- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 4 พบกับ “เทพแห่งความเป็นธรรม” เป็นครั้งแรก
ตอนที่ 4 พบกับ “เทพแห่งความเป็นธรรม” เป็นครั้งแรก
ตอนที่ 4 พบกับ “เทพแห่งความเป็นธรรม” เป็นครั้งแรก
“แม่ครับ! เดี๋ยวก่อน!” เหยียนเจี๋ยกวงร้องเรียกแม่ของเขาไว้ “แม่ครับ! พ่อกับแม่จะไปหาเรื่องบ้านเจี่ยก็เปล่าประโยชน์ คนพวกนั้นมีอี้จงไห่หนุนหลัง พวกเขามีพรรคพวกมากมาย ถ้าพ่อกับแม่ไป มีหวังต้องเสียเปรียบแน่ ๆ”
แม่เหยียนหยุดชั่วครู่เมื่อได้ยินเช่นนั้น พลางมองลูกชายด้วยสายตาครุ่นคิด “เจี๋ยกวง แล้วลูกว่าเราควรทำยังไงล่ะ?”
เหยียนเจี๋ยกวงยังไม่ทันตอบ ประตูบ้านก็เปิดออกเหยียนปู้ก้ยเดินเข้ามา พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าหนูนี่จะมองออกซะด้วย เห็นทีอิฐก้อนนั้นจะไม่เสียเปล่าล่ะมั้ง”
“ตาเฒ่าเหยียน นี่คุณพูดอะไรกัน?!” แม่เหยียนเหลือบตามองสามีอย่างไม่พอใจ “แล้วที่เจี๋ยกวงโดนฟาดหัวไป มันไม่เสียเปล่าหรือไง?!”
เหยียนปู้กุ้ยพูดด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนว่าไม่เสียเปล่า อี้จงไห่เขาเพิ่งเอาเงินห้าหยวนมาให้เรา บอกว่าเป็นค่าชดเชยให้เจี๋ยกวงน่ะ”
เหยียนเจี๋ยกวงแค่นหัวเราะเยาะ “อะไรนะ? ชีวิตผมมีค่าแค่ห้าหยวนงั้นเหรอ? นี่มันจะไม่ถูกไปหน่อยเหรอ?!”
เหยียนปู้กุ้ยพูดเสียงเรียบ “เจี๋ยกวง วันนี้พ่อจะสอนเจ้าสักเรื่อง จำไว้ให้ดี 'แขนไม่อาจสู้ขาได้'”
“ก็ได้! ในเมื่อพ่อเป็นผู้หัวหน้าครอบครัว ตัดสินใจแล้ว ผมในฐานะลูกก็จะไม่ขัด” เหยียนเจี๋ยกวงตอบเรียบ ๆ
เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะออกมา “คุณไปต้มบะหมี่ให้เจี๋ยกวงกินหน่อย”
แม่เหยียนยิ้มรับทันที เมื่อได้ยินก็เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย พลางพูดว่า “เดี๋ยวแม่ไปทำให้เดี๋ยวนี้เลย” ว่าแล้วก็เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากประตูปิดลงเหยียนปู้ก้ยนั่งลงข้างลูกชาย “ลูกอาจจะไม่พอใจพ่อ แต่เราทำอะไรไม่ได้ คนไม่มีอำนาจอย่างเราจะทำอะไรได้ล่ะ?”
เหยียนเจี๋ยกวงถามกลับ “พ่อ…เพื่อนไหมครับ?”
“เพื่อน?” เหยียนปู้ก้ยนิ่งคิดไปชั่วครู่ “มีไปจะได้อะไรล่ะ? พวกเขาให้อะไรเรากินหรือเปล่า? เจ้าหนู เอาเป็นว่าตื่นเถอะ! ยุคนี้ขอแค่รอดไปได้ก็บุญแล้ว ห้าหยวนนั่นเก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ ให้พ่อเก็บไว้เถอะ เดี๋ยวแม่เจ้าจะทำของดีให้เจ้ากินสักหน่อย”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้น เดินออกจากห้องอย่างอารมณ์ดี
เหยียนเจี๋ยกวงได้แต่นั่งหัวเราะอย่างขมขื่น “ใคร ๆ ก็ว่า ‘บ้านเหยียน’ เจ้าเล่ห์ มันก็คงจะจริงอย่างที่เขาว่า นี่ไม่ใช่แค่เจ้าเล่ห์ แต่ยังใจดำอีกต่างหาก ไม่แปลกเลยที่ในละครพอลูกๆ ของพวกเขาโตขึ้นจึงไม่อยากยุ่งกับผัวเมียคู่นี้”
ทันใดนั้น เสียงเด็กสาวเรียกขึ้นมาจากหน้าประตู “พี่สาม! พี่สามเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เหยียนเจี๋ยกวงเงยหน้าขึ้น เห็นเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาซื่อ ๆ ยืนอยู่ เขาจำได้ทันทีว่านี่คือ เหยียนเจี๋ยตี้ น้องสาวคนเล็กของเขา
บ้านเหยียนมีพี่น้องสี่คน พี่ใหญ่ชื่อเหยียนเจี๋ยเฉิง เกิดปี 1942 พี่สองชื่อเหยียนเจี๋ยฟาง เกิดปี 1949 ตัวเขาเองเกิดปี 1951 ส่วนเจี๋ยตี้ เกิดปี 1954
เหยียนเจี๋ยกวงยิ้ม “เจี๋ยตี้ มาได้ยังไงจ๊ะ?”
