- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71 ชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลินด์จ้องมองศพที่ถูกแช่แข็งเบื้องหน้า พลางเอ่ยถามวาริสซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ
“นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากจะถามเจ้าเช่นกัน ลอร์ดลินด์” วาริสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางสบตาลินด์ตรง ๆ
ลินด์ขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
วาริสดึงมือออกจากแขนเสื้อ ชี้ไปยังวัตถุที่อยู่ใต้ศพนั้น “มองตรงนั้นสิ เห็นอะไรหรือไม่?”
ลินด์ก้มตามสายตาวาริส และสังเกตเห็นว่าศพนั้นทับอยู่บนดาบอัศวินคู่หนึ่ง ร่างนั้นกดทับดาบแน่นจนเห็นเพียงด้ามดาบที่โผล่ออกมา
“ดาบอัศวินของข้า . . . ถูกตีเสร็จแล้วหรือ?” ลินด์อุทานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนประหลาดใจ
“ใช่” วาริสพยักหน้ารับ โดยที่สายตายังคงนิ่งเฉย “มันถูกตีเสร็จตั้งแต่สองเดือนก่อน ข้าตั้งใจจะมอบดาบพร้อมชุดเกราะให้พร้อมกันจึงเก็บรักษาไว้ที่นี่ แต่ชุดเกราะกลับยากเกินคาด หลังผ่านไปสองเดือนยังไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว ข้าจึงตัดสินใจจะส่งดาบให้เจ้าก่อน ทว่าเมื่อข้ามาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ากลับพบสภาพนี้”
“แล้วศพนี้ . . .” ลินด์ถามอย่างลังเล
“เป็นคนรับใช้ของข้าเอง” วาริสตอบ “โชคยังดีที่ข้าส่งเขามาหยิบดาบแทน ถ้าข้ามาเอง ข้าอาจเป็นศพที่ถูกแช่แข็งอยู่ที่นี่แล้ว”
ลินด์เพ่งมองร่างนั้นใกล้ ๆ ก่อนจะเข้าใจในทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับดาบคู่ที่อักขระมังกรเหล่านั้น พลังเหนือธรรมชาติยังไม่ปรากฏในตอนแรก เพราะอักขระยังดูดซับพลังเวทจากรอบตัวไม่พอที่จะผสานกับดาบได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อตลอดหลายเดือนผ่านไป พลังเวทจึงสะสมจนถึงจุดอันตราย และเมื่อไม่มี ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ อย่างลินด์เป็นตัวกลางควบคุม คนแรกที่แตะต้องดาบจึงปลดปล่อยพลังนั้นโดยไม่ตั้งใจ จนนำไปสู่จุดจบอันน่าสยดสยองของคนรับใช้
ซึ่งตอนนี้พลังเวทส่วนเกินได้ถูกปลดปล่อยออกหมดแล้ว แม้แต่วาริสก็สามารถจับดาบได้โดยไม่เป็นอันตราย ทว่าลินด์กลับไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ เขาก้าวเข้าไปหาศพภายใต้สายตาจับจ้องของวาริส ก่อนจะยื่นมือไปจับด้ามดาบ
วาริสยืนอยู่ใกล้ ๆ แสดงท่าทีกังวล ปากอ้าพะงาบเหมือนจะห้าม แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา พร้อมกับมือทั้งสองที่แอบเลื่อนออกจากแขนเสื้อ เตรียมพร้อมหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ลินด์กำด้ามดาบอัศวินใหญ่ พร้อมกับดาบเหล็กวาเลเรียนที่เปล่งประกายวาวบางเบาให้ความรู้สึกนิ่งสงบปราศจากอันตรายใด ๆ ซึ่งเพียงเขาชักดาบออกมาเพียงครู่เดียว ศพที่ถูกแช่แข็งก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับกระจกแตก กลายเป็นเศษน้ำแข็งเกลื่อนพื้น
