- หน้าแรก
- เกิดใหม่วันสิ้นโลก คราวนี้ขอเทครอบบ้านทรยศก่อนละกัน
- บทที่ 27 ไอ้หน้าปรุ
บทที่ 27 ไอ้หน้าปรุ
บทที่ 27 ไอ้หน้าปรุ
ผู้คนที่มุงดูอยู่ไม่คาดคิดว่าไอ้หน้าปรุจะเอ่ยปากถามเช่นนั้น ชั่วขณะหนึ่ง บางคนก็เบือนหน้าหนี ส่วนคนอื่นๆ ก็ก้มหน้าหลบสายตาของหญิงสาว
แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
หญิงสาวมองไปรอบตัวด้วยสายตาอ้อนวอน แต่กลับไม่มีใครยอมสบตากับเธอ ราวกับว่าเธอคือตัวปัญหาใหญ่ที่แค่เผลอไปสบตาด้วยก็จะถูกลากเข้าไปพัวพัน
แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย เธอยอมกินใบไม้ประทังชีวิตเสียยังดีกว่าไปร้องขอความช่วยเหลือหรือขออาหารจากคนอื่น เธอก็รู้มาโดยตลอดว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนใจดีมากมายขนาดนั้น
แต่ตอนนี้หญิงสาวไม่มีทางเลือก เธอไม่อยากสร้างความโกรธแค้นให้กับคนส่วนรวม ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบคั้นจริงๆ เธอก็คงไม่ยอมเผยตัวตนและลูกของเธอให้ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนเช่นนี้
เธอเพียงแค่ต้องการความเห็นใจจากคนอื่นบ้างเท่านั้น
ในกลุ่มชาวบ้านมีผู้หญิงสองสามคนที่มีลูกมาด้วยมองดูอย่างเจ็บปวด บางคนกุมมือลูกของตัวเองไว้แน่น บางคนอ้าปากทำท่าจะพูด แต่ก็ถูกคนในครอบครัวรั้งไว้
รอบข้างยังคงเงียบกริบ ไม่มีใครยอมเป็นคนแรกที่ก้าวออกมา ไม่ว่าจะเพื่อยอมรับหรือปฏิเสธ
ไอ้หน้าปรุแสยะยิ้มโชว์ฟันเหลืองอ๋อย มันโน้มตัวเข้าไปใกล้หญิงสาวแล้วพูดขึ้น
“แบบนี้จะมาโทษฉันไม่ได้ใช่ไหม? ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน งั้นฉันก็คงต้องรับบทผู้ร้ายเสียเอง ยังไงซะ ฉันก็ทำเพื่อความสงบสุขของทั้งหมู่บ้าน เราจะปล่อยให้มีคนมาเอาเปรียบแบบนี้ไม่ได้ พวกคุณว่าจริงไหม?”
หญิงสาวถอยกรูดอย่างระแวดระวัง “ถ้างั้นก็ช่างเถอะ ครอบครัวเราจะไม่รบกวนพวกคุณเรื่องเวรยามอีก ต่อให้ครอบครัวฉันเกิดอะไรขึ้น พวกคุณก็ไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
ไอ้หน้าปรุหัวเราะเยาะในลำคอ แววตาฉายแววคุกคาม
“ได้ เราเคารพการตัดสินใจของเธอ ถึงเวลาขึ้นมาจริงๆ ก็อย่ามาร้องขอความเมตตาแล้วกัน”
ไอ้หน้าปรุพูดจบก็เดินหน้าเก็บเสบียงต่อ
หวังชุ่ยเฟินยื่นถ้วยน้ำที่มีตะกอนเจือปนส่งให้ไอ้หน้าปรุ มันทำสีหน้าหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้สนใจยายแก่อย่างหวังชุ่ยเฟินนัก มันจึงกระแทกเทน้ำลงในกระติกของตัวเองอย่างหยาบคาย แล้วโยนถ้วยของหวังชุ่ยเฟินทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
ถ้วยใบนั้นคลุกฝุ่นทันที น้ำที่เหลือติดก้นถ้วยก็กลายเป็นโคลน
สีหน้าของหวังชุ่ยเฟินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไม่แม้แต่จะเหลือบมองไอ้หน้าปรุ ถ้วยใบนั้นใช้การไม่ได้อีกต่อไป และหวังชุ่ยเฟินก็ขี้เกียจเกินกว่าจะก้มลงไปเก็บมันขึ้นมา
อย่างไรเสีย สำหรับคนแก่ การจะย่อตัวลงไปแล้วลุกขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อย
เมื่อเห็นหวังชุ่ยเฟินเดินจากไปเฉยๆ ไอ้หน้าปรุก็ถ่มน้ำลายไล่หลังแผ่นหลังของเธออย่างแรง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่เมื่อเห็นว่า 'พี่ใหญ่ไห่' ไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปราม ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก พวกเขาต่างรีบส่งเสบียงที่มีให้ แล้วรีบแยกย้ายกลับบ้าน
