- หน้าแรก
- เกิดใหม่วันสิ้นโลก คราวนี้ขอเทครอบบ้านทรยศก่อนละกัน
- บทที่ 18 แห่กักตุนเสบียง
บทที่ 18 แห่กักตุนเสบียง
บทที่ 18 แห่กักตุนเสบียง
แม้ว่าอุณหภูมิข้างนอกจะยังสูงลิ่ว แต่ก็มีคนยอมเสี่ยงอันตรายออกไปหาซื้อเสบียงท่ามกลางความมืด เพราะกลัวว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้ มันจะแผดเผาอยู่บนท้องฟ้าไปอีกหลายวัน
มีหลายคนที่คิดแบบเดียวกัน เว่ยอู่กับเว่ยหมิงก็วางแผนจะรีบออกไปเช่นกัน แต่เจินเจินกลับนอนซมอยู่บนเตียง อ่อนแรงจนแทบจะลุกไม่ขึ้น
หลายวันที่ผ่านมานี้ เธอมีอาการหน้ามืด วิงเวียน แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออกแทบทุกวัน
“พี่หมิงคะ ฉันว่าฉันน่าจะเป็นลมแดด คุณช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ?”
เว่ยหมิงมีท่าทีลังเล เขารู้ดีว่าเจินเจินรู้สึกไม่สบายตัวมาหลายวันแล้ว แต่เว่ยอู่กลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“ไม่ได้! ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือการกักตุนเสบียง ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ข้าวของในบ้านก็เหลือน้อยเต็มที เว่ยหมิง แกไปซื้อของก่อน”
“เอ่อ... ผม...”
เจินเจินได้แต่ก่นด่าเว่ยอู่ในใจ แต่ไม่กล้าแสดงออก เมื่อเห็นว่าเว่ยหมิงไม่รีบพูดเข้าข้างเธอ หัวใจของเธอก็พลันเย็นเยียบ เธอเข้าใจการตัดสินใจของเว่ยหมิงแล้ว
“พี่หมิงคะ พ่อพูดถูกแล้ว พวกคุณสองคนรีบไปซื้อของก่อนเถอะค่ะ ฉันจะพักผ่อนอยู่บ้านเฝ้าต้าเป่าเอง... ขากลับ... ซื้อยามาฝากฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
เจินเจินแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เสียงของเธอก็แผ่วเบา ท่าทางนั้นทำให้เว่ยหมิงรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เขาจับมือเจินเจินไว้
“เจินเจิน ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะซื้อยามาให้คุณแน่นอน”
เจินเจินฝืนยิ้มขอบคุณ แล้วรีบเร่งให้เว่ยหมิงออกไป เธอรู้ว่าถ้าขืนอยู่นานกว่านี้ เธอจะไม่สามารถรักษา 'สีหน้า' นี้ไว้ได้อีกต่อไป
เธอได้เห็นธาตุแท้ของเว่ยหมิงและเว่ยอู่แล้ว แต่สถานการณ์ตอนนี้คับขันนัก เธอต้องหาวิธีมัดใจเว่ยหมิงไว้ให้อยู่ข้างเธอ ไม่อย่างนั้น สถานะของเธอในบ้านหลังนี้ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นทุกที
“หม่ามี้มันไร้ประโยชน์! คุณปู่กับป่าป๊าอุตส่าห์ออกไปหาอาหาร แต่หม่ามี้กลับมานอนแกล้งป่วยอยู่ได้!”
ต้าเป่า ผู้มีใบหน้าขาวผ่องน่ารัก มองเจินเจิน ดวงตาใสแป๋วของเขากลับฉายแววดูถูกเจินเจินอย่างเปิดเผย
เจินเจินโกรธจนตัวสั่น
“ต้าเป่า! พูดกับหม่ามี้แบบนี้ได้ยังไง? หลายวันที่ผ่านมานี่ไม่ใช่หม่ามี้เหรอที่ทำกับข้าวให้ลูกกิน? ที่หม่ามี้ป่วยก็เพราะเหนื่อยที่ต้องทำอาหารให้พวกเรากินยังไงล่ะ!”
ต้าเป่าเบะปาก
“ยังมีหน้ามาพูดอีก! อาหารที่หม่ามี้ทำมันไม่อร่อยเลยสักนิด คุณปู่บอกว่าผู้หญิงก็มีหน้าที่ทำกับข้าวอยู่แล้ว นี่มันความรับผิดชอบของหม่ามี้แท้ๆ แต่หม่ามี้กลับทำเรื่องแค่นี้ยังทำได้ไม่ดี หม่ามี้มันทั้งขี้เกียจทั้งโง่!”