วาริสกลั้นหายใจมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึง แม้เขาจะเคยเห็นเวทมนตร์และพิธีกรรมแปลกประหลาดมากมายจากเอสซอส แต่ไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงกับสิ่งนี้ แม้จะเกลียดชังเวทมนตร์ แต่ในใจลึก ๆ ก็อดรู้สึกอยากครอบครองพลังเช่นนี้ไม่ได้
ลินด์เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน การแตกละเอียดของศพทำให้เขานึกถึงตอนที่ไวท์วอล์คเกอร์ตาย และเหมือนมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ในความทรงจำของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ที่การฟันดาบของเขาสามารถชะลอความเร็วของศัตรูด้วยความเย็น และค่อย ๆ ทรมานจนตาย แต่การแตกเป็นเศษน้ำแข็งทันทีเช่นนี้ เขาไม่เคยพบมาก่อน
‘หรือว่าผลของอักขระมังกรจะเปลี่ยนไปตามโลก?’ ลินด์ครุ่นคิดในใจ
“ลอร์ดลินด์ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” วาริสถามขึ้น เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไปนาน แต่ไม่กล้าแตะตัวจึงใช้ไม้ชิ้นหนึ่งค่อย ๆ จิ้มหลังลินด์เบา ๆ
“ไม่เป็นไร” ลินด์ตอบ พลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป จากนั้นจึงก้มมองดาบในมือ
ทันทีที่ถือดาบลินด์ก็สัมผัสได้ถึงพลังเย็นบางเบาไหลเข้าสู่ร่าง คล้ายพลังวิญญาณพยาบาทที่เคยซึมเข้าในร่างของกลอรี่ แต่ครั้งนี้อ่อนกว่ามาก และมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสีผิวหรือเกิดอาการผิดปกติใดๆ
ดาบอัศวินคู่ของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ มีใบดาบหนาและกว้างกว่าดาบมาตรฐานที่ลินด์เคยพกติดเอว แต่กลับมีน้ำหนักเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ เทียบได้กับดาบเหล็กล้วน มีลายอักขระมังกรสลักบนใบดาบ เนื้อโลหะผสานเข้ากับอักขระอย่างสมบูรณ์เรียบเนียนราวกับอักขระเติบโตขึ้นเอง ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ‘การตกผลึกของอักขระมังกร’ บ่งบอกว่าอักขระได้รวมเข้ากับดาบจนสมบูรณ์ และเริ่มทำงาน ลินด์ได้สลักอักขระสามแบบไว้บนใบดาบได้แก่ อักขระน้ำแข็ง อักขระพายุ และอักขระสายฟ้า ทว่าขณะนี้มีเพียงอักขระน้ำแข็งที่ตื่นขึ้น ส่วนอีกสองอักขระยังต้องดูดซับพลังเวทเพิ่มเติมก่อนจะปลุกให้ทำงานได้
“เจ้าพอใจหรือไม่?” วาริสถามขึ้น
“พอใจมาก ดีเยี่ยม สมบูรณ์แบบ!” ลินด์ตอบพร้อมให้คะแนนสูงสุด
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” วาริสพยักหน้า “ขึ้นไปข้างบนก่อน ข้าเตรียมฝักดาบไว้ให้ ฝักเดิมของเจ้าคงใช้กับดาบคู่นี้ไม่ได้”
เมื่อพูดจบวาริสก็เดินนำกลับขึ้นไปยังชั้นบน ลินด์จึงตามไปเงียบ ๆ หลังขึ้นมาถึงด้านบนวาริสก็ให้ลินด์รอครู่เดียว ก่อนจะกลับมาพร้อมฝักดาบคู่ใหม่ ทำจากหนังสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ขนาดพอดีกับดาบวาเลเรียนคู่นี้อย่างสมบูรณ์
ลินด์ถอดดาบอัศวินชั่วคราวออก แล้วคาดดาบคู่นี้แทนที่ หลังจากนั้นเขาก็ก้าวออกไปยังลานด้านนอกทดลองชักดาบออกมาแกว่งสองสามครั้ง เก็บเข้าฝัก สลับข้าง ปรับตำแหน่งฝักซ้ำไปมาจนกระทั่งรู้สึกคล่องตัวเป็นธรรมชาติ
