เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71 ชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลินด์จ้องมองศพที่ถูกแช่แข็งเบื้องหน้า พลางเอ่ยถามวาริสซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ

“นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากจะถามเจ้าเช่นกัน ลอร์ดลินด์” วาริสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางสบตาลินด์ตรง ๆ

ลินด์ขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”

วาริสดึงมือออกจากแขนเสื้อ ชี้ไปยังวัตถุที่อยู่ใต้ศพนั้น “มองตรงนั้นสิ เห็นอะไรหรือไม่?”

ลินด์ก้มตามสายตาวาริส และสังเกตเห็นว่าศพนั้นทับอยู่บนดาบอัศวินคู่หนึ่ง ร่างนั้นกดทับดาบแน่นจนเห็นเพียงด้ามดาบที่โผล่ออกมา

“ดาบอัศวินของข้า . . . ถูกตีเสร็จแล้วหรือ?” ลินด์อุทานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนประหลาดใจ

“ใช่” วาริสพยักหน้ารับ โดยที่สายตายังคงนิ่งเฉย “มันถูกตีเสร็จตั้งแต่สองเดือนก่อน ข้าตั้งใจจะมอบดาบพร้อมชุดเกราะให้พร้อมกันจึงเก็บรักษาไว้ที่นี่ แต่ชุดเกราะกลับยากเกินคาด หลังผ่านไปสองเดือนยังไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว ข้าจึงตัดสินใจจะส่งดาบให้เจ้าก่อน ทว่าเมื่อข้ามาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ากลับพบสภาพนี้”

“แล้วศพนี้ . . .” ลินด์ถามอย่างลังเล

“เป็นคนรับใช้ของข้าเอง” วาริสตอบ “โชคยังดีที่ข้าส่งเขามาหยิบดาบแทน ถ้าข้ามาเอง ข้าอาจเป็นศพที่ถูกแช่แข็งอยู่ที่นี่แล้ว”

ลินด์เพ่งมองร่างนั้นใกล้ ๆ ก่อนจะเข้าใจในทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับดาบคู่ที่อักขระมังกรเหล่านั้น พลังเหนือธรรมชาติยังไม่ปรากฏในตอนแรก เพราะอักขระยังดูดซับพลังเวทจากรอบตัวไม่พอที่จะผสานกับดาบได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อตลอดหลายเดือนผ่านไป พลังเวทจึงสะสมจนถึงจุดอันตราย และเมื่อไม่มี ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ อย่างลินด์เป็นตัวกลางควบคุม คนแรกที่แตะต้องดาบจึงปลดปล่อยพลังนั้นโดยไม่ตั้งใจ จนนำไปสู่จุดจบอันน่าสยดสยองของคนรับใช้

ซึ่งตอนนี้พลังเวทส่วนเกินได้ถูกปลดปล่อยออกหมดแล้ว แม้แต่วาริสก็สามารถจับดาบได้โดยไม่เป็นอันตราย ทว่าลินด์กลับไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ เขาก้าวเข้าไปหาศพภายใต้สายตาจับจ้องของวาริส ก่อนจะยื่นมือไปจับด้ามดาบ

วาริสยืนอยู่ใกล้ ๆ แสดงท่าทีกังวล ปากอ้าพะงาบเหมือนจะห้าม แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา พร้อมกับมือทั้งสองที่แอบเลื่อนออกจากแขนเสื้อ เตรียมพร้อมหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ลินด์กำด้ามดาบอัศวินใหญ่ พร้อมกับดาบเหล็กวาเลเรียนที่เปล่งประกายวาวบางเบาให้ความรู้สึกนิ่งสงบปราศจากอันตรายใด ๆ ซึ่งเพียงเขาชักดาบออกมาเพียงครู่เดียว ศพที่ถูกแช่แข็งก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับกระจกแตก กลายเป็นเศษน้ำแข็งเกลื่อนพื้น

วาริสกลั้นหายใจมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึง แม้เขาจะเคยเห็นเวทมนตร์และพิธีกรรมแปลกประหลาดมากมายจากเอสซอส แต่ไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงกับสิ่งนี้ แม้จะเกลียดชังเวทมนตร์ แต่ในใจลึก ๆ ก็อดรู้สึกอยากครอบครองพลังเช่นนี้ไม่ได้

