เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 67

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 67

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 67


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 67 เกียรติแห่งเทพเจ้าเก่า

แม่น้ำแมนเดอร์ส่วนใหญ่ไหลเอื่อยสบาย แต่เมื่อขึ้นไปทางเหนือเกินทัมเบิลตัน กระแสน้ำกลับค่อย ๆ แคบและเชี่ยวกรากมากขึ้น มีทั้งน้ำตกมากมาย ทำให้การเดินเรือเป็นไปไม่ได้ ซึ่งสาเหตุหลักคือภูเขาที่ค่อย ๆ สูงชันขึ้นใกล้ทัมเบิลตัน ราวกับยักษ์ใต้ดินกำลังดันแผ่นดินขึ้นมาจากด้านล่าง

ยอดเขาที่สูงที่สุดในภูมิภาคนี้เรียกว่า ยอดเขาสโนว์สแท็ก ซึ่งได้ชื่อนี้เพราะหิมะบนยอดเมื่อมองไกลๆ ดูเหมือนกวางยักษ์กำลังวิ่ง ส่วนยอดเขารอบ ๆ ที่มีหิมะปกคลุมเช่นกันถูกเรียกรวมกันว่า เทือกเขาฝูงกวาง เนื่องจากเมื่อมองรวมกันแล้วคล้ายฝูงกวางที่ล้อมรอบผู้นำของพวกมัน

เมื่อหิมะละลายจากยอดเขาไหลลงมาตามลำธารจึงเกิดเป็นทะเลสาบน้อยใหญ่ตรงตีนเขา ทะเลสาบเหล่านี้ตั้งสูงจากทัมเบิลตันมาก มองแล้วคล้ายสระน้ำบนท้องฟ้าจึงได้ชื่อว่า ภูเขาทะเลสาบฟ้า ซึ่งชื่อนี้ตั้งโดยเหล่าเมสเตอร์บางคน

ในขณะที่ สันเขาบัตท็อก ตั้งอยู่ข้างหนึ่งของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำแมนเดอร์ บริเวณนี้มีคนอาศัยมาตลอด ทั้งชาวภูเขาและเผ่าคนเถื่อน ซึ่งเผ่าคนเถื่อนที่ลินด์ตั้งใจมาเยือนในครั้งนี้คือ เผ่ากรวด ชื่อนี้มาจากผู้ก่อตั้งเผ่าที่เกิดในกองกรวด พวกเขาข้ามแม่น้ำแบล็ควอเตอร์รัชมาเมื่อสิบปีก่อนและตั้งถิ่นฐานที่นี่ พร้อมกับขับไล่ชาวภูเขาที่อยู่เดิมออกไป หลังจากการปะทะกันหลายครั้ง

ทำให้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาจำนวนคนในเผ่ากรวดเพิ่มจากพันคนเป็นเกือบสามพัน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กเกิดใหม่ และหากให้เวลาเพียงพอจำนวนนักรบจะเพิ่มขึ้นจนอาจเป็นภัยต่อทัมเบิลตัน

“เห็นเนินเขาที่มีมอสคลุมไหม? ตรงนั้นล่ะที่เป็นบ้านหินของเผ่ากรวด” เวนดา ไวท์ฟอน เอ่ยพลางยืนบนก้อนหินชี้ไปยังเนินเขาไกล ๆ

แม้เวนดาจะชี้เป้า แต่ไนมีเรียกับคนอื่น ๆ กลับมองไม่ออกว่าเนินเขาที่เต็มไปด้วยมอสจะมีบ้านหินซ่อนอยู่เลย

“พวกเขาสร้างบ้านหินแนบไปกับเนิน พรางจนมองไม่เห็นจากตรงนี้ ลองดูเงาสะท้อนในทะเลสาบสิ” ลินด์อธิบายด้วยความคุ้นเคยในพื้นที่ เขาจึงรู้แม้แต่รายละเอียดที่คนในเผ่าเองอาจไม่สังเกต