“ขอบคุณมากลอร์ดวาริส ข้าพอใจกับดาบคู่เล่มนี้นัก” ลินด์กล่าวขอบคุณย้ำอีกครั้ง สำหรับเขาแล้วดาบคู่นี้ทำให้วิชาดาบสมบูรณ์ และเชื่อว่าต่อให้ต้องปะทะกองทัพพันคนเขาก็ไม่มีวันแพ้
วาริสเห็นลินด์พอใจก็ปรากฏรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า เพราะยิ่งลินด์แข็งแกร่งขึ้น ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเขา แถมในความคิดของวาริสตอนนี้ลินด์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อตอนลินด์ออกจากคิงส์แลนดิ้ง วาริสยังมองเขาเป็นเพียงนักรบผู้แกร่งกล้าที่พัวพันเวทมนตร์ลึกลับ แต่หลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทัมเบิลตัน ทั้งการขัดขวางแผนของไทวิน หรือการฟื้นฟูเส้นทางแม่น้ำแมนเดอร์ มันก็ทำให้วาริสตระหนักว่าลินด์ไม่ใช่แค่นักรบ แต่ยังมีสายตาการเมืองเฉียบคม
แม้ทัมเบิลตันจะยังมีโจรและเผ่าคนเถื่อนแถวนั้น แต่วาริสกลับสงสัยว่าลินด์จงใจปล่อยพวกมันไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ การยอมรับเผ่าคนเถื่อนให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองทัมเบิลตัน สำหรับวาริสนี่แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ราวกับเจ้านายแห่งอ่าวทาสจะยกฐานะทาสให้เทียบเท่าคนปกติ
แน่นอนว่ามันอาจดูไร้สาระ แต่ในใจวาริสกลับรู้สึกชื่นชม เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ลึก ๆ ของเขา ดังนั้นเมื่อเห็นโอกาสวาริสจึงเริ่มมองลินด์ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นพันธมิตรที่แท้จริง
“ท่านวาริส” ลินด์เริ่มถาม “ช่วยบอกข้าทีว่าปัญหาของการตีเกราะอยู่ตรงไหน? ข้าพอมีความรู้เรื่องการตีโลหะอาจช่วยได้”
ดาบคู่นั้นทรงพลังเกินคาด ทำให้เขายิ่งเฝ้ารอเกราะวาเลเรียนอย่างใจจดใจจ่อ
“ไม่ใช่ว่ามีปัญหาในการตี แต่ตีไม่ได้เลยต่างหาก” วาริสตอบพลางส่ายหน้า “ตอนสร้างเหล็กวาเลเรียน จุดประสงค์ถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะใช้ทำดาบ เกราะ หรืออย่างอื่นก็ตาม หากพยายามเปลี่ยนรูปแบบเหล็กจะเปราะแตก เพราะเวทมนตร์ที่ถักทออยู่ข้างใน มีเพียงศาสตร์ลึกลับของการหลอมใหม่เท่านั้นที่สามารถตีใหม่เป็นสิ่งอื่นได้”
ลินด์นิ่งคิด “ข้าว่าช่างตีที่ข้าแนะนำคงเรียนรู้วิธีหลอมดาบที่โคฮอร์ แต่ไม่ได้เรียนวิธีตีเกราะสินะ?”
“ใช่” วาริสพยักหน้า
“พูดอีกอย่างก็คือ” ลินด์พูดเสียงแผ่ว “ถ้าอยากได้เกราะ ข้าต้องไปโคฮอร์เอง?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปเอง” วาริสรีบส่ายหน้า “ข้าสามารถส่งเหล็กวาเลเรียนไปให้สหายในเพนทอสได้ . . .”
“อิลลิริโอ” ลินด์เอ่ยชื่อเพื่อนของวาริสขึ้น
“ใช่ เขามีเครือข่ายในโคฮอร์ การตีเกราะวาเลเรียนจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ . . .” วาริสพยักหน้า แต่แล้วก็ชะงักมองลินด์อย่างกังวล “แต่แบบเกราะที่การรีฟอร์จให้มามีเวทมนตร์ซ่อนอยู่ ถ้าเราส่งไปให้ช่างตี จะไม่เป็นอันตรายหรือ?”
