- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 79 วิลลาส ไทเรลล์
วิลลาสจ้องมองกลอรี่ที่หมอบอยู่บนพื้นเป็นเวลานาน ราวกับลืมเหตุผลที่แท้จริงที่เขามาที่นี่ไปเสียสิ้น ในขณะที่มาร์เจอรีและลอรัสนั่งยอง ๆ อยู่ข้างๆ เขา ค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะกลอรี่อย่างระมัดระวังเป็นระยะ แต่ทุกครั้งกลอรี่จะเบี่ยงตัวหลบและแยกเขี้ยวคำรามเบา ๆ ทำให้ทั้งสองต้องรีบชักมือกลับอย่างตกใจ
ดวงตาของกลอรี่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และจ้องมองลินด์อย่างไม่พอใจ ก่อนหน้านี้มันกำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่บนภูเขา แต่กลับถูกเรียกตัวกลับมาให้โชว์ตัวราวกับเป็นของประหลาด สิ่งที่มันมองว่าเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ลินด์จึงต้องลูบหัวปลอบใจมันอยู่ตลอด พลางระวังไม่ให้เผลอทำร้ายสามพี่น้องตระกูลไทเรลล์
“น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าแมวเงาจะตัวโตได้ถึงเพียงนี้ แมวเงาที่ตัวใหญ่ที่สุดในบันทึก คือแมวเงาที่ กษัตริย์การ์ธ กรีนแฮนด์ เคยปราบไว้ และถูกเรียกว่า ‘ราชาแห่งแมวเงา’ แต่แม้กระทั่งคำบรรยายของตัวนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับกลอรี่” วิลลาสอุทานขึ้นในที่สุดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“อาจเป็นเพราะมันเป็นแมวเงาเผือกก็ได้ขอรับ” ลินด์กล่าวเป็นเชิงเสนอความเห็น
“แมวเงาเผือกเคยถูกพบที่เดอะและเรดเมาน์เทนมาก่อน แต่ไม่มีตัวใดใหญ่เท่ากลอรี่ และที่สำคัญลอร์ดลินด์ กลอรี่ไม่ใช่แมวเงาเผือกที่แท้จริง แมวเงาเผือกต้องขาวทั้งตัว ไม่ใช่ลายดำขาวแบบนี้ แมวเงาทั่วไปก็มีลายดำขาวเช่นกัน แม้จะไม่ชัดเจนเท่ามันก็ตาม” วิลลาสส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง พลางชี้ไปที่หางและหูของกลอรี่ “กลอรี่ดูเหมือนเป็นลูกผสมระหว่างแมวเงากับสายพันธุ์อื่นที่เราไม่รู้จัก หูของมันใหญ่กว่าปกติ และสามารถพับราบไปด้านหลังได้ ต่างจากแมวเงาทั่วไปที่ตั้งตรงเสมอ หางของมันก็ยาวผิดปกติ ต่างจากแมวเงาทางใต้ที่มักมีหางสั้นป้อม”
ลินด์มองวิลลาสด้วยความประหลาดใจและเริ่มรู้สึกนับถือ แม้เขาจะอยู่กับกลอรี่มาตลอด แต่กลับไม่เคยสังเกตสิ่งเหล่านี้เลย ในขณะที่วิลลาสกลับมองออกภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ทำให้หลังจากฟังการวิเคราะห์ลินด์ก็ถามอย่างลังเลว่า “แมวเงาทางเหนือกับทางใต้ต่างกันมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
“แน่นอน” วิลลาสตอบอย่างหนักแน่น “สัตว์แต่ละชนิดจะปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมของมัน เดอะรีชกับแดนเหนือมีภูมิอากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในแต่ละถิ่นวิวัฒน์ตามแบบของตัวเอง นอกจากนี้เมสเตอร์คนหนึ่งเคยเขียนไว้เกี่ยวกับแมวเงาในแดนน้ำแข็งเหนือกำแพงว่าแมวเงาที่นั่นมีขนหนากว่าเพื่อทนความหนาว มีอุ้งเท้าที่เหมาะกับพื้นน้ำแข็ง และหางยาวเกือบเท่าลำตัวเพื่อช่วยรักษาสมดุล”
ลินด์หันไปมองหางของกลอรี่แล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น กลอรี่น่าจะไม่ได้มาจากแดนเหนือ เพราะหางมันสั้นกว่าตัวมาก”
“ข้าก็คิดเช่นกัน” วิลลาสพยักหน้า ก่อนชี้ไปที่ดวงตาของกลอรี่ “เจ้าสังเกตดวงตาของมันบ้างหรือไม่?”
