- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 69
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 69
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 69
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 69 ผลกระทบจากการรับเผ่าคนเถื่อน
หลังจากเข้ามาในห้องหินแล้วลินด์และพรรคพวกก็ถูกเชิญให้นั่งบนที่นั่งด้านข้าง ไม่นานก็มีคนนำอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อเห็นอาหารตรงหน้า ลินด์ก็เหลือบตามองคาฟหัวหน้าเผ่ากรวดด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ทำให้คาฟที่เห็นก็พูดขึ้นเสียงห้วน “แม้พวกเจ้าจะเรียกพวกข้าว่าคนเถื่อน แต่พวกข้าไม่ใช่คนเถื่อน เราเป็นเพียงคนที่ต้องการอิสระ และเราก็รู้เรื่อง ‘สิทธิ์ของแขก’ เช่นกัน”
ลินด์ไม่ได้โต้เถียง เขายื่นมือหยิบอาหารขึ้นมากิน ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำตามหยิบมาทานเล็กน้อย เป็นการยืนยันสถานะ ‘แขก’ และ ‘เจ้าบ้าน’ ระหว่างกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนในที่ประชุมก็พากันถอนหายใจโล่งอก
ความจริงแล้วเผ่าคนเถื่อนเหล่านี้รู้เรื่องสิทธิ์ของแขกเพียงผิวเผิน พวกเขาเข้าใจแค่เพียงว่าถ้าแขกกินอาหารของเจ้าบ้าน เจ้าบ้านจะไม่ทำร้าย แต่พวกเขาไม่รู้ว่าตามประเพณีจริง ๆ จะต้องมีขนมปังและเกลือด้วย ดังนั้นด้วยการแสดงพลังของลินด์ก่อนหน้านี้มันจึงทำให้เผ่ากรวดที่หวาดหวั่นจึงรีบจัดหาอาหารให้แขกเพื่อผูกสัมพันธ์ตามธรรมเนียมโดยด่วน
คาฟไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป และเอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามาที่นี่ทำไม เพราะงั้นข้าจะไม่พูดให้มากความ โยนหินเลย! หินสีขาวคือ ‘เห็นชอบ’ สีดำคือ ‘ไม่เห็นชอบ’”
พูดจบเขาก็เดินไปกองหินกลางห้อง เลือกหินก้อนหนึ่ง แล้วหย่อนลงในหลุมหินที่ทาด้วยผงสีขาว หัวหน้าตระกูลคนอื่น ๆ ก็ทยอยทำตาม ส่วนมากเลือกหินขาวโดยไม่ลังเล บางคนแม้จะหยุดคิดเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกเหมือนกัน
ลินด์มองภาพนั้นเงียบ ๆ ในใจเต็มไปด้วยความคิด เขาไม่คิดว่าชนเผ่ากึ่งดึกดำบรรพ์แบบนี้จะใช้วิธี ‘โหวต’ แบบประชาธิปไตย ทำให้เขารู้สึกทั้งขำและงงในเวลาเดียวกัน เพราะกระบวนการนี้ไม่มีการปกปิดใด ๆ และปกติการโหวตน่าจะต้องมีฉากกั้น หรืออย่างน้อยให้คนอื่นถอยออกไป แต่ที่นี่กลับทำกันอย่างเปิดเผย ราวกับไม่มีใครกลัวว่าจะถูกแก้แค้นหากลงเสียงไม่เห็นด้วย
ยิ่งกว่านั้นการอธิบายเรื่องการสวามิภักดิ์ต่อทัมเบิลตันของคาฟก็ง่ายดายจนแทบเป็นเรื่องตลก เหมือนคิดว่าหัวหน้าตระกูลทุกคนรู้รายละเอียดกันหมดแล้ว ถึงอย่างนั้นใบหน้าจริงจังของคาฟ รวมถึงสีหน้าจริงจังของหัวหน้าตระกูลอื่น ๆ โดยเฉพาะหมอผีเฒ่า และแม้แต่ เวนดา ไวท์ฟอน ก็บ่งบอกว่านี่คือกระบวนการตัดสินใจตามธรรมเนียมจริง ๆ
ไม่นานผลการโหวตก็ชัดเจน เกือบทั้งหมดเห็นชอบ ยกเว้นหมอผีเฒ่าที่หย่อนหินสีดำเพียงก้อนเดียว
