- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 5 ข่าวลือจากเหยียนเจี๋ยกวง
ตอนที่ 5 ข่าวลือจากเหยียนเจี๋ยกวง
ตอนที่ 5 ข่าวลือจากเหยียนเจี๋ยกวง
เหยียนเจี๋ยกวงปรายตามองเหยียนปู้กุ้ยอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า
“ผมไม่ได้พูดมั่วนะ ไม่เชื่อพ่อก็ลองออกไปถามดูได้ แถวบ้านเรานี่แหละ ใครที่อายุพอ ๆ กับพี่ใหญ่ การศึกษาก็พอ ๆ กัน บางคนไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขตช้ากว่าพี่ใหญ่ด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีงานทำกันหมดแล้ว”
คำพูดของเหยียนเจี๋ยกวงทำเอาใบหน้าของเหยียนปู้กุ้ยกับภรรยาเปลี่ยนสีในทันที ใบหน้าของเหยียนเจี๋ยเฉิงเองก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก
แม่เหยียนหญิงชราผู้เป็นญาติถึงกับลังเลก่อนจะเอ่ยปากว่า
“เฒ่าเหยียน เจ้าลองไปถามอี้จงไห่ดูหน่อยดีไหม?”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดแทรกขึ้น
“พ่อ ไปถามเขาก็เท่านั้น เขาไม่มีทางยอมรับหรอก แทนที่จะรอประกาศจากสำนักงานเขต พี่ใหญ่ไปถามที่กรมแรงงานประจำเขตดูเลยยังจะดีกว่า ผมได้ยินมาว่าที่นั่นมักจะมีงานประกาศอยู่บ่อย ๆ ลองไปดูเผื่อจะเจอโอกาสก็ได้”
เหยียนปู้กุ้ยลังเล
“จะข้ามสำนักงานเขตไปเลยแบบนี้ มันจะดีหรือ?”
เหยียนเจี๋ยเฉิงรีบบอก
“พ่อ ผมไปคนเดียวก็ได้ เราไม่พูด ไม่บอกใคร ก็ไม่มีใครรู้หรอก อีกอย่าง หรือพ่อต้องการให้ผมเป็นแค่คนรับจ้างไปทั้งชีวิต?”
เหยียนปู้กุ้ยถอนหายใจยาวก่อนพยักหน้า
“ก็ได้!”
แล้วเขาก็เสริมขึ้นมาอีกว่า
“เจี๋ยเฉิง แต่ตกลงกันไว้ก่อนนะ ถ้าลูกหางานได้แล้ว ทุกเดือนต้องส่งเงินเข้าบ้านสิบหยวน ต่อให้แต่งงานแยกบ้านไปแล้ว ลูกก็ยังต้องส่งมาเหมือนเดิม”
“ทำไมต้องส่งด้วยล่ะ!” เหยียนเจี๋ยเฉิงตะโกนลั่น
เหยียนปู้กุ้ยตอบด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก
“พ่อกับแม่เลี้ยงแกมาโตขนาดนี้ เลี้ยงทั้งกินทั้งอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เสียอะไรสักหน่อย แค่ให้ส่งเงินเลี้ยงดูบ้านนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป?”
“แต่สิบหยวนมันเยอะไปไหม?” เหยียนเจี๋ยเฉิงยังไม่ยอม
แม่เหยียนพูดเสริม
“แม่ว่าไม่เยอะนะ พ่อแกบอกให้ส่งสิบหยวนก็ถือว่าลดหย่อนให้มากแล้วล่ะ โบราณว่าไว้ ‘พ่อแม่ยังอยู่ บ้านยังไม่แยก’ ถ้ายังไม่ได้แยกบ้าน ใครหาเงินได้ก็ต้องส่งเข้าบ้าน!”
เหยียนเจี๋ยเฉิงรู้ทันทีว่าแม่ของตนมีจุดประสงค์อะไร จึงรีบตอบรับทันที
“ครับๆ สิบก็สิบ!”
เหยียนปู้กุ้ยพูดเสริม
“แต่ถ้าแกหาเมียแล้ว ยังอยู่บ้านนี้เหมือนเดิม ก็ต้องเพิ่มอีกสิบหยวน”
เหยียนเจี๋ยเฉิงยักไหล่
“เรื่องแต่งงานยังอีกไกล ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ!”
พูดจบก็หยิบขนมปังนึ่งชิ้นสุดท้ายยัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว
“พ่ ผมกินเสร็จแล้ว ไปละนะ!”