ลินด์เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน การแตกละเอียดของศพทำให้เขานึกถึงตอนที่ไวท์วอล์คเกอร์ตาย และเหมือนมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ในความทรงจำของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ที่การฟันดาบของเขาสามารถชะลอความเร็วของศัตรูด้วยความเย็น และค่อย ๆ ทรมานจนตาย แต่การแตกเป็นเศษน้ำแข็งทันทีเช่นนี้ เขาไม่เคยพบมาก่อน

‘หรือว่าผลของอักขระมังกรจะเปลี่ยนไปตามโลก?’ ลินด์ครุ่นคิดในใจ

“ลอร์ดลินด์ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” วาริสถามขึ้น เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไปนาน แต่ไม่กล้าแตะตัวจึงใช้ไม้ชิ้นหนึ่งค่อย ๆ จิ้มหลังลินด์เบา ๆ

“ไม่เป็นไร” ลินด์ตอบ พลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป จากนั้นจึงก้มมองดาบในมือ

ทันทีที่ถือดาบลินด์ก็สัมผัสได้ถึงพลังเย็นบางเบาไหลเข้าสู่ร่าง คล้ายพลังวิญญาณพยาบาทที่เคยซึมเข้าในร่างของกลอรี่ แต่ครั้งนี้อ่อนกว่ามาก และมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสีผิวหรือเกิดอาการผิดปกติใดๆ

ดาบอัศวินคู่ของ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ มีใบดาบหนาและกว้างกว่าดาบมาตรฐานที่ลินด์เคยพกติดเอว แต่กลับมีน้ำหนักเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ เทียบได้กับดาบเหล็กล้วน มีลายอักขระมังกรสลักบนใบดาบ เนื้อโลหะผสานเข้ากับอักขระอย่างสมบูรณ์เรียบเนียนราวกับอักขระเติบโตขึ้นเอง ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ‘การตกผลึกของอักขระมังกร’ บ่งบอกว่าอักขระได้รวมเข้ากับดาบจนสมบูรณ์ และเริ่มทำงาน ลินด์ได้สลักอักขระสามแบบไว้บนใบดาบได้แก่ อักขระน้ำแข็ง อักขระพายุ และอักขระสายฟ้า ทว่าขณะนี้มีเพียงอักขระน้ำแข็งที่ตื่นขึ้น ส่วนอีกสองอักขระยังต้องดูดซับพลังเวทเพิ่มเติมก่อนจะปลุกให้ทำงานได้

“เจ้าพอใจหรือไม่?” วาริสถามขึ้น

“พอใจมาก ดีเยี่ยม สมบูรณ์แบบ!” ลินด์ตอบพร้อมให้คะแนนสูงสุด

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” วาริสพยักหน้า “ขึ้นไปข้างบนก่อน ข้าเตรียมฝักดาบไว้ให้ ฝักเดิมของเจ้าคงใช้กับดาบคู่นี้ไม่ได้”

เมื่อพูดจบวาริสก็เดินนำกลับขึ้นไปยังชั้นบน ลินด์จึงตามไปเงียบ ๆ หลังขึ้นมาถึงด้านบนวาริสก็ให้ลินด์รอครู่เดียว ก่อนจะกลับมาพร้อมฝักดาบคู่ใหม่ ทำจากหนังสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ขนาดพอดีกับดาบวาเลเรียนคู่นี้อย่างสมบูรณ์

ลินด์ถอดดาบอัศวินชั่วคราวออก แล้วคาดดาบคู่นี้แทนที่ หลังจากนั้นเขาก็ก้าวออกไปยังลานด้านนอกทดลองชักดาบออกมาแกว่งสองสามครั้ง เก็บเข้าฝัก สลับข้าง ปรับตำแหน่งฝักซ้ำไปมาจนกระทั่งรู้สึกคล่องตัวเป็นธรรมชาติ