เมื่อการตัดสินสิ้นสุดคาฟก็ถอนหายใจ เดินไปยังแท่นหินด้านข้างหยิบขวานหินโบราณขึ้นมา แล้วเดินตรงมาหาไนมีเรีย คุกเข่าลงข้างเดียว ชูขวานขึ้นสูงด้วยสองมือถวาย จากนั้นหัวหน้าตระกูลคนอื่น ๆ ก็คุกเข่าตามหลังคาฟ ราวกับเป็นข้าราชบริพารคนใหม่ของนาง
ไนมีเรียตกใจเล็กน้อยกับความรวดเร็วของเหตุการณ์ตรงหน้า ไม่กี่นาทีก่อนพวกเขายังยืนหน้าทางเข้าเตรียมพร้อมจะสู้ แต่ตอนนี้ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ หัวหน้าเผ่ากรวดกลับพร้อมใจกันยอมสวามิภักดิ์ ทำให้คำพูดและเหตุผลที่นางเตรียมมาไม่มีโอกาสได้ใช้เลย
อย่างไรก็ตามแม้จะประหลาดใจ แต่ไนมีเรียก็ไม่ลังเล นางรับขวานด้วยสองมือชูขึ้นเหนือศีรษะ และกล่าวคำปฏิญาณของลอร์ดต่อหัวหน้าตระกูลทุกคนยืนยันว่าพวกเขาจะกลายเป็นพลเมืองภายใต้การคุ้มครองของนาง และนางจะทำหน้าที่ปกครองตามวิสัยของผู้เป็นนาย
เมื่อไนมีเรียกล่าวจบหัวหน้าเผ่ากรวดนำโดยเวนดาก็กล่าวคำปฏิญาณความจงรักภักดี ตอบรับสถานการณ์เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หลังเสร็จพิธีไนมีเรียก็มอบขวาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเผ่ากรวดให้สาวใช้นำไปเก็บรักษา ก่อนจะกล่าวถึงแผนการที่ได้หารือกับลินด์ไว้ล่วงหน้า
“เมื่อพวกเจ้ากลายเป็นผู้อยู่ใต้การปกครองของข้า หน้าที่ของข้าคือดูแลพวกเจ้า ข้าจะให้พวกเจ้าเลือกสองทาง ทางแรก คือการคงวิถีชีวิตเดิมไว้ แต่จะต้องจ่ายภาษีรายปีตามจำนวนประชากร และส่งคนร่วมกองทัพของข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรดาหัวหน้าตระกูลก็ส่ายหน้าทันทีแสดงความไม่สนใจ เพราะพวกเขาไม่เห็นประโยชน์ที่จะอยู่แบบเดิมแล้วต้องเสียภาษีและส่งคนไปรบ
“ทางที่สอง” ไนมีเรียกล่าวต่อ “ข้าจะจัดสรรที่ตั้งใหม่ให้พวกเจ้า มีพื้นที่เพาะปลูก ทะเลสาบให้จับปลา และเหมืองเงิน ข้าจะจ้างเผ่าของพวกเจ้าขุดแร่เงิน หรือจะร่วมกันขุดก็ได้”
ทันใดนั้นบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับหลายคนหายใจถี่ขึ้น ก่อนที่คาฟที่ทนไม่ไหวจะถามเสียงร้อนรนว่า “จะร่วมมือกันยังไง?”
ไนมีเรียหันไปมองลินด์ ก่อนตอบ “การร่วมมือง่ายมาก เผ่าของเจ้าจะเป็นผู้ดูแลเหมืองเงินทั้งหมด และข้าจะส่งคนไปกำกับเฉย ๆ โดยผลผลิตเงินเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์จะเป็นของข้า และอีกห้าเปอร์เซ็นต์เป็นของพวกเจ้า”
“ยี่สิบเปอร์เซ็นต์!” หัวหน้าตระกูลคนหนึ่งโพล่งขึ้นก่อนคาฟจะตอบ “ให้พวกข้ายี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วจะทำ”
“ห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น” สีหน้าไนมีเรียไม่เปลี่ยนขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “และพวกเจ้าต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของเหมืองเองด้วย”
หัวหน้าตระกูลคนนั้นทำท่าจะเถียงต่อ แต่คาฟก็รีบหยุดเขา และหลังนิ่งคิดครู่หนึ่งคาฟก็พยักหน้า “ตกลง”
เมื่อได้ข้อสรุปไนมีเรียและหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ของเผ่าก็หารือเรื่องการย้ายถิ่นฐานต่อ แต่เพราะพวกเขายังไม่เคยเห็นพื้นที่ใหม่ การหารือจึงเป็นเพียงเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดต้องรอจนกว่าตัวแทนเผ่าจะเดินทางไปดูด้วยตาเองที่ทัมเบิลตัน
เมื่อคณะของลินด์ออกเดินทางกลับ จำนวนคนในขบวนก็เพิ่มขึ้นอีกสองร้อยคน ในจำนวนนั้นหนึ่งร้อยเป็นนักรบชั้นยอดที่คาฟคัดเลือกส่งไปร่วมกองกำลังของไนมีเรีย อีกหนึ่งร้อยเป็น ‘ผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์’ ที่หมอผีเฒ่าส่งถวายกลอรี่ แต่ในความจริงแล้วพวกเขาถูกลินด์ควบคุมโดยตรง
“เจ้ามั่นใจหรือว่าจะยกเหมืองเงินให้พวกเขาดูแลได้?” ไนมีเรียถาม พลางมองกลับไปทางเนินหินกรวดด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วง” เวนดาตอบด้วยน้ำเสียงปลอบโยน “เผ่ากรวดมีความชำนาญในการทำเหมืองมาก ความจริงแล้วพวกเขาโดนขับออกจากเดอะเวลเพราะเก่งเกินไป จนลอร์ดแห่งเดอะเวลยกกองทัพมาล้อมตี นับแต่นั้นพวกเขาจึงระหกระเหินมาอยู่ที่นี่”
“ตอนนี้เจ้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น” ลินด์เสริมอย่างตรงไปตรงมา “การฟื้นฟูทัมเบิลตันคืบหน้าเร็วมาก เงินก็ไหลออกเหมือนน้ำ เงินทุนเดิมของเจ้าก็เกือบหมดแล้ว เจ้าก็เห็นบัญชีที่เมสเตอร์อีฟส์เอามา ถ้าดำเนินต่อแบบนี้ แม้ข้าจะลงทุนเพิ่มก็ไม่พอ เจ้าต้องการรายได้ถาวร และเหมืองเงินคือตัวเลือกเดียวในตอนนี้”
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องการให้เผ่ากรวดทำเหมือง แต่ที่ตั้งมันไกลเกินไป หากมีกองทัพใหญ่จากตะวันตกโจมตี ข้ากลัวว่าจะช่วยไม่ทัน พวกเขาจะป้องกันตัวเองได้หรือ?” ไนมีเรียเผยความกังวลออกมาตามตรง
“เป็นความกังวลที่สมเหตุสมผล” ลินด์พยักหน้าเห็นด้วย อย่างที่ไนมีเรียว่าถ้าเกิดเหตุที่เหมืองฝั่งตะวันตก การเสริมกำลังจากทัมเบิลตันจะลำบากมาก เพราะพวกเขาจะต้องอ้อมแม่น้ำแมนเดอร์ ทำให้เสียเวลา หรือเสี่ยงใช้เรือข้าม แม้อาจถูกซุ่มโจมตี
หลังคิดอยู่ครู่หนึ่งลินด์ก็พูดว่า “ดูเหมือนเราต้องสร้างสะพานใกล้ทัมเบิลตันสักแห่ง”
ไนมีเรียพยักหน้าเห็นด้วย การมีสะพานจะช่วยให้ควบคุมฝั่งตะวันตกได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังปล่อยทิ้งอยู่
หลังกลับจากเผ่ากรวด ลินด์มอบหมายงานย้ายถิ่น การทำเหมือง และการสร้างสะพาน ให้เบิร์ตกับจอนดูแล โดยเขาจะคุมเฉพาะภาพรวมเท่านั้น ไนมีเรียเองก็ทำตามมอบหมายงานให้เมสเตอร์อีฟส์ แต่เพราะอีฟส์อายุมากแล้ว นางจึงคัดเลือกคนงานใหม่ในทัมเบิลตัน และบางคนเคยเป็นคนรับใช้ให้ตระกูลขุนนางจึงพอมีความรู้ช่วยอีฟส์ได้บ้าง
