของพี่ทำไมถึงต้องให้หนูทั้งหมด”
เหออวี้จู้กล่าว
“ก่อนที่พ่อจะจากไปเขาได้จัดการเรื่องงานไว้ให้พี่แล้วแม้จะบอกว่าเงินนี้เป็นของเราทั้งคู่แต่ความจริงแล้วมันเป็นของเธอทั้งหมด” พูดจบก็เร่ง
“ไปเร็วเถอะ! ถ้าไปสาย ธนาคารจะปิดเสียก่อน”
“อืม!” เหออวี้สุ่ยรับคำแล้วเดินตามเหออวี้จู้ไปยังธนาคาร
ในยุคนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักเก็บเงินไว้ที่บ้าน น้อยนักที่จะนำเงินไปฝากธนาคาร เหออวี้จู้พาเหออวี้สุ่ยไปที่ธนาคาร แล้วก็ฝากเงินเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
ออกจากธนาคารแล้ว เหออวี้จู้พาเหออวี้สุ่ยนั่งลงบนขั้นหินหน้าธนาคาร แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้เหออวี้สุ่ย
“นี่คือจดหมายที่เขาเขียนถึงพวกเรา”
เหออวี้สุ่ยรับจดหมายพลางถาม
“พี่อ่านแล้วหรือยัง?!”
……………….