“ขอบคุณมากลอร์ดวาริส ข้าพอใจกับดาบคู่เล่มนี้นัก” ลินด์กล่าวขอบคุณย้ำอีกครั้ง สำหรับเขาแล้วดาบคู่นี้ทำให้วิชาดาบสมบูรณ์ และเชื่อว่าต่อให้ต้องปะทะกองทัพพันคนเขาก็ไม่มีวันแพ้

วาริสเห็นลินด์พอใจก็ปรากฏรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า เพราะยิ่งลินด์แข็งแกร่งขึ้น ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเขา แถมในความคิดของวาริสตอนนี้ลินด์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อตอนลินด์ออกจากคิงส์แลนดิ้ง วาริสยังมองเขาเป็นเพียงนักรบผู้แกร่งกล้าที่พัวพันเวทมนตร์ลึกลับ แต่หลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทัมเบิลตัน ทั้งการขัดขวางแผนของไทวิน หรือการฟื้นฟูเส้นทางแม่น้ำแมนเดอร์ มันก็ทำให้วาริสตระหนักว่าลินด์ไม่ใช่แค่นักรบ แต่ยังมีสายตาการเมืองเฉียบคม

แม้ทัมเบิลตันจะยังมีโจรและเผ่าคนเถื่อนแถวนั้น แต่วาริสกลับสงสัยว่าลินด์จงใจปล่อยพวกมันไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ การยอมรับเผ่าคนเถื่อนให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองทัมเบิลตัน สำหรับวาริสนี่แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ราวกับเจ้านายแห่งอ่าวทาสจะยกฐานะทาสให้เทียบเท่าคนปกติ

แน่นอนว่ามันอาจดูไร้สาระ แต่ในใจวาริสกลับรู้สึกชื่นชม เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ลึก ๆ ของเขา ดังนั้นเมื่อเห็นโอกาสวาริสจึงเริ่มมองลินด์ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นพันธมิตรที่แท้จริง

“ท่านวาริส” ลินด์เริ่มถาม “ช่วยบอกข้าทีว่าปัญหาของการตีเกราะอยู่ตรงไหน? ข้าพอมีความรู้เรื่องการตีโลหะอาจช่วยได้”

ดาบคู่นั้นทรงพลังเกินคาด ทำให้เขายิ่งเฝ้ารอเกราะวาเลเรียนอย่างใจจดใจจ่อ

“ไม่ใช่ว่ามีปัญหาในการตี แต่ตีไม่ได้เลยต่างหาก” วาริสตอบพลางส่ายหน้า “ตอนสร้างเหล็กวาเลเรียน จุดประสงค์ถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะใช้ทำดาบ เกราะ หรืออย่างอื่นก็ตาม หากพยายามเปลี่ยนรูปแบบเหล็กจะเปราะแตก เพราะเวทมนตร์ที่ถักทออยู่ข้างใน มีเพียงศาสตร์ลึกลับของการหลอมใหม่เท่านั้นที่สามารถตีใหม่เป็นสิ่งอื่นได้”

ลินด์นิ่งคิด “ข้าว่าช่างตีที่ข้าแนะนำคงเรียนรู้วิธีหลอมดาบที่โคฮอร์ แต่ไม่ได้เรียนวิธีตีเกราะสินะ?”

“ใช่” วาริสพยักหน้า

“พูดอีกอย่างก็คือ” ลินด์พูดเสียงแผ่ว “ถ้าอยากได้เกราะ ข้าต้องไปโคฮอร์เอง?”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปเอง” วาริสรีบส่ายหน้า “ข้าสามารถส่งเหล็กวาเลเรียนไปให้สหายในเพนทอสได้ . . .”

“อิลลิริโอ” ลินด์เอ่ยชื่อเพื่อนของวาริสขึ้น

“ใช่ เขามีเครือข่ายในโคฮอร์ การตีเกราะวาเลเรียนจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ . . .” วาริสพยักหน้า แต่แล้วก็ชะงักมองลินด์อย่างกังวล “แต่แบบเกราะที่การรีฟอร์จให้มามีเวทมนตร์ซ่อนอยู่ ถ้าเราส่งไปให้ช่างตี จะไม่เป็นอันตรายหรือ?”