เจี๋ยตี้ทำท่าทางราวกับผู้ใหญ่ พลางถามเสียงแผ่วเบา “พี่สาม ฟื้นแล้วเหรอ? ยังเจ็บอยู่ไหม?”
เหยียนเจี๋ยกวงยิ้ม “เห็นหน้าเราก็หายเจ็บแล้ว” ว่าแล้วก็ควานมือเข้าใต้หมอน ที่จริงคือหยิบขนมจากมิติพิเศษของเขาออกมา ลูกอม ต้าไป่ถู่
เขาแกะห่ออย่างชำนาญ แล้วยื่นให้ “อ้าปากสิ”
เจี๋ยตี้อ้าปากอย่างว่าง่าย เหยียนเจี๋ยกวงใส่ลูกอมเข้าไปแล้วยิ้มถาม “อร่อยไหม?”
เจี๋ยตี้เคี้ยวไปพยักหน้าไป “อร่อย!”
“กินตรงนี้กับพี่ก็พอแล้วนะ ห้ามไปบอกคนอื่นว่าได้กินลูกอมจากพี่ เข้าใจไหม ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นมาขอกับพี่ พี่ให้เขาไป เราจะอดนะ”
“อื้ม! หนูไม่บอกใครหรอก พี่สามวางใจได้เลย” ว่าแล้วเธอก็เดินมาหา มองหัวของพี่ชายตรงจุดที่โดนฟาดเข้าเต็มแรง
“เจี๋ยกวง! มากินข้าวได้แล้ว!”
ผ่านไปราวยี่สิบกว่านาที แม่เหยียนถือชามข้าวเดินเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นเหยียนเจี๋ยตี้อยู่ด้วย แม่เหยียนก็พูดว่า
“เจี๋ยตี้ ออกไปข้างนอกก่อน อย่ารบกวนพี่สามของลูก พี่สามต้องพักผ่อนนะ”
เจี๋ยกวงพูดขึ้นว่า
“แม่ ให้เธออยู่ที่นี่เถอะครับ มีผมดูอยู่ อย่างน้อยก็ไม่มีใครรังแกเธอได้”
แม่เหยียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอมตาม
“ก็ได้ งั้นให้เธออยู่ก็แล้วกัน”
แม้เจี๋ยกวงจะนอนอยู่บนเตียงมานานจนเริ่มหิว แต่พอเห็นชามบะหมี่ตรงหน้า เขากลับไม่รู้สึกอยากอาหารเลย
แต่เพื่อไม่ให้ท้องว่าง เขาก็ฝืนใจรวบรวมแรงฮึด กินมันจนหมดชาม
หลังจากที่แม่เหยียนเอาชามไปเก็บและพาเจี๋ยตี้ออกไปได้ไม่นาน เจี๋ยกวงก็เห็นเจี๋ยเฉิงและเจี๋ยฟางเดินเข้ามา
หากไม่ติดว่าทั้งสองมีเค้าหน้าคล้ายพ่อแม่เขา เจี๋ยกวงคงคิดไปแล้วว่าสองคนนี้เป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง
เพราะทั้งคู่นอกจากจะไม่ฉลาดเหมือนพ่อแม่แล้ว ยังดูเกเรเหลวไหลไม่เอาถ่าน ราวกับพวกเด็กมีปัญหา
ทั้งสองเพิ่งเข้ามาถามแค่สองคำ พอเห็นเจี๋ยกวงไม่เป็นอะไรก็เดินจากไปทันที
เมื่อมองแผ่นหลังพี่ชายทั้งสอง เจี๋ยกวงได้แต่ยิ้มเยาะในใจ พลางพึมพำเบา ๆ
“ดูท่าพี่น้องคงพึ่งไม่ได้จริง ๆ ...ต่อไปนี้คงต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
สองวันต่อมา เจี๋ยกวงจึงได้ออกจากห้อง
หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขากำลังจะไปกินข้าวเช้าในห้องโถงพอดี ก็เจอกับอี้จงไห่ที่เดินสวนออกมา
อี้จงไห่เห็นเจี๋ยกวงก็พูดว่า
“เจี๋ยกวง ลุกได้แล้วเหรอ? ดีขึ้นหรือยัง?”
