- หน้าแรก
- เกิดใหม่วันสิ้นโลก คราวนี้ขอเทครอบบ้านทรยศก่อนละกัน
- บทที่ 15 อุ่นเครื่อง
บทที่ 15 อุ่นเครื่อง
บทที่ 15 อุ่นเครื่อง
เมื่อได้เริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้ แถมยังมีมิติช่วยปรับปรุงสภาพร่างกาย เธอมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิที่สูงลิ่วนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ค่ำคืนผ่านพ้นไป เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง อุณหภูมิก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พอถึงตอนเที่ยง อุณหภูมิก็ทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว โรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยโรคลมแดด เตียงคนไข้ล้นออกมานอกหอผู้ป่วย เหล่าแพทย์และพยาบาลต่างก็ยุ่งจนหัวหมุน
เว่ยอู่รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว ทำได้เพียงนั่งอยู่ในโถงทางเดินของโรงพยาบาลตลอดทั้งคืน แต่เนื่องจากอาการของเขาไม่ได้รุนแรงมาก โรงพยาบาลจึงไม่มีบุคลากรเพียงพอที่จะมาดูแลเขา
เสียงตามสายของโรงพยาบาลประกาศรายชื่อยาสามัญสำหรับรักษาโรคลมแดด แนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงไปหาซื้อยากินเอง
เว่ยหมิงไปหาซื้อตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่จนรุ่งสาง เขาก็แย่งซื้อได้เพียงน้ำยาฮั่วเซียงเจิ้งชี่ขวดเล็กๆ มาในราคาสูงลิ่ว
เจินเจินเองก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก แต่ยังต้องอุ้มต้าเป่าที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่ เพราะพวกเขามัวแต่ดึงดันรอรถพยาบาล พอมาถึงช้าก็เลยไม่ได้เตียง เจินเจินจึงต้องอุ้มลูกไว้ตลอดเวลา
ต้าเป่าตัวไม่ใช่เบาๆ แขนของเจินเจินชาจนไร้ความรู้สึกไปหมด ทั้งยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งคืน เธอก็ใกล้จะหมดแรงเต็มที
เธออดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองเว่ยอู่ในใจ ที่เอาแต่วางมาด ไม่ยอมช่วย แถมยังใช้เว่ยหมิงไปซื้อยาให้ตัวเองอีก
เขาไม่รู้หรือไงว่ายาหายากแค่ไหน? แค่นั่งพักตากแอร์เฉยๆ ไม่ได้หรือ? ทำไมต้องใช้เว่ยหมิงไปหาซื้อยาให้ตาแก่ที่ใกล้จะลงโลงด้วย?
เจินเจินอัดอั้นความคับแค้นใจไว้เต็มอก แต่คำพูดเหล่านี้ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกไปให้ใครได้ยิน
ครั้งนี้ เธอไม่ได้นึกโทษหวังชุ่ยเฟิน เพราะในหัวเธอตอนนี้ ไม่ได้นึกถึงหวังชุ่ยเฟินในฐานะคนที่ต้องพึ่งพาเลย
เว่ยหมิงวิ่งวุ่นมาทั้งคืน แต่เว่ยอู่ก็ยังหาว่าเขาไร้ประโยชน์ เขาเองก็โกรธแต่ไม่กล้าแสดงออกมา
จนกระทั่งต้าเป่าให้น้ำเกลือเสร็จ ทั้งครอบครัวจึงได้เรียกแท็กซี่กลับบ้าน
ทันทีที่เข้าประตู เว่ยอู่ก็เห็นห้องครัวที่ว่างเปล่า เขาจึงเอ่ยถาม
“ทำไมยังไม่เห็นแม่แกเลย?! ที่บ้านไม่มีอะไรกินเลย หายไปไหนของเขา?”
เว่ยหมิงเริ่มกังวล รถไฟมาถึงตั้งแต่เที่ยงเมื่อวาน ทำไมป่านนี้ยังไม่โผล่มา? หรือว่าหลงทาง?
เว่ยหมิงพูดความกังวลของเขาออกมา เว่ยอู่เองก็คิดว่ามีความเป็นไปได้ เขาบอกแล้วว่ายายแก่นั่นไม่เคยเดินทางไกลคนเดียว ทำไมต้องดื้อด้านออกไปเที่ยวเตร่ สร้างแต่ปัญหาให้ครอบครัว?