เมื่อฟังคำแนะนำของลินด์ทุกคนจึงหันไปมองทะเลสาบที่พื้นผิวน้ำสีฟ้าสะท้อนภูเขา และในเงานั้นเองพวกเขาก็เห็นหลังคาหินที่พรางไว้อย่างแนบเนียน

“เจ้าเป็นคนเผ่ากรวดหรือ?” ลินด์หันไปถามเวนดา

เช้าวันนี้ตอนที่ลินด์ประกาศจะไปสันเขาบัตท็อก เวนดาที่พักอยู่ในทัมเบิลตันก็รีบรุดมาขอร่วมทางบอกว่านางรู้จักพื้นที่ดีและอาสานำทาง แม้ลินด์จะได้ข้อมูลละเอียดของเผ่ากรวดผ่านทางกลอรี่แล้ว แต่เขาก็ยอมรับคำเสนอของเวนดา พร้อมกับในใจที่ยังสงสัยว่าทำไมนางจึงเสนอตัวเช่นกัน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ลินด์รู้ว่าเวนดาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรโดยไร้เหตุผล ดังนั้นการที่นางอาสาครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องแปลกมาก

ซึ่งเวนดาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านางรู้จักเส้นทางดีเหมือนที่กล่าวจริง เส้นทางที่นางเลือกทั้งราบกว่า ปลอดภัยกว่า และเหมาะกับกองม้า ไม่มีกรวด เนินสูง หน้าผา หรือหุบเหว ทำให้พวกเขามาถึงเนินใกล้สันเขาบัตท็อกอย่างราบรื่นในเวลาเที่ยงวัน แถมตอนที่เวนดาพูดถึงบ้านหินของเผ่ากรวด น้ำเสียงของนางก็ดูมีอารมณ์บางอย่างแฝงอยู่ ทำให้ลินด์เดาได้ทันทีว่านางน่าจะมีความเกี่ยวพันกับเผ่านี้

เมื่อได้ยินคำคาดเดาของเขา เวนดาก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ลินด์ เราจะไปกันเลยไหม?” ไนมีเรียถาม พลางเหลือบมองเวนดาโดยไม่แสดงอาการสงสัยหรือใส่ใจในความสัมพันธ์ของนางกับเผ่า

ลินด์ส่ายหน้า “ไม่ รอให้กลอรี่มาก่อน”

ใบหน้าไนมีเรียสว่างขึ้นทันที “ข้าไม่ได้เจอกลอรี่มานานแล้ว ไม่รู้ตอนนี้ตัวใหญ่ขึ้นหรือยัง”

ลินด์ครุ่นคิดสักพัก “มันไม่ได้โตขึ้นหรอก ขนาดเท่าเดิม แต่ตอนนี้แข็งแรงขึ้นมาก ไขมันเองก็ลดลงด้วย”

ทันใดนั้นข้างหลังไนมีเรียเหล่าองครักษ์ยี่สิบคนก็เริ่มซุบซิบกัน โดยเฉพาะทหารรับจ้างและอัศวินรับจ้างที่พากันถามทหารยามทัมเบิลตันว่ากลอรี่คือใคร เพราะตั้งแต่เจอกับเวนดา ลินด์ปล่อยให้กลอรี่ เจ้าแมวเงาของเขาไปหากินด้านนอก และแม้จะมีคนแอบเห็นอยู่บ้าง แต่ก็มีไม่กี่คนที่รู้ชื่อจริง ๆ และน้อยคนยิ่งนักที่จะเชื่อเรื่องราวเกี่ยวกับมัน