“ท่านกังวลว่าพวกเขาจะลอกเลียนแบบหรือ?” ลินด์ถามแทน
“ใช่” วาริสยอมรับ “ถ้าพลังนี้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น ผลลัพธ์อาจหายนะ”
“ไม่ต้องห่วง” ลินด์ตอบอย่างมั่นใจ “พวกเขาไม่มีทางเข้าใจได้”
ตอนออกแบบอักขระมังกรในอาวุธและเกราะ ลินด์จงใจใส่ลายหลอกและสัญลักษณ์ไร้ความหมายจำนวนมาก รวมเข้ากับอักขระอย่างแนบเนียน ต่อให้ช่างตีพยายามเลียนแบบ พวกเขาก็ทำได้แค่คัดลอกลวดลายภายนอก แต่ไม่มีวันเข้าใจพลังจริง
วาริสฟังแล้วก็ถามต่อ “ถ้าพวกเขาเอาแบบไปทำเกราะใหม่ขึ้นมาเล่า?”
ลินด์ตบดาบใหญ่ที่เอว “ท่านคิดว่ามีใครในโลกนี้ใช้เกราะนี้ได้ โดยไม่ตายหรือ?”
วาริสอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจทันที อาวุธและเกราะนี้เปรียบเสมือนคำสาปร้ายแรงสำหรับคนอื่นยกเว้นลินด์
หลังตระหนักเรื่องนี้วาริสก็รับปากว่าจะรีบส่งเหล็กวาเลเรียนไปเพนทอสทันที และให้อิลลิริโอช่วยติดต่อช่างตีในโคฮอร์ พร้อมกันนั้นเขายังบอกด้วยว่าระหว่างรอเกราะจริง เขาได้เตรียม ‘ชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ชั่วคราวไว้ให้ ทำจากเหล็กธรรมดาไม่มีลายอักขระ แต่ถอดแบบรูปทรงมาอย่างครบถ้วน
วาริสพาลินด์ขึ้นไปห้องชั้นบน ซึ่งในห้องนั้นมีแท่นตั้งเกราะเพียงแท่นเดียว และบนแท่นก็มีชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศครบชุด การออกแบบเกราะเต็มตัวของลินด์ผสมระหว่างหนักและเบา มีเกราะแขน เกราะขาเต็มรูปแบบ เกราะลำตัวหนาพิเศษ พร้อมเสริมผ้าคลุมหนังสัตว์ ชายเสื้อปักตราสัญลักษณ์ตระกูล และผ้าคลุมที่เพิ่มน้ำหนักมหาศาล หมวกเกราะเป็นทรงมงกุฎมังกรงดงามสง่างามรับกับรูปลักษณ์โดยรวม
เมื่อเห็นเกราะความทรงจำบางส่วนในฐานะ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ก็ปะทุขึ้นทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นอยากสวมใส่ทันที ลินด์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วถอดเกราะออกทีละชิ้น แล้วค่อย ๆ ใส่เข้ากับร่างกาย ซึ่งด้วยดีไซน์พิเศษของเกราะนี้ทำให้เขาสามารถใส่คนเดียวได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เด็กรับใช้คอยช่วย แตกต่างจากเกราะอัศวินทั่วไป
เมื่อใส่ครบลินด์ก็เดินไปรอบ ๆ ทดสอบความพอดี แม้ชุดจะหนักมหาศาล แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง ทำให้เขาขยับได้คล่องราวใส่ผ้าเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มจากการขยับเล็กน้อย ทดสอบข้อต่อต่าง ๆ ก่อนจะลองเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ กระทั่งพลิกตัว หลบหลีก และตีลังกากลางอากาศ ทั้งหมดทำในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ
วาริสยืนดูอยู่ข้าง ๆ อ้าปากค้าง เขารู้ดีว่าเพียงน้ำหนักของผ้าคลุมกับเกราะไหล่ก็เพียงพอจะทำให้ชายฉกรรจ์แทบขยับไม่ได้ แต่ลินด์กลับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ราวกับเป็นเงาของสายลม ซึ่งสำหรับวาริสแล้วภาพนี้คือหลักฐานชัดเจนถึงพลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตัวลินด์