เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79 วิลลาส ไทเรลล์

วิลลาสจ้องมองกลอรี่ที่หมอบอยู่บนพื้นเป็นเวลานาน ราวกับลืมเหตุผลที่แท้จริงที่เขามาที่นี่ไปเสียสิ้น ในขณะที่มาร์เจอรีและลอรัสนั่งยอง ๆ อยู่ข้างๆ เขา ค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะกลอรี่อย่างระมัดระวังเป็นระยะ แต่ทุกครั้งกลอรี่จะเบี่ยงตัวหลบและแยกเขี้ยวคำรามเบา ๆ ทำให้ทั้งสองต้องรีบชักมือกลับอย่างตกใจ

ดวงตาของกลอรี่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และจ้องมองลินด์อย่างไม่พอใจ ก่อนหน้านี้มันกำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่บนภูเขา แต่กลับถูกเรียกตัวกลับมาให้โชว์ตัวราวกับเป็นของประหลาด สิ่งที่มันมองว่าเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ลินด์จึงต้องลูบหัวปลอบใจมันอยู่ตลอด พลางระวังไม่ให้เผลอทำร้ายสามพี่น้องตระกูลไทเรลล์

“น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าแมวเงาจะตัวโตได้ถึงเพียงนี้ แมวเงาที่ตัวใหญ่ที่สุดในบันทึก คือแมวเงาที่ กษัตริย์การ์ธ กรีนแฮนด์ เคยปราบไว้ และถูกเรียกว่า ‘ราชาแห่งแมวเงา’ แต่แม้กระทั่งคำบรรยายของตัวนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับกลอรี่” วิลลาสอุทานขึ้นในที่สุดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“อาจเป็นเพราะมันเป็นแมวเงาเผือกก็ได้ขอรับ” ลินด์กล่าวเป็นเชิงเสนอความเห็น

“แมวเงาเผือกเคยถูกพบที่เดอะและเรดเมาน์เทนมาก่อน แต่ไม่มีตัวใดใหญ่เท่ากลอรี่ และที่สำคัญลอร์ดลินด์ กลอรี่ไม่ใช่แมวเงาเผือกที่แท้จริง  แมวเงาเผือกต้องขาวทั้งตัว ไม่ใช่ลายดำขาวแบบนี้ แมวเงาทั่วไปก็มีลายดำขาวเช่นกัน แม้จะไม่ชัดเจนเท่ามันก็ตาม” วิลลาสส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง พลางชี้ไปที่หางและหูของกลอรี่ “กลอรี่ดูเหมือนเป็นลูกผสมระหว่างแมวเงากับสายพันธุ์อื่นที่เราไม่รู้จัก หูของมันใหญ่กว่าปกติ และสามารถพับราบไปด้านหลังได้ ต่างจากแมวเงาทั่วไปที่ตั้งตรงเสมอ หางของมันก็ยาวผิดปกติ ต่างจากแมวเงาทางใต้ที่มักมีหางสั้นป้อม”

ลินด์มองวิลลาสด้วยความประหลาดใจและเริ่มรู้สึกนับถือ แม้เขาจะอยู่กับกลอรี่มาตลอด แต่กลับไม่เคยสังเกตสิ่งเหล่านี้เลย ในขณะที่วิลลาสกลับมองออกภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ทำให้หลังจากฟังการวิเคราะห์ลินด์ก็ถามอย่างลังเลว่า “แมวเงาทางเหนือกับทางใต้ต่างกันมากขนาดนั้นเลยหรือ?”

“แน่นอน” วิลลาสตอบอย่างหนักแน่น “สัตว์แต่ละชนิดจะปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมของมัน เดอะรีชกับแดนเหนือมีภูมิอากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในแต่ละถิ่นวิวัฒน์ตามแบบของตัวเอง นอกจากนี้เมสเตอร์คนหนึ่งเคยเขียนไว้เกี่ยวกับแมวเงาในแดนน้ำแข็งเหนือกำแพงว่าแมวเงาที่นั่นมีขนหนากว่าเพื่อทนความหนาว มีอุ้งเท้าที่เหมาะกับพื้นน้ำแข็ง และหางยาวเกือบเท่าลำตัวเพื่อช่วยรักษาสมดุล”

ลินด์หันไปมองหางของกลอรี่แล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น กลอรี่น่าจะไม่ได้มาจากแดนเหนือ เพราะหางมันสั้นกว่าตัวมาก”

“ข้าก็คิดเช่นกัน” วิลลาสพยักหน้า ก่อนชี้ไปที่ดวงตาของกลอรี่ “เจ้าสังเกตดวงตาของมันบ้างหรือไม่?”