พวกเขามักคิดว่านี่เป็นเรื่องเล่าเกินจริง ไม่ต่างจากเรื่องไวท์วอล์คเกอร์หรือเด็กแห่งพงไพร ดังนั้นบรรดาทหารรับจ้างจึงไม่เชื่อคำบรรยายเรื่องขนาดของกลอรี่ และคิดว่าเป็นการคุยโม้เหมือนเวลานักรบชอบขยายขนาดสัตว์ประหลาดที่ตัวเองเจอ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา พุ่มไม้ใกล้ ๆ ก็สั่นไหว ทำให้ทุกคนชักอาวุธเตรียมรับมือทันที

“ไม่ต้องตกใจ เป็นกลอรี่” ลินด์กล่าว พลางยกมือให้ทุกคนสงบ

ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีดำลายขาวก็โผล่ออกมา กลอรี่ มันดูตัวใหญ่กว่าครั้งก่อนที่ลินด์พบเล็กน้อย ร่างกายกำยำ มีกล้ามเนื้อแน่นชัด เวลาขยับกล้ามเป็นลอนเห็นได้ชัด  และเมื่อยืนเทียบกับลินด์ตอนนี้ กลอรี่ก็สูงกว่าศีรษะของเขา และเกือบเท่าไนมีเรียเสียแล้ว

แม้จะมีสายสัมพันธ์วิญญาณ และลินด์เคยใช้ร่างมัน แต่เขาก็ไม่ได้เจอกันตัวเป็น ๆ มาหลายวันแล้ว ดังนั้นพอมาถึง กลอรี่จึงซบหัวกับอกลินด์พยายามบอกให้เขาลูบหัว ลินด์จึงลูบให้ตามที่มันต้องการ จนกลอรี่หลับตาพริ้มด้วยท่าทางพอใจ

ทันใดนั้นไนมีเรียก็เข้ามาใกล้ยื่นมือจะลูบขน แต่กลอรี่ก็เบี่ยงหลบโดยไม่ได้แสดงความก้าวร้าว แต่ก็ชัดเจนว่าไม่อยากให้นางแตะ ทำให้ไนมีเรียทำหน้าไม่พอใจและบ่นพึมพำในลำคอ ส่วนเวนดาสถานการณ์แย่ยิ่งกว่านั้น เพราะแค่ขยับเข้าใกล้ กลอรี่ก็ส่งเสียงคำรามต่ำเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจทันที

ในขณะเดียวกันกลอรี่ก็สร้างความประทับใจรุนแรงให้กับทุกคน แม้กองทหารลาดตระเวนจะเคยเห็นมันมาก่อน แต่ก็ยังพากันเงียบจนแทบหายใจไม่ออก ส่วนทหารรับจ้างและอัศวินรับจ้างหลายคนถึงกับหน้าซีด และบางคนแทบทรุด หากไม่มีคนอื่นสงบอยู่ข้าง ๆ คงชักดาบออกมาด้วยความตกใจ ทำให้ตอนนี้เหล่าผู้สงสัยจึงรู้แล้วว่าคำบรรยายก่อนหน้านี้ไม่ได้เกินจริงเลย บางทีอาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ

หลังเล่นกับกลอรี่ได้ครู่หนึ่ง ลินด์ก็ปล่อยหัวมันแล้วขึ้นม้า ปลอบม้าที่กำลังสั่นเพราะกลัวกลอรี่ จากนั้นจึงสั่งให้ทุกคนเตรียมตัว

“ให้ข้าไปก่อน จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด” เวนดาเสนอขึ้นมา

ลินด์จ้องมองสักพักก่อนพยักหน้า เวนดาจึงขี่ม้าเคลื่อนหน้าเข้าสู่เนินเขาที่อยู่ของเผ่ากรวด

“ท่านลอร์ด ถ้าปล่อยให้นางไปก่อน เผ่ากรวดจะไม่ทันตั้งตัวหรือ?” อัศวินรับจ้างคนหนึ่งเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ

ก่อนลินด์จะตอบ ไนมีเรียก็พูดขัดขึ้นมาก่อนว่า “เจ้ารู้ไหมว่านางเป็นใคร?”