“ดวงตา?” ลินด์เอียงหัวกลอรี่ขึ้นอย่างเบามือ แล้วยกเปลือกตาขึ้นดู ซึ่งการกระทำนั้นทำให้กลอรี่รำคาญจนสะบัดหัวออก ถูตาด้วยอุ้งเท้า แล้วคำรามใส่เขาเบา ๆ ลินด์จึงรีบลูบหัวมันเป็นการขอโทษ
“ไม่เห็นจะแตกต่างตรงไหน” ลินด์ว่า “ม่านตาของมันก็เป็นเส้นตั้ง เหมือนแมวทั่ว ๆ ไปไม่ใช่หรือ?”
“ไม่เชิง” วิลลาสตอบ “แมวทั่วไปจะมีม่านตาแนวตั้งเฉพาะตอนล่าเหยื่อเท่านั้น เวลาปกติมันจะเป็นรูปไข่ หรือกลม แมวเงาก็ถูกเปรียบกับแมวเพราะความว่องไว แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แมวสายพันธุ์แท้ แต่เป็นเชื้อสายใกล้เคียงกับสิงโตมากกว่า เวลาล่าม่านตาของแมวเงาจะหดจนเกือบมองไม่เห็นเหลือเพียงตาขาว จึงทำให้คนที่รอดจากการโจมตีมักบอกว่าดวงตาของมันซีดเผือดและน่าขนลุก จนทำให้เกิดความเชื่อว่าแมวเงาเป็นทูตของเทพไร้หน้า”
วิลลาสหันไปมองดวงตาของกลอรี่อีกครั้ง “แต่ม่านตาของกลอรี่กลับคล้ายงู หรือมังกร มากกว่าจะเป็นแมวเงา”
คำพูดนั้นของวิลลาสทำให้ลินด์ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำกล่าวลอย ๆ และม่านตาของกลอรี่อาจเปลี่ยนไปจากการดูดกลืนพลังแห่งดวงวิญญาณมังกร
ขณะนั้นเองวิลลาสก็ยื่นมือออกไปหมายจะแตะกลอรี่โดยไม่ทันตั้งตัว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของมันก็รวดเร็วมาก มันลุกขึ้นทันที แยกเขี้ยวคำรามอย่างดุดัน และตัวหมอบต่ำเตรียมจู่โจม ทำให้วอร์ทิเมอร์และทหารยามกรูกันเข้ามาบังวิลลาส พร้อมชักอาวุธเตรียมรับมือเจ้าแมวเงา มาร์เจอรีกับลอรัสเองก็ตกใจกับท่าทีดุร้ายของกลอรี่จนยืนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
ตรงกันข้ามวิลลาสกลับยังคงสงบนิ่ง เขาปลอบน้องทั้งสองพลางโบกมือให้วอร์ทิเมอร์และทหารเพื่อบอกว่าเขาไม่เป็นไร ก่อนจะหันมาขอโทษลินด์ “ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ฟังคำเตือนของลอร์ดลินด์ โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ไม่เป็นไรขอรับ เจ้าตัวนี้ไม่ยอมให้ใครแตะต้องมันนอกจากข้า” ลินด์กล่าวพลางลูบแผงคอของกลอรี่ให้ใจเย็นลง “ขนาดไนมีเรียเป็นคนให้อาหารมันมาหลายเดือน แต่วันหนึ่งนางอยากลองลูบหัวมัน มันก็เกือบกัดมือนางขาด โชคดีที่นางใส่ถุงมือเหล็กไว้”
“ไนมีเรียหรือ? นางคือเลดี้แห่งทัมเบิลตันใช่หรือไม่?” วิลลาสถามอย่างอยากรู้
ลินด์ยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ขอรับ แต่นางไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เลดี้’ หรือแม้แต่ ‘ท่านหญิง’ นางชอบพูดว่า ‘ลอร์ดก็คือลอร์ด ตำแหน่งนี้ต้องมีเพศด้วยหรือ? คิดว่ามันเป็นสัตว์หรือยังไงกัน?’”