“ดวงตา?” ลินด์เอียงหัวกลอรี่ขึ้นอย่างเบามือ แล้วยกเปลือกตาขึ้นดู ซึ่งการกระทำนั้นทำให้กลอรี่รำคาญจนสะบัดหัวออก ถูตาด้วยอุ้งเท้า แล้วคำรามใส่เขาเบา ๆ ลินด์จึงรีบลูบหัวมันเป็นการขอโทษ

“ไม่เห็นจะแตกต่างตรงไหน” ลินด์ว่า “ม่านตาของมันก็เป็นเส้นตั้ง เหมือนแมวทั่ว ๆ ไปไม่ใช่หรือ?”

“ไม่เชิง” วิลลาสตอบ “แมวทั่วไปจะมีม่านตาแนวตั้งเฉพาะตอนล่าเหยื่อเท่านั้น เวลาปกติมันจะเป็นรูปไข่ หรือกลม แมวเงาก็ถูกเปรียบกับแมวเพราะความว่องไว แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แมวสายพันธุ์แท้ แต่เป็นเชื้อสายใกล้เคียงกับสิงโตมากกว่า เวลาล่าม่านตาของแมวเงาจะหดจนเกือบมองไม่เห็นเหลือเพียงตาขาว จึงทำให้คนที่รอดจากการโจมตีมักบอกว่าดวงตาของมันซีดเผือดและน่าขนลุก จนทำให้เกิดความเชื่อว่าแมวเงาเป็นทูตของเทพไร้หน้า”

วิลลาสหันไปมองดวงตาของกลอรี่อีกครั้ง “แต่ม่านตาของกลอรี่กลับคล้ายงู หรือมังกร มากกว่าจะเป็นแมวเงา”

คำพูดนั้นของวิลลาสทำให้ลินด์ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำกล่าวลอย ๆ และม่านตาของกลอรี่อาจเปลี่ยนไปจากการดูดกลืนพลังแห่งดวงวิญญาณมังกร

ขณะนั้นเองวิลลาสก็ยื่นมือออกไปหมายจะแตะกลอรี่โดยไม่ทันตั้งตัว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของมันก็รวดเร็วมาก มันลุกขึ้นทันที แยกเขี้ยวคำรามอย่างดุดัน และตัวหมอบต่ำเตรียมจู่โจม ทำให้วอร์ทิเมอร์และทหารยามกรูกันเข้ามาบังวิลลาส พร้อมชักอาวุธเตรียมรับมือเจ้าแมวเงา มาร์เจอรีกับลอรัสเองก็ตกใจกับท่าทีดุร้ายของกลอรี่จนยืนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

ตรงกันข้ามวิลลาสกลับยังคงสงบนิ่ง เขาปลอบน้องทั้งสองพลางโบกมือให้วอร์ทิเมอร์และทหารเพื่อบอกว่าเขาไม่เป็นไร ก่อนจะหันมาขอโทษลินด์ “ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ฟังคำเตือนของลอร์ดลินด์ โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ไม่เป็นไรขอรับ เจ้าตัวนี้ไม่ยอมให้ใครแตะต้องมันนอกจากข้า” ลินด์กล่าวพลางลูบแผงคอของกลอรี่ให้ใจเย็นลง “ขนาดไนมีเรียเป็นคนให้อาหารมันมาหลายเดือน แต่วันหนึ่งนางอยากลองลูบหัวมัน มันก็เกือบกัดมือนางขาด โชคดีที่นางใส่ถุงมือเหล็กไว้”

“ไนมีเรียหรือ? นางคือเลดี้แห่งทัมเบิลตันใช่หรือไม่?” วิลลาสถามอย่างอยากรู้

ลินด์ยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ขอรับ แต่นางไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เลดี้’ หรือแม้แต่ ‘ท่านหญิง’ นางชอบพูดว่า ‘ลอร์ดก็คือลอร์ด ตำแหน่งนี้ต้องมีเพศด้วยหรือ? คิดว่ามันเป็นสัตว์หรือยังไงกัน?’”

วิลลาสหัวเราะ “เลดี้ไนมีเรียดูจะพิเศษจริง ๆ แล้วข่าวลือที่ว่าผู้ชายคนใดจะขอนางแต่งงานได้ ต้องเอาชนะนางในดวลดาบให้ได้ก่อนเป็นความจริงหรือไม่?”

“ลอร์ดวิลลาส ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ” ลินด์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิทธิ์นั้นไม่ใช่การแต่งงาน แต่เป็นการเกี้ยวพาราสีต่างหาก เฉพาะคนที่เอาชนะนางในการประลองถึงจะมีสิทธิ์ไล่ตามจีบได้”

“นางเก่งมากหรือ?” วิลลาสถามอีกครั้ง

“มากขอรับ” ลินด์ตอบตรง ๆ “ในเดอะรีชไม่มีใครทัดทานนางได้ในสนามประลอง เพราะคงไม่มีใครทนรับการโจมตีจากนางได้แม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเป็นเจ้าชายโอเบอรินแห่งดอร์นก็อาจชนะได้ ส่วนทางเวสเทอร์แลนด์ เดอะเมาท์เทน คนนั้นอาจทนได้สองสามที แต่สุดท้ายก็ต้องตายใต้ขวานยักษ์ของนางอยู่ดี”

“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย?” วิลลาสอุทานด้วยความตกใจ

“หึ!” วอร์ทิเมอร์ส่งเสียงออกมาทันทีอย่างไม่พอใจ “แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่า ‘ อสรพิษแดงแห่งดอร์น ’ จะชนะนางได้?”

“เพราะพวกเขาเคยประลองกันแล้ว” ลินด์ตอบอย่างตรงไปตรงมา และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปิดบังความสัมพันธ์ของไนมีเรียกับดอร์น เพราะในหมู่ผู้มีอำนาจต่างก็รู้เรื่องนี้กันดีอยู่แล้ว และอาจเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำหากเผยแพร่ออกไป “ตอนข้านำทหารไปถึงทัมเบิลตัน ข้าพบเจ้าชายโอเบอรินโดยบังเอิญ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของไนมีเรียมากอยากพานางกลับดอร์น แต่นางปฏิเสธโดยสิ้นเชิง นางเชื่อเสมอว่านางเป็นคนของเดอะรีช เป็นเลดี้แห่งทัมเบิลตัน และต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน แม้ต้องตายก็ควรตายในที่แห่งนี้”

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของลินด์ ทุกคนในที่นั้นก็เริ่มมีภาพของ ‘เลดี้แห่งทัมเบิลตัน’ ชัดเจนขึ้น และเริ่มรู้สึกเคารพในการกระทำและเจตจำนงของนาง

วิลลาสนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “เซอร์ลินด์ อย่างที่เจ้าได้ยินจากลอร์ดวอร์ทิเมอร์ ข้ากำลังจะเดินทางไปแข่งขันประลองที่ ก็อดส์เกรซ ในดอร์นในอีกไม่กี่วัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเข้าร่วมการแข่งขัน ท่านพ่อข้าจึงไม่สบายใจ และได้เรียกเจ้ากลับมาจากภารกิจปราบโจรเพื่อมาเป็นองครักษ์คุ้มกันระหว่างทาง ซึ่งนอกจากจะไปร่วมประลองข้ายังอยากใช้โอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างดอร์นกับรีช โดยเฉพาะผ่านเลดี้ไนมีเรีย . . .”

“ข้าไม่แนะนำให้ท่านทำเช่นนั้น ลอร์ดวิลลาส” ลินด์ขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ “ไนมีเรียไม่ได้มีเยื่อใยต่อดอร์นมากนัก หากท่านคิดจะพานางกลับดอร์น แล้วใช้สายเลือดของนางเพื่อเชื่อมโยงสองแคว้น เรื่องนี้จะกลับตาลปัตรและล้มเหลวในที่สุด”

“ข้าเข้าใจ” วิลลาสพยักหน้าช้า ๆ แล้วหัวเราะอย่างขมขื่น “เมสเตอร์เมลอสชอบบอกว่าข้ายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจโลก ซึ่งข้าไม่เคยเชื่อเลย แต่ตอนนี้ . . . ดูเหมือนเขาจะพูดถูกจริง ๆ”

“ลอร์ดวิลลาส ท่านทำได้ดีมากแล้วขอรับ” วอร์ทิเมอร์พยายามให้กำลังใจลอร์ดของตน

แต่วิลลาสกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะถามต่อ “เจ้าเคยพบเจ้าชายโอเบอรินแล้ว คิดว่าเขาเป็นคนแบบไหน?”

“เขาเป็นคนมีเสน่ห์มากขอรับ” ลินด์ตอบตรง ๆ “ถ้าข้าไม่ได้สังกัดตระกูลไทเรลล์ และเขาเอ่ยปากชวนข้าในตอนนั้น ข้าคงตามเขาไปดอร์นโดยไม่ลังเล”

เมื่อวิลลาสได้ยินก็ไม่รู้สึกขัดเคือง ตรงกันข้ามเขากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงโล่งใจ “โชคดีจริง ๆ ที่การ์แลนได้พบเจ้าก่อน ไม่อย่างนั้นตระกูลไทเรลล์คงเสียอัศวินผู้เป็นตำนานไปแล้ว”

ทหารยามที่อยู่รอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วย เพราะในความเห็นของพวกเขาแค่ลินด์มีอสูรร่างยักษ์เป็นสัตว์เลี้ยงก็สมควรได้รับคำว่า ‘ตำนาน’แล้ว แต่หากวิลลาสหมายถึงฉายา ‘นักดาบอันดับหนึ่งแห่งเจ็ดอาณาจักร’ ก็คงมีบางคนรู้สึกคลางแคลงใจบ้าง

ในตอนนั้นเองวอร์ทิเมอร์ก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่า “ในเมื่อเจ้าเคยประลองกับอสรพิษแดงแห่งดอร์น ผลออกมาเป็นอย่างไร?”

ลินด์ไม่ได้ตอบ แต่เพียงส่งยิ้มอย่างมีนัยให้วอร์ทิเมอร์ ซึ่งวอร์ทิเมอร์ที่เห็นก็ไม่ได้ถามต่อ ราวกับอ่านคำตอบออกจากแววตาของลินด์ ทำให้วิลลาสมองทั้งสองสลับกันอย่างสนอกสนใจ ราวกับกำลังชมการประลองเงียบ ๆ ระหว่างสองคน

“แมวตัวใหญ่กำลังหนีไปแล้ว!” มาร์เจอรีตะโกนขึ้น พลางชี้ไปที่กลอรี่ซึ่งกำลังค่อย ๆ ย่องหลบหนี

ลินด์หันไปมองมันแล้วโบกมือเป็นสัญญาณว่าอนุญาต ทำให้กลอรี่ดูโล่งใจทันที ก่อนที่มันจะกระโดดขึ้นไปบนหลังคา แล้วหายลับไปในพริบตา

จากนั้นลินด์ก็พาวิลลาสและคนอื่น ๆ เข้าบ้าน ส่วนทหารทั้งหมดก็รออยู่ภายนอกตามคำสั่งของวิลลาส ซึ่งทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามาในห้อง วิลลาสก็สังเกตเห็นชุดเกราะของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ที่ตั้งโชว์อยู่บนแท่นไม้ ทำให้เขาที่เป็นคนหลงใหลในการประลองหอกและวัฒนธรรมอัศวินมาแต่ไหนแต่ไรจึงรู้สึกชื่นชมชุดเกราะอัศวินเป็นพิเศษ