อัศวินรับจ้างส่ายหน้าด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก

ไนมีเรียหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเจ้ารู้ เจ้าจะไม่ถามแบบนี้หรอก”

อัศวินคนนั้นเงียบลงแล้วถอยกลับเข้าแถว

สิบกว่านาทีต่อมา หลังจากทุกคนหายตื่นตะลึงกับกลอรี่แล้ว ลินด์ก็สังเกตว่าเวนดายังไม่ส่งสัญญาณกลับมา จึงตัดสินใจไม่รออีกต่อไปนำกองลาดตระเวนม้าเคลื่อนเข้าไปช้า ๆ โดยมีกลอรี่เดินนำอยู่ข้างหน้า พร้อมกับขนของมันเปลี่ยนเป็นดำสนิทเหมือนเงามัจจุราช กลายเป็น ‘เงามรณะ’ ทูตของเทพไรหน้าที่เล่าลือกันไปทั่ว

เมื่อพวกเขามาถึงทางเข้าเผ่ากรวด บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยนักรบกว่าสามถึงสี่ร้อยคน แต่ละคนสวมเสื้อผ้าจากหนังสัตว์ ใช้ขวานหิน หอกไม้ และบางคนมีอาวุธเหล็กเช่นดาบ

แรกเริ่มพวกนักรบไม่ได้สังเกตลินด์ ทุกสายตาจับจ้องไปที่กลอรี่ทันทีที่เห็น ก่อนที่พวกเขาจะร้องด้วยความตกใจ หลายคนทำอาวุธตก บางคนคุกเข่าก้มกราบราวกับเห็นเทพเจ้า ซึ่งปฏิกิริยาของนักรบเผ่ากรวดทำให้เหล่าลาดตระเวนและทหารยามที่ตามมาอึ้งกันถ้วนหน้า แม้พวกเขาเองจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเห็นกลอรี่ แต่ไม่มีใครถึงขั้นหมอบกราบ

ในขณะที่ลินด์กลับเข้าใจดีเกี่ยวกับท่าทางของพวกเขา เพราะสำหรับคนเถื่อนแล้ว สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่ปรากฏราวภูตผี ย่อมดูเหมือนเทพเจ้าตามตำนานโบราณจริง ๆ แถมในช่วงวันที่กลอรี่ยังเดินเพ่นพ่านอย่างอิสระ ลินด์ได้เริ่มวางแผนจัดการกับเผ่ากรวดแล้ว เขามักส่งกลอรี่ลอบเข้าไปในเผ่ายามค่ำคืน และสั่งให้มันปรากฏตัวกะทันหันแล้วอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา ก่อนจะโผล่ขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบเชียบในที่ใกล้เคียง บางครั้งกลอรี่ก็ถึงกับฆ่าคนในเผ่าที่แอบมีเจตนาร้ายต่อมัน โดยไม่ทิ้งร่องรอยหรือเสียงใด ๆ เลย

ดังนั้นภายใต้การกระทำเช่นนี้ ไม่นานนักชาวเผ่ากรวดก็เริ่มเคารพยำเกรงกลอรี่ขั้นสูงสุด บวกกับภายใต้การชี้นำของหมอผีประจำเผ่า หลายคนเริ่มก็บูชากลอรี่เหมือนเทพเจ้าโบราณของพวกตน

เผ่ากรวดนั้นแตกต่างจากผู้ที่นับถือศาสนาเจ็ดเทพ พวกเขาบูชา เทพเจ้าเก่า ซึ่งหลายองค์ผูกพันกับพลังลี้ลับและธรรมชาติ ดังนั้นในสายตาของพวกเขากลอรี่ที่มีรูปลักษณ์พิสดารและความสามารถเหนือธรรมชาติจึงถูกมองเป็นร่างอวตารของเทพเจ้าพวกนั้นโดยสมบูรณ์