ทำอะไรไม่ได้ พวกเขาติดต่อหวังชุ่ยเฟินไม่ได้ เว่ยหมิงจึงทำได้แค่โทรแจ้งตำรวจ
แต่ตำรวจก็งานล้นมือ พอได้ยินว่าเป็นแค่คนแก่อายุห้าสิบกว่าหลงทาง ก็ไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ออกค้นหาได้ทันที ทำได้แค่ลงบันทึกข้อมูลไว้ชั่วคราว แล้วบอกให้พวกเขารอการติดต่อกลับ
เว่ยหมิงวิ่งวุ่นมาทั้งคืน แต่ตอนนี้บ้านกลับว่างเปล่า บนโต๊ะอาหารมีเพียงชามสกปรกที่พวกเขากินทิ้งไว้เมื่อคืน เขาจึงต้องฝ่าอากาศร้อนกว่า 40 องศาออกไปซื้อของอีกครั้ง
เมื่อเว่ยหมิงไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ต เขาเห็นว่าของทุกอย่างถูกคนแย่งซื้อไปจนเกลี้ยง แม้แต่บนชั้นขนมก็ไม่เหลือ เขาถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ
เขาวิ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หลายแห่ง มีเพียงซูเปอร์มาร์เก็ตแบบโกดังสินค้าแห่งเดียวที่ยังมีของ แต่เว่ยหมิงก็เบียดเข้าไปไม่ไหว แถมยังถูกคนไม่รู้หน้าเหยียบเท้าไปหลายที และโดนศอกกระทุ้งนับไม่ถ้วน
เว่ยหมิงรีบโทรหาเว่ยอู่
“พ่อ! รีบพาเจินเจินมาช่วยผมที! ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านของเกลี้ยงหมดแล้ว มีแค่ที่นี่ที่เดียวที่ผมอยู่ยังมีของ แต่คนเยอะมาก ผมเบียดเข้าไปไม่ได้!”
กลัวว่าเว่ยอู่จะไม่เชื่อ เว่ยหมิงถึงกับถ่ายวิดีโอส่งไปให้ ในวิดีโอมีแต่หัวคนเบียดเสียดกันไปมา แม้จะไม่เห็นตัวเว่ยหมิง แต่แค่ดูจากมุมกล้องที่สั่นไหว ก็บอกได้ว่าเว่ยหมิงในตอนนั้นอ่อนแอและหมดหนทางเพียงใด
ไม่ว่าเว่ยอู่กับเจินเจินจะมีเรื่องคับข้องใจแค่ไหน พอเห็นวิดีโอที่เว่ยหมิงส่งมา ก็ทำได้เพียงออกไปแย่งชิงเสบียงด้วยกัน
ทั้งสามคนไม่เคยต้องมาจ่ายตลาดซื้อของเองมาก่อน ตอนแรกก็ยังเขินอายอยู่บ้าง พอเบียดเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ก็ยังทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ไหลตามฝูงชนไป
แต่หลังจากที่ของที่อุตส่าห์หยิบมาได้ถูกฝูงชนแย่งชิงไปหลายครั้ง ทั้งสามคนก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว สีหน้าของพวกเขาดุร้ายราวกับจะกินคน
เว่ยอู่ อาศัยว่าตัวเองสูงกว่ากลุ่มป้าๆ รอบข้าง ชูถุงข้าวสารขึ้นสูง แล้วใช้เท้าถีบคนรอบๆ อย่างแรง พยายามจะเบียดตัวเองออกไป
เว่ยอู่คิดว่าเขาทำเนียนแล้ว แต่เขาตัวใหญ่ขนาดนั้น บรรดาป้าๆ ที่ช่ำชองการแย่งชิงของล็อกเป้าเว่ยอู่ทันที พวกเขาเลิกสนใจคนอื่น หันมารุมทึ้งเว่ยอู่ ทั้งหยิกทั้งข่วน จนเนื้อตัวเขาไม่มีชิ้นดี
เว่ยอู่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร เขาเบียดออกไปก็ไม่ได้ ได้แต่ยืนรับมือรับเท้าอยู่เฉยๆ สุดท้ายแม้แต่ข้าวสารถุงนั้นก็รักษาไว้ไม่ได้ ถูกฝูงชนแย่งไป
เจินเจินก็มุดตัวเข้าไปในฝูงชนเช่นกัน แต่เธอตัวเล็กและผอมบาง สู้แรงคนข้างๆ ไม่ไหวเลย แม้จะแตะโดนมุมถุง ก็ถูกคนอื่นดึงกระชากไปอย่างแรง