แต่ชุดเกราะของลินด์นั้นแตกต่างอย่างชัดเจนจากชุดเกราะที่อัศวินในเจ็ดราชอาณาจักรนิยมใช้กันในปัจจุบัน ความแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่แค่ที่รูปทรง หากแต่รวมถึงโครงสร้างภายในด้วย สำหรับสายตาของคนทั่วไปชุดเกราะเต็มยศนี้อาจดูไม่ต่างจากของอัศวินทั่วไปมากนัก แต่สำหรับวิลลาสผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการสร้างชุดเกราะ เขาสามารถมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน จุดที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือความยืดหยุ่นของข้อต่อและกลไกล็อกต่าง ๆ ซึ่งเหนือชั้นกว่าดีไซน์แข็งทื่อของเกราะสมัยเก่าอย่างมาก และความยืดหยุ่นนี้ก็ทำให้อัศวินสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายยิ่งขึ้น

“ลอร์ดลินด์ ข้าขอดูใกล้ ๆ ได้หรือไม่?” วิลลาสเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“แน่นอน” ลินด์พยักหน้าอย่างไม่ลังเล เขาไม่กังวลว่าชุดเกราะจะถูกเลียนแบบ เพราะตั้งแต่ตอนออกแบบเขาก็ได้คำนึงถึงความเสี่ยงนี้ไว้แล้ว แต่ลินด์ก็รู้ดีว่าต่อให้มีคนสามารถสร้างชุดเกราะแบบนี้ได้ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถสวมใส่มันอย่างมีประสิทธิภาพ และแม้จะใส่ได้การต่อสู้จริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

และมันก็เป็นดังที่ลินด์คาดเอาไว้จริง ๆ วิลลาสละความคิดเรื่องการลอกแบบอย่างรวดเร็วทันทีที่เขาหยิบชิ้นส่วนที่ดูง่ายที่สุดขึ้นมาดู นั่นก็คือถุงมือเหล็ก น้ำหนักที่ถาโถมเข้ามาเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองไปโดยสิ้นเชิง ความยืดหยุ่นของข้อต่อที่มากขึ้นซึ่งเป็นจุดเด่นของเกราะชุดนี้ต้องแลกมาด้วยความแข็งแรงของวัสดุที่สูงขึ้น

ข้อต่อเหล่านี้ต้องทนแรงเสียดสี การกระแทก และการบิดตัวมากกว่าปกติ หากไม่ใช้เหล็กวาเลเรียนก็จำเป็นต้องเพิ่มความหนาเพื่อให้แข็งแกร่งพอ ส่งผลให้กลไกล็อกแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับสองเท่าของเกราะทั่วไป และยิ่งกลไกมีน้ำหนักมากแผ่นเหล็กที่เชื่อมต่อกันก็ยิ่งต้องหนาตามไปด้วยเพื่อไม่ให้เกิดจุดอ่อนหรือรอยแตกร้าว ซึ่งผลลัพธ์โดยรวมคือ ชุดเกราะทั้งชุดมีความหนาเป็นสองเท่า และน้ำหนักมากกว่าเกราะอัศวินทั่วไปถึงสองเท่าขึ้นไป ซึ่งสำหรับคนทั่วไปแค่เดินในชุดเกราะนี้ยังเป็นเรื่องยาก แล้วจะนับประสาอะไรกับการสู้รบ?

“ลอร์ดลินด์ . . . เจ้าสามารถต่อสู้ได้ในชุดเกราะนี้ได้จริงหรือ?” วิลลาสถามด้วยความทึ่ง ขณะวางถุงมือเหล็กกลับคืนที่แท่น

ลินด์ไม่ได้ตอบแต่เพียงยิ้มบาง ๆ อย่างมีนัย ซึ่งวิลลาสก็จำรอยยิ้มเงียบ ๆ นี้ได้ดี มันเหมือนกับสีหน้าที่เขาเคยเห็นจากลินด์ตอนคุยกับวอร์ทิเมอร์ และเขาก็เข้าใจความหมายของมันทันที เขาจึงพูดต่อด้วยความสนใจและจริงใจว่า “ข้าอยากเห็นลอร์ดลินด์ลงสนามต่อสู้ในชุดเกราะนี้จริง ๆ”

“เช่นนั้น ลอร์ดวิลลาสก็ควรภาวนาให้ระหว่างทางไปก็อดส์เกรซ . . . เราได้เจอกับศัตรูมากพอที่จะให้ข้ามีโอกาสโชว์ฝีมือในชุดนี้” ลินด์ตอบอย่างเรียบขรึม

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79

คัดลอกลิงก์แล้ว