ลินด์เองก็เดาไว้แล้วว่าพวกเขาจะตอบสนองเช่นนี้ เพราะกลอรี่มีลักษณะลี้ลับชวนให้คนหลงเชื่อได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เมื่ออิทธิพลของกลอรี่แพร่กระจายไปทั่วเผ่า ข่าวก็ไปถึงหูหมอผีและหัวหน้าเผ่า ทั้งคู่จึงพาผู้คนออกมายังหน้าทางเข้าเผ่าเพื่อเฝ้าดูเทพที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าจริง ๆ อย่างไรก็ตามหมอผีและหัวหน้าเผ่ามองกลอรี่แตกต่างกันสิ้นเชิง

ฝ่ายหมอผี เมื่อได้เห็นกลอรี่ก็หลงใหลในรัศมีลี้ลับทันที และยอมรับโดยไม่ลังเลว่ากลอรี่คือเทพเจ้าเก่าที่พวกเขาสักการะมานาน ทำให้หมอผีนำลูกศิษย์และสาวกวิ่งออกมาคุกเข่ากราบกรานต่อหน้ากลอรี่ ซึ่งความไม่เกรงกลัวของพวกเขามาจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ตอนที่ลินด์บงการให้กลอรี่ยอมรับการสักการะอย่างสงบ ไม่คุกคาม และก้มลงเหมือนเทพเจ้าที่รับการกราบไหว้ บางครั้งกลอรี่ยังพาพวกเขาไปพบคลังอาหารหรือของมีค่าที่ลินด์ซ่อนไว้ล่วงหน้า

ดังนั้นด้วยความสามารถในการชี้ทางไปยังเสบียงและสมบัติ บวกกับท่าทางชาญฉลาด ทำให้ภาพลักษณ์ของกลอรี่ยิ่งมั่นคงในฐานะเทพเจ้าผู้ปกปักษ์คุ้มครอง ส่งผลให้สาวกและหมอผีเชื่ออย่างลึกซึ้งและบูชากลอรี่ด้วยความคลั่งไคล้

ตรงกันข้าม คาฟ หัวหน้าเผ่า ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น แม้เขาจะหวาดกลัวและประทับใจกับการโผล่และหายตัวของกลอรี่ แต่ในใจเขากลับมองว่ากลอรี่เป็นแค่สัตว์อสูรขนาดใหญ่คล้ายแมวเงา หรืออาจเป็นสัตว์ประหลาดผิดธรรมชาติเท่านั้น ความสนใจของคาฟจึงหันจากกลอรี่ไปยังกลุ่มคนที่ตามมาด้านหลัง สายตาของเขากวาดมองและจำได้ทันทีว่านี่คือกองกำลังของตระกูลขุนนางที่เวนดา ไวท์ฟอน เคยเตือน

ในหมู่พวกนั้นร่างสูงใหญ่ของไนมีเรียที่ดูราวกับยักษ์ตัวเล็กดึงดูดสายตาเขาก่อน แต่สุดท้ายสายตาของคาฟก็หยุดอยู่ที่ลินด์ เพราะราวกับมีบางอย่างในตัวชายผู้นี้เปล่งประกายพลังอำนาจอันน่าหวาดหวั่น หนักหนายิ่งกว่ากลอรี่ซึ่งถูกยกเป็นเทพเสียอีก

เมื่อคาฟสบตาลินด์ เขาก็รู้สึกราวกับลินด์มองตอบทันที และในวินาทีนั้นความรู้สึกแห่งความตายก็ถาโถมเข้ามา ทำให้เขานึกถึงคำเตือนของเวนดา ก่อนที่เขาจะสะดุ้งตื่นจากความหวาดกลัวรีบคว้าคอเสื้อผู้ติดตามคนหนึ่ง และกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เร็วเข้า! ไปที่คุก ปล่อยเวนดา ไวท์ฟอน ออกมา!”

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 67

คัดลอกลิงก์แล้ว