“ท่านกังวลว่าพวกเขาจะลอกเลียนแบบหรือ?” ลินด์ถามแทน

“ใช่” วาริสยอมรับ “ถ้าพลังนี้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น ผลลัพธ์อาจหายนะ”

“ไม่ต้องห่วง” ลินด์ตอบอย่างมั่นใจ “พวกเขาไม่มีทางเข้าใจได้”

ตอนออกแบบอักขระมังกรในอาวุธและเกราะ ลินด์จงใจใส่ลายหลอกและสัญลักษณ์ไร้ความหมายจำนวนมาก รวมเข้ากับอักขระอย่างแนบเนียน ต่อให้ช่างตีพยายามเลียนแบบ พวกเขาก็ทำได้แค่คัดลอกลวดลายภายนอก แต่ไม่มีวันเข้าใจพลังจริง

วาริสฟังแล้วก็ถามต่อ “ถ้าพวกเขาเอาแบบไปทำเกราะใหม่ขึ้นมาเล่า?”

ลินด์ตบดาบใหญ่ที่เอว “ท่านคิดว่ามีใครในโลกนี้ใช้เกราะนี้ได้ โดยไม่ตายหรือ?”

วาริสอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจทันที อาวุธและเกราะนี้เปรียบเสมือนคำสาปร้ายแรงสำหรับคนอื่นยกเว้นลินด์

หลังตระหนักเรื่องนี้วาริสก็รับปากว่าจะรีบส่งเหล็กวาเลเรียนไปเพนทอสทันที และให้อิลลิริโอช่วยติดต่อช่างตีในโคฮอร์ พร้อมกันนั้นเขายังบอกด้วยว่าระหว่างรอเกราะจริง เขาได้เตรียม ‘ชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ชั่วคราวไว้ให้ ทำจากเหล็กธรรมดาไม่มีลายอักขระ แต่ถอดแบบรูปทรงมาอย่างครบถ้วน

วาริสพาลินด์ขึ้นไปห้องชั้นบน ซึ่งในห้องนั้นมีแท่นตั้งเกราะเพียงแท่นเดียว และบนแท่นก็มีชุดเกราะอัศวินผู้ถูกเนรเทศครบชุด การออกแบบเกราะเต็มตัวของลินด์ผสมระหว่างหนักและเบา มีเกราะแขน เกราะขาเต็มรูปแบบ เกราะลำตัวหนาพิเศษ พร้อมเสริมผ้าคลุมหนังสัตว์ ชายเสื้อปักตราสัญลักษณ์ตระกูล และผ้าคลุมที่เพิ่มน้ำหนักมหาศาล หมวกเกราะเป็นทรงมงกุฎมังกรงดงามสง่างามรับกับรูปลักษณ์โดยรวม

เมื่อเห็นเกราะความทรงจำบางส่วนในฐานะ ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ’ ก็ปะทุขึ้นทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นอยากสวมใส่ทันที ลินด์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วถอดเกราะออกทีละชิ้น แล้วค่อย ๆ ใส่เข้ากับร่างกาย ซึ่งด้วยดีไซน์พิเศษของเกราะนี้ทำให้เขาสามารถใส่คนเดียวได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เด็กรับใช้คอยช่วย แตกต่างจากเกราะอัศวินทั่วไป

เมื่อใส่ครบลินด์ก็เดินไปรอบ ๆ ทดสอบความพอดี แม้ชุดจะหนักมหาศาล แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง ทำให้เขาขยับได้คล่องราวใส่ผ้าเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มจากการขยับเล็กน้อย ทดสอบข้อต่อต่าง ๆ ก่อนจะลองเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ กระทั่งพลิกตัว หลบหลีก และตีลังกากลางอากาศ ทั้งหมดทำในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ

วาริสยืนดูอยู่ข้าง ๆ อ้าปากค้าง เขารู้ดีว่าเพียงน้ำหนักของผ้าคลุมกับเกราะไหล่ก็เพียงพอจะทำให้ชายฉกรรจ์แทบขยับไม่ได้ แต่ลินด์กลับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ราวกับเป็นเงาของสายลม ซึ่งสำหรับวาริสแล้วภาพนี้คือหลักฐานชัดเจนถึงพลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตัวลินด์

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 71

คัดลอกลิงก์แล้ว