ในขณะเดียวกัน เหยียนเจี๋ยฟางก็วางชามลงแล้วหันไปกล่าวลาผู้ใหญ่ ก่อนจะเดินตามพี่ชายออกจากบ้าน
ด้านเหยียนเจี๋ยตี้ก็กินเสร็จแล้วเช่นกัน นั่งตัวตรงเรียบร้อย รออยู่เงียบ ๆ ข้างโต๊ะ
เหยียนปู้กุ้ยกับภรรยาสบตากัน ก่อนแม่เหยียนจะเอ่ยขึ้น
“เจี๋ยตี้ ไปกับแม่หน่อย”
พูดจบก็ลุกขึ้น เก็บจานชามบนโต๊ะใส่ลงในหม้อใบเดียวกับที่เคยใส่โจ๊ก
“ค่ะ!” เหยียนเจี๋ยตี้รับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามแม่ออกไป
เมื่อประตูห้องโถงปิดลง เหยียนปู้กุ้ยจ้องลูกชายคนเล็ก แล้วเอ่ยขึ้น
“เจี๋ยกวง แกไม่มีอะไรอยากจะบอกพ่อเลยหรือ?”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบกลับเรียบ ๆ
“พ่ออยากให้ผมพูดอะไรล่ะ? อยากให้ผมกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนหรือ?”
เหยียนปู้กุ้ยขมวดคิ้ว
“หมายความว่ายังไง?”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดอย่างเยือกเย็น
“ผมอยู่ในบ้านสี่ประตูนี้มาตั้งหลายปี อย่านึกว่าผมยังเด็ก ไม่รู้อะไร เมื่อก่อนผมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะมันยังไม่กระทบผมโดยตรง แต่คราวนี้ ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าชีวิตผมมีค่าแค่ห้าหยวน แล้วพวกเขายังจะมาทำร้ายผมอีก ผมก็จะไม่ยอมให้พวกเขาอยู่สบายเหมือนกัน!”
เหยียนปู้กุ้ยได้ฟังถึงกับใจหายวูบ
“เจ้าเด็กบ้านี่ อย่าทำอะไรบ้า ๆ ล่ะ!”
เหยียนเจี๋ยกวงหัวเราะเบา ๆ
“พ่อคิดว่าผมโง่หรือ? ผมจะไม่เอา ‘เครื่องเคลือบ’ อย่างตัวเองไปชนกับ ‘หินแตก’ พวกนั้นหรอก เรื่องบางเรื่อง อย่าคิดว่าทำเนียน ๆ แล้วจะไม่มีใครรู้ บนโลกนี้ไม่มีผนังไหนกันลมได้หมดหรอกนะ”
เปลวไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นในใจของเหยียนปู้ก้ยลุกโชนขึ้นทันที เขาหัวเราะพลางถามว่า
“เจี๋ยกวง ลูกพ่อ...แกรู้ความลับอะไรเข้ากันแน่?! บอกพ่อหน่อยสิ!”
“พ่อครับ สายแล้ว ผมไปโรงเรียนก่อนนะ” พูดจบ เหยียนเจี๋ยกวงก็ลุกขึ้นยืน หันมายิ้มให้พ่อ ก่อนจะเดินไปที่ประตู เปิดออกแล้วก้าวจากไปอย่างสงบ
ผ่านไปสักพักแม่เหยียนก็จูงมือเหยียนเจี๋ยตี้เดินเข้ามาในห้องโถง ถามว่า
“ตาเฒ่าได้ความว่ายังไงบ้าง?!”
“ก็ไอ้เจ้า ‘ปังเกิ๋ง’ ไอ้เด็กเวรนั่น ไม่รู้จะหยิบอิฐมาทุบเจี๋ยกวงทำไม?! แต่ก็ดีที่ทุบนั่นแหละ ทำเอาไอ้ลูกเราหัวเปิดโลกทัศน์ก็เปิดตามไปด้วย! ฉันบอกไว้ได้เลยนะ...ตั้งแต่นี้ไป เรือนสี่ประสานของพวกเรามีเรื่องดี ๆ ให้ดูแน่นอน!”
“เหยียนเจี๋ยกวง!”