นอกจากนี้การรับเผ่าคนเถื่อนเข้าเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะไม่ได้สร้างกระแสในทัมเบิลตันมากนัก ชาวเมืองส่วนใหญ่แค่เอาไปคุยกันในโรงเตี้ยม ส่วนสิ่งที่ทุกคนสนใจจริง ๆ คือการมาถึงของกลอรี่ ก่อนหน้านี้หลายคนคิดว่าคำร่ำลือเรื่องกลอรี่เป็นเรื่องแต่งหรือคำคุยโว แต่เมื่อมันกลับมากับลินด์จากเผ่ากรวด ทุกคนก็ต้องยอมรับว่าเรื่องเล่านั้นเป็นจริงทั้งหมด ทำให้มีพักหนึ่งชาวเมืองพากันไปยืนแน่นอยู่หน้าค่ายพักของลินด์ หวังจะแอบส่องกลอรี่ผ่านรั้ว
ตรงกันข้ามกับชาวทัมเบิลตันที่มัวแต่ตื่นตะลึงกับกลอรี่ บรรดาขุนนางแห่งเจ็ดอาณาจักรกลับให้ความสนใจเรื่องที่เลดี้ไนมีเรียรับเผ่าคนเถื่อนมาเป็นข้ารับใช้ และมองข่าวกลอรี่เป็นแค่เรื่องเหลวไหล เหมือนนิทานที่คนไม่เคยเห็นตัวจริงเล่ากันเอง ซึ่งเกือบทุกตระกูลผู้ดีดูแคลนการตัดสินใจนี้ มองว่าเป็นการลดเกียรติศักดิ์ศรีของทัมเบิลตัน และหลายคนถึงกับเดาว่าอีกไม่นานไนมีเรียคงไม่ต่างจากหัวหน้าเผ่าคนเถื่อน
ความรังเกียจต่อเผ่าคนเถื่อนนั้นฝังรากลึกในหมู่ขุนนาง พวกเขามองพวกเถื่อนต่ำยิ่งกว่าสัตว์ในป่าล่าสัตว์ ถ้าชาวบ้านธรรมดาแอบล่าสัตว์จะโดนประหาร แต่ถ้าฆ่าเผ่าคนเถื่อนที่เข้ามาในป่าเดียวกัน กลับไม่เพียงไม่ถูกลงโทษ แถมยังอาจได้รับรางวัลอีกด้วย
แม้ในบางครั้งจะมีลอร์ดบางคนว่าจ้างเผ่าคนเถื่อนเป็นทหารรับจ้างในยามสงคราม แต่ความสัมพันธ์นั้นก็เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสงครามสิ้นสุดความสัมพันธ์ย่อมถูกตัดขาดโดยไม่มีเยื่อใย บางครั้งสัญญายังถูกยกเลิกก่อนสงครามจะจบเสียอีก โดยเผ่าคนเถื่อนที่เพิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่รบกับลอร์ดล้วนถูกฆ่าอย่างไร้ปรานีราวกับเป็นศัตรู
เรื่องราวการทรยศเหล่านี้เองที่ฝังความไม่ไว้วางใจลึกลงในใจของเผ่าคนเถื่อนต่อคำปฏิญาณของเหล่าลอร์ด ทำให้เมื่อข่าวการกระทำของทัมเบิลตันไปถึงเผ่าคนเถื่อน เครือข่ายเผ่าทั้งหลายก็มีท่าทีไม่ต่างจากลอร์ดและขุนนาง เพียงแต่ความดูแคลนของพวกเขากลับมุ่งไปที่เผ่ากรวดแทน พวกเขาเย้ยหยันหัวหน้าเผ่ากรวดว่าช่างโง่เขลานักที่ไปหลงเชื่อคำสัญญาของลอร์ดทัมเบิลตัน และยังคิดเพ้อฝันว่าเผ่าคนเถื่อนจะกลายเป็น ‘ประชาชน’ ได้จริง ทำให้มีหลายเผ่าคาดการณ์ว่า เผ่ากรวดจะต้องถูกสังหารหมู่เมื่อถูกล่อลงมาจากภูเขา เพราะพวกเขาเชื่อว่าการทรยศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักรเกือบทุกผู้คนต่างก็เย้ยหยันทัมเบิลตันเช่นกัน เชื่อว่าหายนะย่อมเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แม้กระทั่งไฮการ์เดนยังแสดงความกังวล ถึงกับส่งอีกาหลายตัวไปยังบิทเทอร์บริดจ์เพื่อสอบถาม ข่าวสารเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังทัมเบิลตันผ่านผู้ส่งข่าวเร็ว ขอให้ลินด์ชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทว่าลินด์ไม่เคยคิดจะให้ไนมีเรียออกมาชี้แจงเหตุผลที่รับเผ่าคนเถื่อนเป็นคนใต้บัญชา เพราะเขารู้ดีว่าความลำเอียงของเหล่าลอร์ดฝังรากลึกเกินกว่าจะเปลี่ยนได้ด้วยถ้อยคำใด ๆ เขาจึงเลือกหันเหความสนใจของไฮการ์เดนไปที่อย่างอื่นแทน เหมืองเงิน!