วิลลาสหัวเราะ “เลดี้ไนมีเรียดูจะพิเศษจริง ๆ แล้วข่าวลือที่ว่าผู้ชายคนใดจะขอนางแต่งงานได้ ต้องเอาชนะนางในดวลดาบให้ได้ก่อนเป็นความจริงหรือไม่?”
“ลอร์ดวิลลาส ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ” ลินด์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิทธิ์นั้นไม่ใช่การแต่งงาน แต่เป็นการเกี้ยวพาราสีต่างหาก เฉพาะคนที่เอาชนะนางในการประลองถึงจะมีสิทธิ์ไล่ตามจีบได้”
“นางเก่งมากหรือ?” วิลลาสถามอีกครั้ง
“มากขอรับ” ลินด์ตอบตรง ๆ “ในเดอะรีชไม่มีใครทัดทานนางได้ในสนามประลอง เพราะคงไม่มีใครทนรับการโจมตีจากนางได้แม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเป็นเจ้าชายโอเบอรินแห่งดอร์นก็อาจชนะได้ ส่วนทางเวสเทอร์แลนด์ เดอะเมาท์เทน คนนั้นอาจทนได้สองสามที แต่สุดท้ายก็ต้องตายใต้ขวานยักษ์ของนางอยู่ดี”
“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย?” วิลลาสอุทานด้วยความตกใจ
“หึ!” วอร์ทิเมอร์ส่งเสียงออกมาทันทีอย่างไม่พอใจ “แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่า ‘ อสรพิษแดงแห่งดอร์น ’ จะชนะนางได้?”
“เพราะพวกเขาเคยประลองกันแล้ว” ลินด์ตอบอย่างตรงไปตรงมา และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปิดบังความสัมพันธ์ของไนมีเรียกับดอร์น เพราะในหมู่ผู้มีอำนาจต่างก็รู้เรื่องนี้กันดีอยู่แล้ว และอาจเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำหากเผยแพร่ออกไป “ตอนข้านำทหารไปถึงทัมเบิลตัน ข้าพบเจ้าชายโอเบอรินโดยบังเอิญ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของไนมีเรียมากอยากพานางกลับดอร์น แต่นางปฏิเสธโดยสิ้นเชิง นางเชื่อเสมอว่านางเป็นคนของเดอะรีช เป็นเลดี้แห่งทัมเบิลตัน และต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน แม้ต้องตายก็ควรตายในที่แห่งนี้”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของลินด์ ทุกคนในที่นั้นก็เริ่มมีภาพของ ‘เลดี้แห่งทัมเบิลตัน’ ชัดเจนขึ้น และเริ่มรู้สึกเคารพในการกระทำและเจตจำนงของนาง
วิลลาสนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “เซอร์ลินด์ อย่างที่เจ้าได้ยินจากลอร์ดวอร์ทิเมอร์ ข้ากำลังจะเดินทางไปแข่งขันประลองที่ ก็อดส์เกรซ ในดอร์นในอีกไม่กี่วัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเข้าร่วมการแข่งขัน ท่านพ่อข้าจึงไม่สบายใจ และได้เรียกเจ้ากลับมาจากภารกิจปราบโจรเพื่อมาเป็นองครักษ์คุ้มกันระหว่างทาง ซึ่งนอกจากจะไปร่วมประลองข้ายังอยากใช้โอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างดอร์นกับรีช โดยเฉพาะผ่านเลดี้ไนมีเรีย . . .”