ต้าเป่าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เจินเจิน แล้ววิ่งกลับเข้าห้องของเว่ยอู่ไป
เจินเจินมองแผ่นหลังของต้าเป่าที่วิ่งหนีไป ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอรู้ตัวดีว่าเธออยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้น สักวันเธอก็จะถูกครอบครัวนี้ทอดทิ้ง
ดูอย่างหวังชุ่ยเฟินเป็นตัวอย่าง เธอทุ่มเททำงานหนักเพื่อครอบครัวนี้มาครึ่งค่อนชีวิต แต่ตอนนี้พอเธอหายตัวไปอย่างลึกลับ ทั้งเว่ยอู่และเว่ยหมิงกลับไม่มีใครแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเลยแม้แต่น้อย
ถ้าพวกเขากล้าทอดทิ้งภรรยาและแม่ของตัวเองได้อย่างง่ายดาย แล้วเธอจะไปคาดหวังอะไรได้อีก?
เว่ยอู่กับเว่ยหมิงออกจากบ้านไป ตามหัวมุมถนนเต็มไปด้วยซากหนู ซากแมวจรจัด และสุนัขจรจัดที่ตายเพราะทนความร้อนไม่ไหว ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว
ปลาในบ่อของส่วนกลางลอยตายหงายท้องจนเต็มผิวน้ำ แม้แต่ถนนคอนกรีตก็ยังร้อนระอุจนน่าสะพรึงกลัว ร้อนพอที่จะละลายพื้นรองเท้าได้เลยทีเดียว
แม้จะไม่มีดวงอาทิตย์ แต่ทุกคนก็ยังรู้สึกร้อนจนหน้าแดงก่ำ ก้าวเดินไม่มั่นคง แต่เพื่อเสบียงแล้ว ไม่มีใครกล้าเดินช้า
ทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่หลายแห่งแน่นขนัดไปด้วยผู้คน และมีการจำกัดการซื้อ
โชคดีที่ยังมีเจ้าหน้าที่ทางการคอยควบคุมสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจล ทุกคนจึงเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อถึงตาของเว่ยอู่กับเว่ยหมิง ทั้งคู่ต่างก็เลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคนละหนึ่งลัง เว่ยหมิงอยากจะถามว่ามียาขายหรือไม่ แต่ก็ได้คำตอบว่ายายังพอมีอยู่บ้าง แต่เพราะยาขาดตลาดทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นจนน่าขัน
เว่ยหมิงลังเล แต่เว่ยอู่รีบห้ามเว่ยหมิงทันที
“เว่ยหมิง ช่างมันเถอะ แกดูสิ ทางการเขาควบคุมสถานการณ์ได้เร็วขนาดนี้ ไม่แน่เดี๋ยวทุกอย่างก็กลับเป็นปกติแล้ว อย่าเสียเงินเปล่าเลย รอให้เรื่องมันสงบลงก่อนค่อยไปซื้อก็ยังไม่สาย แค่เป็นลมแดดนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก”
พอได้ยินเว่ยอู่พูดแบบนั้น เว่ยหมิงก็คิดคล้อยตาม เขาแอบคิดว่าเจินเจินอาจจะไม่ได้ป่วยจริงอย่างที่แสดงออกก็ได้ แต่อาจจะเป็นการแกล้งทำเพราะความน้อยใจที่สะสมมาจากการต้องทำกับข้าวหลายวันมานี้
ก็เหมือนกับหวังชุ่ยเฟินนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม เว่ยหมิงรู้สึกว่าเขาไม่สามารถตามใจเจินเจินแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
ทั้งไม่ยอมทำกับข้าว ไม่ยอมทำความสะอาด เมื่อก่อนตอนมีหวังชุ่ยเฟินอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ตอนนี้หวังชุ่ยเฟินไม่อยู่แล้ว เขาคงไม่สามารถลงมือทำงานน่าเบื่อพวกนี้เองได้หรอก
ผู้หญิงนี่มันตามใจมากไม่ได้จริงๆ ส่วนเรื่องที่เจินเจินไม่พอใจ ไว้กลับไปค่อยหาทางง้อทีหลังก็ได้
อีกอย่าง แค่ต่อคิวก็ปาไปสี่ชั่วโมงแล้ว นี่ก็ใกล้จะเช้าแล้วด้วย พวกเขาต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเว่ยอู่และเว่ยหมิงกลับถึงบ้านในสภาพเหงื่อโทรมกาย เจินเจินก็มองเว่ยหมิงด้วยสายตาคาดหวัง
“พี่หมิงคะ ซื้อยามาหรือเปล่า?”