“ท่านลุงใหญ่” เจี๋ยกวงทักกลับ ก่อนพูดต่อ
“คุณลุงว่าผมดูเหมือนดีขึ้นแล้วหรือเปล่าล่ะ?”
ยังไม่ทันให้อี้จงไห่ตอบ เขาก็พูดต่อ
“ลุงใหญ่...ฟ้าหมุนเวียนเปลี่ยนรอบ ชีวิตคนแค่ห้าหยวน ผมจะจำให้ขึ้นใจ!”
พูดจบ เจี๋ยกวงก็ผลักประตูเข้าไป ทิ้งให้อี้จงไห่ยืนเหม่ออยู่คนเดียว
เสียงปิดประตูดังขึ้น อี้จงไห่ถึงได้สติ
เขาหัวเราะเยาะเบา ๆ
“เจ้าหนูนี่หัวแข็งนัก ระวังสักวันจะหาเรื่องใส่ตัว!”
พอเจี๋ยกวงนั่งลง เจี๋ยเฉิงก็รีบถาม
“น้องสามพูดอะไรกับอี้จงไห่ตรงหน้าประตูเมื่อกี้?”
“ไม่มีอะไร” เจี๋ยกวงตอบ ก่อนมองไปยังอาหารเช้าบนโต๊ะ
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าฉากในละครที่เคยดูยังนับว่าปรานีเกินไปเสียด้วยซ้ำ
โจ๊กที่วางอยู่ใสแจ๋วจนแทบเห็นเงาสะท้อนในน้ำ
ชามเท่ากัน แต่ปริมาณในแต่ละชามกลับต่างกัน เห็นชัดว่าแบ่งตามอายุและสิทธิ
แต่ละคนมีผักดองสองเส้นเหมือนกัน ต่างกันแค่มีเพียง “เส้นเดียว” หรือ “ครึ่งเส้น”
นอกจากนี้ก็มีเพียงขนมปังข้าวโพด
เหยียนปู้กุ้ยในฐานะหัวหน้าครอบครัวได้สองก้อน
แม่เหยียนกับเจี๋ยเฉิงคนละก้อนครึ่ง
เจี๋ยฟางกับเจี๋ยกวงได้คนละก้อน
ส่วนเจี๋ยตี้ได้แค่ครึ่งก้อน
ว่อโถวของแบบนี้กินตอนร้อน ๆ ยังพอไหว
แต่พอเย็นแล้ว...แข็งราวกับก้อนหิน ใช้ขว้างหัวคนได้เลย
เจี๋ยกวงกัดไปคำหนึ่ง ก็อดพึมพำไม่ได้
“แข็งขนาดนี้เลยเหรอ?”
หลังลังเลอยู่ครู่ เขาก็ยีขนมปังให้แตก ใส่ลงในโจ๊ก แล้วคนให้เข้ากัน พอแน่ใจว่าเนื้อขนมปังนิ่มพอสมควร เขาก็หลับตา ซดทั้งโจ๊กและขนมปังลงไปในรวดเดียว
หลังอาหารเช้า เหยียนปู้กุ้ยก็พูดขึ้น
“เจี๋ยกวง ตอนนี้อาการบาดเจ็บเจ้าก็ดีขึ้นแล้ว วันนี้ก็กลับไปเรียนหนังสือได้แล้วนะ”
“ครับพ่อ ผมเข้าใจแล้ว”
เหยียนปู้กุ้ยพยักหน้า ก่อนหันไปสั่งเจี๋ยเฉิง
“วันนี้ก่อนออกไปหางานรายวัน แวะไปที่สำนักงานเขตก่อน ถามเรื่องงานประจำให้หน่อย ยังไงก็หาอาชีพที่มั่นคงดีกว่าไปเร่หางานทุกวัน”
เจี๋ยกวงพูดขึ้น
“พ่อให้พี่ใหญ่ไปถามก็เปล่าประโยชน์ ตราบใดที่อี้จงไห่ไม่ยอมอนุมัติ สำนักงานเขตเขาก็ไม่จัดงานให้หรอก”
เหยียนปู้กุ้ยขมวดคิ้วแน่น รู้สึกได้ว่าหลังจากเจี๋ยกวงฟื้นตัวกลับมา ลูกชายคนนี้ดูเปลี่ยนไปมาก
ถ้าไม่ได้เฝ้าเขาอยู่ที่บ้านตลอดเวลา คงคิดว่าเด็กนี่ถูกสับเปลี่ยนตัว
เหยียนปู้กุ้ยเตือนขึ้น
“เจี๋ยกวง อย่าพูดเหลวไหลนัก!”