“ข้าไม่แนะนำให้ท่านทำเช่นนั้น ลอร์ดวิลลาส” ลินด์ขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ “ไนมีเรียไม่ได้มีเยื่อใยต่อดอร์นมากนัก หากท่านคิดจะพานางกลับดอร์น แล้วใช้สายเลือดของนางเพื่อเชื่อมโยงสองแคว้น เรื่องนี้จะกลับตาลปัตรและล้มเหลวในที่สุด”
“ข้าเข้าใจ” วิลลาสพยักหน้าช้า ๆ แล้วหัวเราะอย่างขมขื่น “เมสเตอร์เมลอสชอบบอกว่าข้ายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจโลก ซึ่งข้าไม่เคยเชื่อเลย แต่ตอนนี้ . . . ดูเหมือนเขาจะพูดถูกจริง ๆ”
“ลอร์ดวิลลาส ท่านทำได้ดีมากแล้วขอรับ” วอร์ทิเมอร์พยายามให้กำลังใจลอร์ดของตน
แต่วิลลาสกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะถามต่อ “เจ้าเคยพบเจ้าชายโอเบอรินแล้ว คิดว่าเขาเป็นคนแบบไหน?”
“เขาเป็นคนมีเสน่ห์มากขอรับ” ลินด์ตอบตรง ๆ “ถ้าข้าไม่ได้สังกัดตระกูลไทเรลล์ และเขาเอ่ยปากชวนข้าในตอนนั้น ข้าคงตามเขาไปดอร์นโดยไม่ลังเล”
เมื่อวิลลาสได้ยินก็ไม่รู้สึกขัดเคือง ตรงกันข้ามเขากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงโล่งใจ “โชคดีจริง ๆ ที่การ์แลนได้พบเจ้าก่อน ไม่อย่างนั้นตระกูลไทเรลล์คงเสียอัศวินผู้เป็นตำนานไปแล้ว”
ทหารยามที่อยู่รอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วย เพราะในความเห็นของพวกเขาแค่ลินด์มีอสูรร่างยักษ์เป็นสัตว์เลี้ยงก็สมควรได้รับคำว่า ‘ตำนาน’แล้ว แต่หากวิลลาสหมายถึงฉายา ‘นักดาบอันดับหนึ่งแห่งเจ็ดอาณาจักร’ ก็คงมีบางคนรู้สึกคลางแคลงใจบ้าง
ในตอนนั้นเองวอร์ทิเมอร์ก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่า “ในเมื่อเจ้าเคยประลองกับอสรพิษแดงแห่งดอร์น ผลออกมาเป็นอย่างไร?”
ลินด์ไม่ได้ตอบ แต่เพียงส่งยิ้มอย่างมีนัยให้วอร์ทิเมอร์ ซึ่งวอร์ทิเมอร์ที่เห็นก็ไม่ได้ถามต่อ ราวกับอ่านคำตอบออกจากแววตาของลินด์ ทำให้วิลลาสมองทั้งสองสลับกันอย่างสนอกสนใจ ราวกับกำลังชมการประลองเงียบ ๆ ระหว่างสองคน
“แมวตัวใหญ่กำลังหนีไปแล้ว!” มาร์เจอรีตะโกนขึ้น พลางชี้ไปที่กลอรี่ซึ่งกำลังค่อย ๆ ย่องหลบหนี
ลินด์หันไปมองมันแล้วโบกมือเป็นสัญญาณว่าอนุญาต ทำให้กลอรี่ดูโล่งใจทันที ก่อนที่มันจะกระโดดขึ้นไปบนหลังคา แล้วหายลับไปในพริบตา
จากนั้นลินด์ก็พาวิลลาสและคนอื่น ๆ เข้าบ้าน ส่วนทหารทั้งหมดก็รออยู่ภายนอกตามคำสั่งของวิลลาส ซึ่งทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามาในห้อง วิลลาสก็สังเกตเห็นชุดเกราะของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ที่ตั้งโชว์อยู่บนแท่นไม้ ทำให้เขาที่เป็นคนหลงใหลในการประลองหอกและวัฒนธรรมอัศวินมาแต่ไหนแต่ไรจึงรู้สึกชื่นชมชุดเกราะอัศวินเป็นพิเศษ