เว่ยหมิงเช็ดเหงื่อพลางอธิบาย
“เจินเจิน ตอนนี้ยามันแพงหูฉี่เลย รอให้อากาศแย่ๆ นี่มันผ่านไปก่อนนะ แล้วเราค่อยไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจดีๆ อย่าเพิ่งงอแงเลยนะ”
แววตาของเจินเจินเย็นชาเยียบ แต่เธอก็ไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินกลับเข้าห้องไปพักผ่อน
เว่ยอู่รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่เจินเจินไม่แม้แต่จะเดินเข้ามาช่วยถือของ กลับเดินสะบัดหน้าหนีไปเฉยๆ ราวกับไม่เห็นว่าเขากำลังเหงื่อท่วมตัว
เว่ยอู่วางอาหารลงในครัว พลางตะโกนด่าเสียงดัง
“ขี้เกียจตัวเป็นขน! ไร้น้ำใจสิ้นดี! ฉันไม่เคยเห็นลูกสะใภ้ที่ไหนมันจะไร้หัวคิดขนาดนี้!”
เว่ยหมิงเองก็มีสีหน้าย่ำแย่ ไม่แน่ใจว่าโกรธเจินเจินหรือโกรธเว่ยอู่กันแน่
ต้าเป่าก็เลียนแบบผู้ใหญ่ ตะโกนลั่น “หม่ามี้ขี้เกียจ! หม่ามี้ขี้เกียจ!”
เว่ยอู่ไม่เพียงแต่ไม่ห้าม แต่ยังตะโกนชมต้าเป่าเสียงดังว่าพูดได้ดี
เจินเจินได้ยินทุกคำพูดชัดเจนจากในห้อง หัวใจของเธอเย็นชาจนด้านชา เธอมองข้อความในโทรศัพท์ ไม่ลังเลอีกต่อไป พลางพิมพ์ตอบกลับไปเงียบๆ เพียงคำเดียวว่า “ตกลง”
หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง อุณหภูมิก็พุ่งทะลุหกสิบองศาเซลเซียส แม้แต่น้ำที่ไหลออกมาจากท่อก็ยังร้อนจัด
ทุกคนในชุมชนต่างสะดุ้งตื่นเพราะเสียงระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงระเบิดอีกหลายครั้ง และเสียงสัญญาณกันขโมยที่ดังลั่น
เสียงยางรถยนต์ที่จอดอยู่ชั้นล่างระเบิดเพราะทนความร้อนไม่ไหว คลื่นแห่งความสิ้นหวังเข้าครอบงำทุกคน
ผู้คนที่อยู่ใกล้หน้าต่างที่แดดส่องถึง รู้สึกแสบร้อนผิวหนังอย่างรุนแรง ภาพอากาศตรงหน้าดูบิดเบี้ยวเป็นคลื่น พวกเขารีบถอยห่างจากหน้าต่างทันที
ผู้คนที่ยังอยู่นอกบ้านในตอนนี้สัมผัสได้ถึงอันตรายทันทีและรีบวิ่งหาที่หลบในจุดที่แดดส่องไม่ถึง ส่วนคนหาที่หลบไม่ทัน ก็ล้มฟุบลงกับพื้นและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย
ในกรุ๊ปแชตของลูกบ้านเต็มไปด้วยข้อความขอความช่วยเหลือ
“ทำยังไงดีคะ? ครอบครัวฉันยังไม่กลับมาเลย! ใครก็ได้ช่วยไปดูพวกเขาที!”
“ฉันติดอยู่ที่ป้อมยามหน้าหมู่บ้าน ออกไปไม่ได้เลย ในนี้ร้อนมาก ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
“ลูกชายฉันออกไปซื้อของแล้วยังไม่กลับมาเลย! มีใครเห็นเขาบ้างไหมคะ?”
...เว่ยอู่เห็นข้อความเหล่านี้แต่กลับไม่รู้สึกสงสาร ซ้ำยังแค่นเสียงหัวเราะ
“ไอ้พวกโง่เอ๊ย ไม่รู้จักรีบซื้อของแต่เนิ่นๆ ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ป่านนี้แล้ว ใครหน้าไหนมันจะกล้าออกไปช่วย”
เว่ยหมิงเห็นหลายคนในกลุ่มบอกว่าโทรแจ้งตำรวจไม่ติด มันทำให้เขานึกถึงหวังชุ่ยเฟินขึ้นมา
ตำรวจตอนนี้พึ่งพาไม่ได้แล้ว ในสภาพอากาศแบบนี้ ยายแก่ที่หลงทางคงยากที่จะรอดชีวิต
เว่ยหมิงบอกความคิดของเขาให้เว่ยอู่ฟัง เว่ยอู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
“หึ! คนเรามันมีวาสนาของมันเอง นี่คือทางที่นางเลือกเอง โทษใครไม่ได้! หวังชุ่ยเฟินไม่อยู่ก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเสบียงที่เรามีอยู่ป่านนี้ก็คงไม่พอประทังชีวิต”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของเว่ยอู่ เว่ยหมิงก็รู้สึกบอกไม่ถูก แต่ในใจเขาก็ยอมรับความจริงไปแล้ว ตอนนี้มีคนตายทุกวัน บางทีการตายเร็วอาจจะเป็นการหลุดพ้นจากความทรมานก็ได้