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ไอ้หน้าปรุก็รวบรวมของทั้งหมดที่เก็บมาได้วางไว้ตรงหน้าพี่ใหญ่ไห่
ของที่รวบรวมมาได้เพียงพอสำหรับพวกเขาห้าหกคนประทังชีวิตได้แค่วันเดียว พี่ใหญ่ไห่ดูถูกของกระจอกงอกง่อยพวกนี้ แต่เมื่อนึกถึงสายตาต่อต้านที่ปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านเมื่อครู่ ประกายตาชั่วร้ายก็วูบผ่านดวงตาของเขา
พี่ใหญ่ไห่แบ่งคนลาดตระเวนออกเป็นสองทีม ผลัดกันเฝ้ายามช่วงหัวค่ำและดึก
หลังจากส่งคนอื่นออกไปหมดแล้ว พี่ใหญ่ไห่ก็มองไอ้หน้าปรุที่ยังตามติดอยู่ข้างหลัง แล้วพูดขึ้นเรียบๆ “อย่าให้เพื่อนบ้านได้ยินเสียงล่ะ”
ไอ้หน้าปรุมีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดวงตาเล็กหยีของมันเผยประกายดิบเถื่อน “ไม่ต้องห่วงครับพี่ใหญ่ไห่”
ไอ้หน้าปรุโก่งตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มที่ทั้งโหดเหี้ยมและลามก เมื่อนึกถึงสีหน้าไม่ยอมจำนนของหญิงสาวเมื่อครู่ ความคิดชั่วร้ายในใจก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
กฎระเบียบของสังคมล่มสลายไปนานแล้ว ในหมู่บ้านห่างไกลแบบนี้ ไม่มีทั้งตำรวจและกฎหมาย ต่อให้เขาทำอะไรลงไป คนพวกนี้จะทำอะไรเขาได้?
พวกมันก็เป็นแค่นกกระทาที่ได้แต่ก้มหัวตัวสั่น ในยุควันสิ้นโลกแบบนี้ มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อ
ไอ้หน้าปรุจับตาดูผู้หญิงคนนี้มาหลายวันแล้ว เขาไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ เดิมทีเห็นเธออยู่กับลูกตามลำพัง ก็คิดว่าบ้านของเธอคงมีห้องว่างเหลือเฟือ และคิดว่าถ้าเขาย้ายเข้าไปอยู่ด้วยก็จะสามารถปกป้องพวกเธอได้
แต่เขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่รู้จักบุญคุณ เขาพูดยังไม่ทันจบประโยค เธอก็ปิดประตูใส่หน้าเขาเสียแล้ว
ไม่เพียงทำให้เขาเสียหน้าอย่างแรงต่อหน้าพรรคพวกคนอื่น แต่หลังจากนั้นเขาก็ต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านร้างที่ถูกทิ้งมานาน
บ้านหลังนั้นนอกจากจะไม่มีถ้ำที่พักแล้ว แม้แต่กำแพงก็ยังมีดินร่วงลงมาตลอด แถมเขายังต้องไปเบียดเสียดอยู่กับผู้ชายอีกหลายคน
กลิ่นในบ้านนั้นเหม็นอับเหมือนคอกแกะจนน่าคลื่นไส้ ต่อมา มีบางคนทนไม่ไหวและร้อนตายไป เขาก็ต้องลำบากไปฝังศพเพื่อที่จะได้อาศัยอยู่ที่นั่นต่อ
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้หญิงที่ไม่รู้จักบุญคุณคนนั้น! ถ้าเธอยอมให้เขาเข้าไปอยู่ด้วย เขาก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายวันแบบนี้
และตอนนี้ ในที่สุดเขาก็หาโอกาสแก้แค้นได้แล้ว
หัวหน้าทีมลาดตระเวนรอบดึกเป็นคนที่ไอ้หน้าปรุรู้จัก เพื่อให้การเจรจาราบรื่น ไอ้หน้าปรุถึงกับต้องยอมสละน้ำทั้งหมดที่เขามีอยู่ให้ไป
เขายังต้องตีหน้ายิ้มประจบอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะได้ยินอีกฝ่ายตอบตกลง
“ไอ้ปรุ ฉันเตือนแกไว้ก่อนนะ เบาๆ เสียงหน่อย พี่ใหญ่ไห่บอกว่าช่วงนี้ห้ามมีเรื่องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเก็บเสบียงลำบาก คนส่วนใหญ่ในนี้ยังไม่ได้ยอมสยบให้พี่ใหญ่ไห่ ถ้าแกทำแผนของพี่ใหญ่ไห่พัง อย่าหาว่าฉันไม่เห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้อง”
ไอ้หน้าปรุรีบพยักหน้าหงึกๆ “ใช่ๆๆ ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำลายแผนการใหญ่ของพี่ใหญ่ไห่แน่!”