แต่ชุดเกราะของลินด์นั้นแตกต่างอย่างชัดเจนจากชุดเกราะที่อัศวินในเจ็ดราชอาณาจักรนิยมใช้กันในปัจจุบัน ความแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่แค่ที่รูปทรง หากแต่รวมถึงโครงสร้างภายในด้วย สำหรับสายตาของคนทั่วไปชุดเกราะเต็มยศนี้อาจดูไม่ต่างจากของอัศวินทั่วไปมากนัก แต่สำหรับวิลลาสผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการสร้างชุดเกราะ เขาสามารถมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน จุดที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือความยืดหยุ่นของข้อต่อและกลไกล็อกต่าง ๆ ซึ่งเหนือชั้นกว่าดีไซน์แข็งทื่อของเกราะสมัยเก่าอย่างมาก และความยืดหยุ่นนี้ก็ทำให้อัศวินสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายยิ่งขึ้น
“ลอร์ดลินด์ ข้าขอดูใกล้ ๆ ได้หรือไม่?” วิลลาสเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“แน่นอน” ลินด์พยักหน้าอย่างไม่ลังเล เขาไม่กังวลว่าชุดเกราะจะถูกเลียนแบบ เพราะตั้งแต่ตอนออกแบบเขาก็ได้คำนึงถึงความเสี่ยงนี้ไว้แล้ว แต่ลินด์ก็รู้ดีว่าต่อให้มีคนสามารถสร้างชุดเกราะแบบนี้ได้ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถสวมใส่มันอย่างมีประสิทธิภาพ และแม้จะใส่ได้การต่อสู้จริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
และมันก็เป็นดังที่ลินด์คาดเอาไว้จริง ๆ วิลลาสละความคิดเรื่องการลอกแบบอย่างรวดเร็วทันทีที่เขาหยิบชิ้นส่วนที่ดูง่ายที่สุดขึ้นมาดู นั่นก็คือถุงมือเหล็ก น้ำหนักที่ถาโถมเข้ามาเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองไปโดยสิ้นเชิง ความยืดหยุ่นของข้อต่อที่มากขึ้นซึ่งเป็นจุดเด่นของเกราะชุดนี้ต้องแลกมาด้วยความแข็งแรงของวัสดุที่สูงขึ้น
ข้อต่อเหล่านี้ต้องทนแรงเสียดสี การกระแทก และการบิดตัวมากกว่าปกติ หากไม่ใช้เหล็กวาเลเรียนก็จำเป็นต้องเพิ่มความหนาเพื่อให้แข็งแกร่งพอ ส่งผลให้กลไกล็อกแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับสองเท่าของเกราะทั่วไป และยิ่งกลไกมีน้ำหนักมากแผ่นเหล็กที่เชื่อมต่อกันก็ยิ่งต้องหนาตามไปด้วยเพื่อไม่ให้เกิดจุดอ่อนหรือรอยแตกร้าว ซึ่งผลลัพธ์โดยรวมคือ ชุดเกราะทั้งชุดมีความหนาเป็นสองเท่า และน้ำหนักมากกว่าเกราะอัศวินทั่วไปถึงสองเท่าขึ้นไป ซึ่งสำหรับคนทั่วไปแค่เดินในชุดเกราะนี้ยังเป็นเรื่องยาก แล้วจะนับประสาอะไรกับการสู้รบ?
“ลอร์ดลินด์ . . . เจ้าสามารถต่อสู้ได้ในชุดเกราะนี้ได้จริงหรือ?” วิลลาสถามด้วยความทึ่ง ขณะวางถุงมือเหล็กกลับคืนที่แท่น
ลินด์ไม่ได้ตอบแต่เพียงยิ้มบาง ๆ อย่างมีนัย ซึ่งวิลลาสก็จำรอยยิ้มเงียบ ๆ นี้ได้ดี มันเหมือนกับสีหน้าที่เขาเคยเห็นจากลินด์ตอนคุยกับวอร์ทิเมอร์ และเขาก็เข้าใจความหมายของมันทันที เขาจึงพูดต่อด้วยความสนใจและจริงใจว่า “ข้าอยากเห็นลอร์ดลินด์ลงสนามต่อสู้ในชุดเกราะนี้จริง ๆ”
“เช่นนั้น ลอร์ดวิลลาสก็ควรภาวนาให้ระหว่างทางไปก็อดส์เกรซ . . . เราได้เจอกับศัตรูมากพอที่จะให้ข้ามีโอกาสโชว์ฝีมือในชุดนี้” ลินด์ตอบอย่างเรียบขรึม