ที่นี่ไม่มีใครสงสารเธอ และไม่มีใครพูดเรื่องเหตุผลหรือมารยาท คู่ต่อสู้ที่ไร้ความสามารถอย่างเจินเจิน แทบไม่มีใครสังเกตเห็นด้วยซ้ำ
สุดท้าย มีเพียงเว่ยหมิงที่คว้าข้าวสารมาได้หนึ่งถุง เว่ยหมิงมองเว่ยอู่ที่ไม่ได้อะไรเลยแถมยังทำหน้าบึ้งตึง และเจินเจินที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว
เว่ยหมิงทำได้เพียงวางข้าวสารถุงนั้นไว้ข้างๆ สองคน บอกให้พวกเขาเฝ้าไว้ แล้วตัวเองก็เบียดกลับเข้าไปแย่งชิงของอีกครั้ง
ในที่สุด ของในซูเปอร์มาร์เก็ตโกดังก็ถูกแย่งจนเกลี้ยง เว่ยหมิงคว้าข้าวสารมาได้สองถุง และแป้งสาลีอีกหนึ่งถุง ทั้งหมดเป็นถุงใหญ่ขนาดยี่สิบปอนด์ พอกินไปได้สักพัก
สุดท้าย เว่ยอู่กับเจินเจินก็ทำได้แค่หน้าที่ช่วยเว่ยหมิงขนของกลับบ้าน
แต่พอกลับถึงบ้าน สถานการณ์ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น พวกเขาทั้งสามคนมัวแต่แย่งชิงอาหารหลักเพื่อประทังชีวิต แต่กลับลืมไปว่า ถ้าไม่มีกับข้าวอย่างอื่น และไม่มีทักษะการทำอาหาร พวกเขาก็คงทำได้แค่กินข้าวสวยเปล่าๆ กับบะหมี่จืดๆ
เว่ยอู่กับเว่ยหมิงมองบะหมี่จืดชืดในชาม กินไปทำหน้าแหยไป
ต้าเป่าอยากจะงอแง แต่เขาไม่มีแรงเหลือแล้ว ได้แต่ปล่อยให้เจินเจินบังคับป้อนบะหมี่เข้าปากไปสองสามคำ
ทั้งสามคนยังคิดว่า พรุ่งนี้ห้ามพลาดแบบวันนี้เด็ดขาด ต้องไปแย่งอาหารสำเร็จรูปมาตุนไว้ ถึงจะอุ่นใจ
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า วันนี้คือโอกาสสุดท้ายของพวกเขาที่จะตุนเสบียง พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า แม้ตอนนี้จะค่ำแล้ว แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังคงลอยเด่นอยู่ ณ จุดสูงสุดของท้องฟ้า
หวังชุ่ยเฟินมองดวงอาทิตย์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะตกดิน เธอที่มีประสบการณ์มาแล้วชาติหนึ่งรู้ดีว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดวงอาทิตย์จะไม่ลับขอบฟ้าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม
แม้ตอนนี้จะร้อน แต่ตราบใดที่ป้องกันให้ดี การเดินกลางแดดก็ยังไม่ถึงขั้นคุกคามชีวิต แต่หลังจากสัปดาห์นี้ผ่านไป เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินและขึ้นมาอีกครั้ง มนุษย์จะอยู่กลางแสงแดดได้เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น
ในชาติก่อน หลายคนคิดว่าช่วงสัปดาห์ที่ดวงอาทิตย์ไม่ตกดินนั้นผิดปกติ จึงไม่กล้าออกไปข้างนอก พอพระอาทิตย์กลับมาตกและขึ้นตามปกติ หลายคนก็คิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่ออกไปกลับถูกแดดเผาจนตาย ไม่ได้กลับมาอีกเลย
ชาติก่อน เธอก็ถูกครอบครัวนั้นไล่ออกไปแย่งชิงเสบียงในตอนนั้น ถ้าเธอไม่ระมัดระวังตัว เดินหลบอยู่แต่ตามแนวกำแพง เธอก็คงถูกแดดเผาตายกลางถนนเหมือนคนเหล่านั้นไปแล้ว
เธออยากรู้จริงๆ ว่า ชาตินี้ ถ้าไม่มีเธอ ครอบครัวนั้นจะผลักใครออกไปตายแทน