เสียงตะโกนดังขึ้นเมื่อเหยียนเจี๋กวงที่สะพายกระเป๋าออกจากบ้าน เพิ่งเดินถึงปากตรอก
เขาหยุดฝีเท้า หันกลับไปมอง เห็นหลิวกวงเทียนกับหลิวกวงฝูวิ่งตามมาทันพอดี
“วันนี้ทำไมพวกนายมาช้าจัง?” เขาถาม
“ก็เจ้านี่แหละ (ชี้ไปที่หลิวกวงฝู) อืดอาดยืดยาด ถ้าฉันไม่ลากมาด้วยนะ ป่านนี้เราโดนสั่งสอนแน่” หลิวกวงเทียนบ่น
“พวกนายมันซวยจริง ๆ เลยนะ ได้พ่อแบบนั้นเข้ามา” เหยียนเจี๋ยกวงหัวเราะแห้ง ๆ แล้วถามต่อ
“ช่วงสองวันที่ฉันไม่ได้มา โรงเรียนมีอะไรใหม่ๆ ไหม?”
หลิวกวงฝูส่ายหน้า
“จะมีอะไรล่ะ ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เจ้าปั้งเกิงช่วงนี้ลำพองสุด ๆ ไปเลย”
เจี๋ยกวงฟังแล้วถึงกับยิ้มกว้าง
“ก็แหงสิ เขามีพ่อสองคน จะไม่ลำพองได้ยังไง?” พอพูดจบ ก็ทำท่าเหมือนเผลอหลุดพูดออกไป แล้วแกล้งชำเลืองมองสองพี่น้องหลิวด้วยสายตาลับ ๆ ล่อ ๆ
ดวงตาของหลิวกวงเทียนและหลิวกวงฝูเบิกโพลงทันที
“เดี๋ยว ๆ เจี๋ยกวง!” กวงเทียนถามอย่างตื่นเต้น “พ่อของปั้งเกิงไม่ใช่ ‘เจี่ยตงซวี’ เหรอ?! อีกคนมาจากไหนกัน?!”
“พวกนายหูฝาดแล้ว!” เจี๋ยกวงรีบปฏิเสธ จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง
“ไม่พูดแล้ว! เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย” แล้วก็วิ่งจากไป
พอถึงโรงเรียน เหยียนเจี๋ยกวงเพิ่งนั่งลงที่โต๊ะประจำตัว “ติ้งซาน” เพื่อนซี้ก็โผล่มาทันที
“เจี๋ยกวง ได้ข่าวว่านายกโดนไอ้ปั้งเกิงจากห้องข้าง ๆ ฟาดด้วยอิฐ?”
“ก็จริงนั่นแหละ” เจี๋ยกวงตอบแบบไม่ยี่หระ “แต่เจ้านั่นมันเล่นทีเผลอ แอบจู่โจมก่อน”
ติ้งซานหน้าตาเอาเรื่อง
“งั้นเดี๋ยวให้ช่วยเอาคืน!”
เจี๋ยกวงหัวเราะ
“แค่ไอ้ตัวกระจ้อยร่อยนั่น ไม่ต้องถึงมือ ‘พี่ติ้ง’ หรอก ฉันเอาอยู่ แค่รู้ไว้ก็พอ แต่ปัญหาคือ พอซัดเด็กแล้ว เดี๋ยวมันลากเอาผู้ใหญ่ตามมาอีก ไม่อยากยุ่งให้เหม็นตัวเปล่า ๆ” แล้วเขาก็ก้มลงกระซิบที่ข้างหูของติ้งซาน
ติ้งซานฟังแล้วถึงกับตาโต
“เจี๋ยกวง! เรื่องทีพูดนี่มันเรื่องจริงเหรอ?!”
“ของแท้แน่นอน!” เจี๋ยกวงยืนยัน “ตั้งแต่ปั้งเกิงเกิด ผมของลุงใหญ่ในบ้านเราก็เปลี่ยนไป แล้วยังอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยในการผลิตอีก! เอาเป็นว่า...เรื่องนี้ฉันเล่าให้นายฟังคนเดียว ถ้ามีคนอื่นมาถาม ฉันจะไม่ยอมรับเด็ดขาดนะ!”
ติ้งซานพยักหน้าแรง ๆ
“ไว้ใจได้เลย! ปากของฉันน่ะปิดสนิทที่สุด! ไม่มีหลุดแน่นอน!”
“เอาล่ะ รีบกลับที่ได้แล้ว เดี๋ยวครูมาอีกก็โดนด่าอีกหรอก!” เจี๋ยกวงพูดไล่ แล้วในใจเขาก็แอบคิด...
“ติ้งซาน นายน่ะจริงใจดีอยู่หรอก แต่ปากนี่นะได้จากแม่มาเต็ม ๆ เดี๋ยวไม่นาน เรื่องนี้ต้องกระจายออกไปแน่! อี้จงไห่...ปั้งเกิง...คราวนี้ฉันขอเอาดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อยๆ ก่อน แล้วเราค่อย ๆ เล่นกัน!”