“แกนี่มันจริงๆ เลยไอ้ปรุ เหมือนหมาอดอยากปากแห้ง พอได้กลิ่นของโสโครกเข้าหน่อยก็ตาลีตาเหลือกจนแทบจะกระชากโซ่ขาด รอให้พี่ใหญ่ไห่คุมหมู่บ้านนี้ได้เบ็ดเสร็จก่อน แกอยากจะทำอะไรมันก็ง่ายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องมาทำตัวลับๆ ล่อๆ เหมือนโจรแบบนี้ด้วย?”
“ฮ่าๆๆๆ โธ่พี่ นี่มันน่าตื่นเต้นกว่าเยอะไม่ใช่เหรอ?”
ไอ้หน้าปรุหัวเราะจนหน้ายับย่น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงโชยออกมาจากปากของมัน ทำเอาคนที่อยู่รอบๆ สองสามคนต้องรีบยกมือปิดจมูกแล้วถอยห่าง
“ให้ตายเถอะ ไอ้ปรุ! นี่แกไปกินของเน่ามาหรือไงวะ? ปากเหม็นชิบหาย รีบไปเลยไป ไปไกลๆ กูเลย! รำคาญจริงโว้ย!”
ชายสองสามคนสบถด่าแล้วเดินหนีไป รอยยิ้มบนใบหน้าของไอ้หน้าปรุแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย อารมณ์ดิบที่เขาไม่กล่าแสดงออกต่อหน้าสาธารณะถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น
แม้ว่าไอ้หน้าปรุจะทำตัวเป็นลูกสมุนรับใช้พี่ใหญ่ไห่ แต่ในใจเขาก็รู้ดีว่าคนพวกนี้ดูถูกเขา และไม่เคยเห็นเขาเป็นพี่เป็นน้องจริงๆ
เมื่อไหร่ที่พี่ใหญ่ไห่คุมหมู่บ้านนี้ได้ทั้งหมด ก็คงไม่มีที่ยืนสำหรับเขา เผลอๆ แม้แต่น้ำแกงสักหยดก็คงไม่เหลือมาถึงเขา
เขาไม่ใช่คนโง่จริงๆ เสียหน่อย เขาต้องรีบฉวยโอกาสนี้ไว้
ไอ้หน้าปรุเคลื่อนตัวไปตามแนวกำแพงอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งถึงบ้านของหญิงสาวคนนั้น
กำแพงรั้วถูกซ่อมแซมอย่างเห็นได้ชัด ด้านบนเต็มไปด้วยเศษแก้วแตกปักไว้ ไอ้หน้าปรุที่ไม่ทันระวังตัว ถูกเศษแก้วบาดมือจนเลือดอาบ ความเจ็บปวดนั้นยิ่งโหมกระพือความเคียดแค้นในใจให้ลุกโชน
ตั้งแต่หวังชุ่ยเฟินกลับมาถึงบ้าน เธอก็รู้สึกกระสับกระส่ายไม่สบายใจ ต้าหวงสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเธอทันที แต่เพราะมันพูดไม่ได้ มันจึงทำได้เพียงหมอบนิ่งอยู่แทบเท้า คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอเงียบๆ
หวังชุ่ยเฟินลูบขนอุ่นๆ ของต้าหวง รู้สึกเหมือนมีที่พึ่งทางใจขึ้นมาบ้าง
เธอรู้ดีว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไอ้หน้าปรุคนนั้นมีท่าทางเก็บงำอารมณ์ไม่เป็น สีหน้าแววตาของมันเปิดเผยความคิดชั่วร้ายในใจออกมาจนหมดสิ้น
แต่กระนั้น มันก็ยังพยายามฝืนทำเป็นใจเย็นอดทน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มันดูน่าสมเพชและน่าขยะแขยง
ในชาติก่อน หวังชุ่ยเฟินคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ดีอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้น แค่การเอาชีวิตรอดก็ต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เธอมีแล้ว เธอไม่เหลือพลังงานใดๆ ไปช่วยเหลือคนอื่นได้อีก
แต่ตอนนี้ล่ะ? เธอควรจะทำอย่างไรดี?