การปกปิดการมีอยู่ของเหมืองเงินนั้นไม่เคยอยู่ในแผนของลินด์ เพราะเขารู้ว่าความจริงย่อมถูกเปิดเผยในที่สุด และการปิดบังจะยิ่งก่อให้เกิดความหวาดระแวง เขาจึงตัดสินใจเผยเรื่องเหมืองเงินด้วยความสมัครใจ และใช้มันเป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกความไว้วางใจจากไฮการ์เดน พร้อมทั้งเบี่ยงประเด็นจากเรื่องเผ่าคนเถื่อน
ลินด์จึงแนะนำให้ไนมีเรียเขียนจดหมายถึงไฮการ์เดน ในนามลอร์ดแห่งทัมเบิลตัน ในจดหมายนั้นนางรายงานว่าค้นพบเหมืองเงินในเขตตอนกลางของฝั่งตะวันตกแม่น้ำแมนเดอร์ อีกทั้งยังแนะนำให้ระบุว่าเวสเทอร์แลนด์อาจทราบเรื่องเหมืองนี้แล้วด้วย พร้อมกันนั้นให้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อไฮการ์เดน ขอสิทธิ์ในการผลิตเหรียญเงินสแต็ก
เหล่าลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดอาณาจักร ต่างถือสิทธิ์ในการผลิตเหรียญเงินและเหรียญทอง ไม่เพียงแต่เหรียญเฉพาะถิ่น เช่น เหรียญดอกกุหลาบของไฮการ์เดน แต่ยังรวมถึงเหรียญที่ใช้กันกว้างขวาง เช่น เหรียญทองมังกร, เหรียญเงินสแต็ก, และเหรียญครึ่งเพนนี ที่หมุนเวียนใช้ทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักร และแม้แต่บางส่วนในเอสซอส
ยกตัวอย่างเช่น ตระกูล แลนนิสเตอร์ แห่งเวสเทอร์แลนด์ ครองเหมืองทองใหญ่ที่สุดในเวสเทอรอส ผลิตเหรียญทองมังกรกว่า 70% ของที่หมุนเวียนทั้งหมด ความมั่งคั่งนี้ทำให้แลนนิสเตอร์เป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุด จนมีคำล้อเลียนว่า แม้แต่ของเสียของพวกเขายังเป็นทองคำ
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิทธิ์ในการผลิตเหรียญจะสงวนไว้ให้กับลอร์ดผู้ปกครองสูงสุดของแต่ละอาณาจักร แต่หากดินแดนของลอร์ดผู้ปกครองไม่มีเหมืองแร่เพียงพอ พวกเขาอาจมอบสิทธิ์นี้ให้แก่ลอร์ดผู้อื่นที่ครองแร่มีค่าได้ ในกรณีนั้นลอร์ดผู้รับสิทธิ์ต้องจ่ายภาษีจำนวนมากเป็นการตอบแทน
ไนมีเรียแม้จะเฉลียวฉลาด แต่ด้วยประสบการณ์จำกัด ทำให้นางเข้าใจเรื่องสิทธิ์การผลิตเหรียญเพียงผิวเผิน และคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าได้สิทธิ์ผลิตเหรียญ นางจะไม่ต้องขายแร่เงินในราคาต่ำ แต่สามารถผลิตเหรียญเงินสแต็กด้วยตนเอง ทำให้เงินมีค่าใช้งานจริงมากขึ้น ในขณะที่ลินด์กลับมองเห็นประเด็นกว้างกว่านั้น การถือสิทธิ์ผลิตเหรียญคืออำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งบางครั้งอาจมีอิทธิพลมากกว่ากำลังทหารเสียอีก
นอกจากนี้จากการติดต่อกับ ลิส ฟอลเวลล์ ลินด์ยังได้ข่าวว่ามีการค้นพบเหมืองเงินขนาดใหญ่แถวอ่าวทาสในเอสซอส ทำให้ราคาสินแร่เงินในนครเสรีทั้งหลายร่วงลงอย่างหนัก หากไนมีเรียได้สิทธิ์ผลิตเหรียญ ลิสก็สามารถส่งสินแร่เงินราคาถูกจำนวนมหาศาลมายังทัมเบิลตัน แล้วนำมาแปรเป็นเหรียญเงินสแต็ก เปลี่ยนส่วนต่างราคานั้นให้กลายเป็นกำไรล้วน ๆ ได้ ซึ่งวิธีนี้ย่อมให้ผลตอบแทนไม่ต่างจากการขุดแร่เอง และถือเป็นข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล