- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 66
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 66
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 66
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 66 การค้นพบเหมืองเงิน
“สูญเสียคนไปกี่คน?” ลินด์ถาม พลางหันไปมองไนมีเรียที่กำลังถอดเกราะเปื้อนเลือดด้วยความช่วยเหลือของสาวใช้ไม่กี่คน
“ตายสิบเจ็ด บาดเจ็บสิบสาม ในจำนวนนี้มีสามคนบาดเจ็บสาหัส และแม้จะรอดมาได้ก็ไม่อาจกลับไปถืออาวุธได้อีก” มิทท์ผู้ติดตามไนมีเรียไปปราบโจรครั้งนี้ก้าวขึ้นมารายงาน และหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า “ผู้สูญเสียทั้งหมดเป็นทหารยามจากทัมเบิลตัน ฝ่ายเราไม่มีใครบาดเจ็บเลยขอรับ”
ลินด์หันมาทางมิทท์ด้วยสีหน้าเข้มขึ้น “อย่าพูดแบบนั้นอีก ทหารยามทัมเบิลตันก็ถือเป็นคนของเรา เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ท่านลอร์ด” มิทท์พยักหน้า
เมื่อทัมเบิลตันเริ่มรุ่งเรืองมากขึ้น เหล่าโจรจากพื้นที่รอบๆ ก็พากันหลั่งไหลเข้ามา เดิมทีกลุ่มของเวนดา ไวท์ฟอน สามารถขับไล่โจรกลุ่มเล็ก ๆ ได้ แต่เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยหรือสองร้อย เวนดาก็ไม่อาจต้านทานไหว ทำให้ลินด์กับไนมีเรียต้องร่วมมือกับเวนดากวาดล้างโจรกลุ่มใหญ่ที่บุกเข้ามาบนถนนทัมเบิลดาวน์เป็นครั้งคราว
ช่วงแรกลินด์เป็นคนออกบัญชาการด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบว่าโจรเหล่านี้อ่อนแอเกินคาด การให้เขาลงมือเองก็เหมือนใช้ค้อนยักษ์ทุบถั่ว สุดท้ายเขาจึงมอบหน้าที่นี้ให้ไนมีเรียผู้ชื่นชอบการรบ โดยส่งหน่วยลาดตระเวนม้าชุดสองไปสนับสนุน
กลุ่มโจรที่ถูกปราบครั้งนี้มีราว 300 คน หลายคนเป็นพวกที่หนีจากเขตแมนเดอร์ไปยังสตอร์มแลนด์ แล้ววกกลับมาโดยมีผู้นำที่คุ้นเคยเส้นทาง ซึ่งนี่นับเป็นครั้งที่สามแล้วที่กองกำลังของไนมีเรียปราบโจรใหญ่หลังจากขยายกองทัพ แต่ผลกลับไม่เป็นที่น่าพอใจ และการเสียคนเป็นตัวเลขสองหลักก็แสดงถึงจุดอ่อนของกองทัพใหม่ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางเป็นอย่างดี
ตอนนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วตั้งแต่ลินด์เซ็นสัญญาจัดซื้อพิเศษกับลิส ฟอลเวลล์ เมื่อเสบียงมั่นคงขึ้นทั้งหน่วยลาดตระเวนม้าของลินด์และกองทหารยามของไนมีเรียก็ขยายกำลัง แต่การขยายยังจำกัด เพราะม้าศึกชุดใหม่มาถึงช้า หน่วยของลินด์จึงเพิ่มไม่ถึงร้อยคน และส่วนใหญ่ก็เป็นทหารรับจ้างที่ได้ยินข่าวแล้วมาสมัคร
ทหารใหม่เหล่านี้ถูกส่งไปรวมกับหน่วยลาดตระเวนม้าทีมที่สองภายใต้การดูแลของมิทท์ โดยทำหน้าที่ลาดตระเวนถนนทัมเบิลดาวน์ และเป็นครั้งสุดท้ายที่ลินด์ยอมรับทหารรับจ้างจำนวนมาก แม้จะเก่งรบ แต่พวกเขาเป็นพวกหัวแข็ง ไร้วินัย ไม่เหมาะจะรวมเข้ากองทหารประจำการจริงจึงถูกกันให้อยู่แค่หน่วยลาดตระเวน
ในทางกลับกันกองทหารยามของไนมีเรียขยายใหญ่กว่ามาก เพิ่มถึง 300 คน และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ลี้ภัยจากริเวอร์แลนด์ที่หนีความวุ่นวายมาแสวงหาความมั่นคง เพราะเป็นที่รู้กันว่ากองทัพของลอร์ดไทวินกำลังถอนกำลังจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแมนเดอร์ และก่อนถอนกำลังไทวินได้ประกาศว่าภารกิจปราบโจรตามเส้นทางโกลด์โรดสำเร็จแล้ว การถอนทัพและยุบกองกำลังจึงเป็นไปตามแผน
แต่ในความจริงขณะถอนกำลังไทวินกลับปล้นสะดมดินแดนของไนมีเรียที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแมนเดอร์ ทั้งขนของมีค่าไป ทำลายสิ่งที่ขนไม่ได้ ข้าวสาลีที่ใกล้เก็บเกี่ยวก็ถูกเผา แม้กระทั่งชาวบ้านก็ถูกจับพาไปยังเวสเทอร์แลนด์ แผ่นดินจึงรกร้างว่างเปล่า
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าความโลภของมนุษย์มักเกินคำสั่ง แม้ไทวินจะสั่งให้ปล้นเฉพาะดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของไนมีเรีย แต่กองทัพกลับขยายการปล้นไปยังพื้นที่อื่น พวกเขาปลอมตัวเป็นโจรบุกปล้นตามใจชอบ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ สุนัขคลั่งคู่ใจของไทวิน อโมรี ลอร์ช และเกรเกอร์ คลีเกน ได้ข้ามแม่น้ำแบล็ควอเตอร์รัชไปอาละวาดในริเวอร์แลนด์จนข่าวไปถึงไทวิน เขาจึงส่งกองทัพไปจับทั้งคู่กลับไปคาสเทอร์ลีร็อค แต่ก็สายเกินไปหมู่บ้านริมแบล็ควอเตอร์รัชถูกเผาทำลาย ชาวบ้านหนีตายไปคิงส์แลนดิ้ง
ทำให้กษัตริย์โรเบิร์ตส่งตัวแทนเรียกไทวินไปชี้แจงที่คิงส์แลนดิ้ง แต่ไทวินกลับอ้างอาการบาดเจ็บเก่าเลี่ยงการเข้าพบ แล้วส่งศีรษะหลายร้อยหัวเป็นข้อแก้ตัว อ้างว่าฆ่ากบฏที่ทำลายริเวอร์แลนด์ แต่ทุกคนย่อมรู้ความจริงดีว่าเหยื่อเหล่านั้นคือเชลยผู้ถูกสังเวย แต่แผนนี้ก็ได้ผล ไทวินยอมชดเชยความเสียหายแก่เหล่าลอร์ด ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ได้ประโยชน์ เพราะตามกฎหมายผู้หนีภัยจะถือว่าสละสิทธิ์ในที่ดิน ลอร์ดจึงยึดที่ดินทำกินกลับคืน
ซึ่งการยึดดินแดนของไนมีเรียแม้คล้ายกัน แต่มีความต่างชัด ในกรณีไทวินคนที่หนีเป็นข้าราชบริพารที่ต้องคุ้มครอง แต่ไนมีเรียได้ยึดดินแดนของพวกคนเถื่อนซึ่งไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย สุดท้ายไทวินต้องชดเชยไนมีเรียด้วย และตามคำแนะนำของลินด์ ไนมีเรียได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อราชบัลลังก์เหล็กในฐานะลอร์ดแห่งทัมเบิลตัน ร่วมกับเหล่าลอร์ดริเวอร์แลนด์กล่าวโทษไทวินเรื่องปล้นสะดม เงินชดเชยนี้ส่วนใหญ่จึงถูกนำไปใช้ขยายกองทัพ
นอกจากนี้ตรงข้ามกับดินแดนอื่นที่ไม่ต้อนรับผู้ลี้ภัย ทัมเบิลตันกลับอ้าแขนรับด้วยนโยบายยึดคืนแผ่นดินตามแผนของลินด์ ชาวลี้ภัยจำนวนมากที่คิงส์แลนดิ้งจึงย้ายมาตั้งรกรากและกลายเป็นคนของทัมเบิลตัน ทำให้ไนมีเรียได้รับการยอมรับจากจอน แอริน หัตถ์กษัตริย์ ที่เห็นว่านางช่วยแบ่งเบาภาระผู้ลี้ภัยในคิงส์แลนดิ้ง
ซึ่งหลังตั้งถิ่นฐานแล้วผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกรวมเข้าหมู่บ้านเดิมที่ไนมีเรียยึดคืน แต่จัดสรรพื้นที่ใหม่ให้สร้างหมู่บ้านของตนเอง บางส่วนที่ยังหนุ่มแน่นก็ถูกรับเข้ากองยาม ทำให้แม้การขยายกองทหารยามจะเร็ว แต่ก็ทำให้กำลังป้องกันโดยรวมอ่อนลง เห็นได้จากการปราบโจรครั้งล่าสุด แม้จะมีจำนวนมากกว่าก็ยังเสียคนไปหลายสิบ แต่ถึงอย่างนั้นลินด์ก็ไม่ขัด เพราะเขาคาดไว้แล้วว่าความสูญเสียเช่นนี้จะเกิดขึ้น จนกว่าทหารใหม่จะฝึกจนเป็นระเบียบ
“มีโจรคนนึงฝีมือใช้ได้เลยนะ มันกันขวานของข้าได้ตั้งสองครั้ง เดิมกะจะจับเป็น แต่หมอนั่นดันวิ่งหนี ข้าก็เลยวิ่งไล่ คว้าจมูกมันแล้วกระแทกหิน หน้ามันก็เลยเละเป็นโจ๊กเลย” ไนมีเรียเล่าอย่างคึกคัก ขณะเช็ดขวานใหญ่ของนางและทาน้ำมันตามนิสัย
ลินด์ฟังเงียบ ๆ และชี้ข้อบกพร่องในท่าฟันของนางก่อนหน้านี้เป็นระยะ ซึ่งเขาต้องยอมรับเลยว่าไนมีเรียพัฒนาฝีมือเร็วมากจากการสู้จริง ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นนักรบ และทุกครั้งที่ลินด์ติ นางก็แก้ไขทันที
ครั้งล่าสุดที่ทั้งคู่ประลองกันไนมีเรียทำได้ดีกว่าอสรพิษแดงอย่างชัดเจน นางต้านดาบใหญ่ของลินด์ได้ถึงสามครั้ง แถมสวนกลับได้อย่างอันตราย ต่างจากอสรพิษแดงที่ทำได้แค่ตั้งรับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางแข็งแกร่งกว่าโอเบอริน เพราะนางแค่ใช้ความคุ้นเคยกับท่วงท่าของลินด์เป็นข้อได้เปรียบที่โอเบอรินไม่มีเท่านั้น
“เจ้าส่งคนไปสืบฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแมนเดอร์ ผลเป็นยังไง?” ลินด์ถามเมื่อไนมีเรียเก็บขวานใหญ่เข้าที่
“ซาก ทุกอย่างเหลือแต่ซาก ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไร่นาถูกเผา บ่อน้ำถูกถม แม้แต่โบสถ์ของเจ็ดเทพก็ถูกพวกเวสเทอร์แลนด์ทำลาย” พอได้ยินคำถาม ใบหน้าไนมีเรียเปลี่ยนจากตื่นเต้นเป็นโกรธทันที
แม้คนเถื่อนฝั่งตะวันตกจะไม่ใช่ประชาชนของนาง แต่ที่ดินก็ยังเป็นของนาง เมื่อเห็นดินแดนถูกทำลายจนย่อยยับ ความโกรธก็ยากจะระงับ ทำให้ไนมีเรียนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มอีกครั้ง และหยิบกระดาษแผ่นเล็กส่งให้ลินด์“แต่ก็ยังมีข่าวดีนะ มีคนไปพบของดีมา”
ลินด์อ่านข้อความอย่างละเอียดด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น ก่อนส่งคืนแล้วถามว่า “มีใครรู้เรื่องนี้อีก?”
“นอกจากคนที่พบก็มีแค่ข้ากับเจ้า” ไนมีเรียตอบ ก่อนเสริมว่า “แต่คนเถื่อนใกล้ ๆ ก็น่าจะรู้”
“คนเถื่อนใกล้ๆ? เจ้าหมายถึงพวกที่ไทวินจับไป?” ลินด์ถามด้วยความตกใจ
ไนมีเรียพยักหน้า
ลินด์ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนพูดว่า “ดูท่าพวกเราต้องเร่งแผนแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปเผ่าคนเถื่อนที่สันเขาบัตท็อก เจ้าจะไปด้วยไหม?”
“แน่นอน ข้าต้องไปด้วยอยู่แล้ว” ไนมีเรียตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
เนื้อหาในโน้ตที่ไนมีเรียให้ลินด์นั้นเป็นข่าวสำคัญ เพราะมีการค้นพบเหมืองเงินในดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแมนเดอร์ ปากอุโมงค์ถูกต้นไม้ปกปิดไว้ แถมยังมีร่องรอยการทำเหมืองโดยคนเถื่อนมาก่อนแล้ว แม้ว่าเหมืองเงินจะมีค่าไม่เทียบเท่าเหมืองทอง แต่สำหรับลอร์ดขนาดเล็กอย่างไนมีเรีย มันกลับสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง และเพิ่มอำนาจของนางได้หลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตามการค้นพบครั้งนี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงใหญ่หลวง เพราะหากข่าวเหมืองนี้แพร่ไปในหมู่คนเถื่อน อีกไม่นานลอร์ดไทวินก็ต้องรู้เรื่อง และสำหรับไทวินเหมืองเงินนี้คือทรัพย์ล้ำค่าเกินจะต้านทาน เขาจะต้องหาทางยึดมาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แม้เขาไม่ส่งกองทัพลงมือโดยตรง ก็อาจใช้วิธีส่งคนในคราบคนเถื่อนเข้าไปยึดแทน นี่จึงทำให้ลินด์จำเป็นต้องรีบหาทางยึดและปกป้องเหมืองนี้ให้ได้โดยเร็ว
แต่สภาพของทัมเบิลตันในตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น แม้จะมีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามามากมาย เมืองก็ยังขาดคนสำหรับการสร้างใหม่และขยายกำลัง กองทัพของไนมีเรียก็ถูกใช้งานเต็มที่เพื่อดูแลความปลอดภัยในเมืองและพื้นที่รอบ ๆ จนไม่เหลือคนพอจะส่งไปดูแลเหมืองเงิน
ลินด์เคยคิดจะนำหน่วยทหารองครักษ์ของเขาไปประจำการที่เหมือง แล้วปล่อยให้หน่วยลาดตระเวนม้าทีมที่หนึ่งและทีมที่สองดูแลทัมเบิลตันแทน ทว่าหากทำเช่นนั้นย่อมจะกระตุ้นให้ไฮการ์เดนรู้เรื่องเหมืองเงินทันที และหากไฮการ์เดนสั่งให้ลินด์ทำเหมืองภายใต้การกำกับของพวกเขา ลินด์ก็จะตกอยู่ในสภาพลำบากทางการเมืองทันที ท้ายที่สุดลินด์จึงตัดสินใจหันไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าคนเถื่อน
สำหรับการเดินทางไปสันเขาบัตท็อก ลินด์วางแผนจะพาหน่วยทหารองครักษ์และหน่วยลาดตระเวนม้าทีมที่หนึ่งไปด้วย รวมแล้วมีคนเพียงร้อยกว่าคน โดยเขาตั้งใจจะไม่พาทหารยามของทัมเบิลตันไป เพราะรู้ดีว่าพวกนั้นยังขาดวินัยและทักษะ ไม่เหมาะจะเผชิญหน้าศึกจริง
แต่ไนมีเรียจะไม่ไปกับลินด์เพียงลำพัง นางตั้งใจจะพากององครักษ์ใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นไปด้วย องครักษ์กลุ่มนี้มีทั้งหมดยี่สิบคน ครึ่งหนึ่งเป็นทหารจากกองทหารยาม อีกครึ่งมาจากทหารรับจ้างและอัศวินรับจ้างที่ผ่านการพิสูจน์ฝีมือ โดยเงื่อนไขหลักในการเข้าร่วมกลุ่มนี้คือ ต้องสามารถทนรับการโจมตีจากไนมีเรียได้
หลังประลองกับลินด์ ไนมีเรียก็มักฝึกซ้อมกับองครักษ์ส่วนตัวเสมอ หรือจะเรียกว่าเพื่อฟื้นความมั่นใจที่สั่นคลอนเพราะพ่ายแพ้ฝีมือของลินด์ก็เป็นได้ แถมการฝึกเช่นนี้ยังช่วยเสริมสร้างความศรัทธาและความจงรักภักดีให้องครักษ์มองนางในฐานะผู้นำผู้แข็งแกร่ง
นอกจากองครักษ์แล้วไนมีเรียยังจะพาสาวใช้สองคนติดตามไปด้วย สาวใช้สองคนนี้เป็นฝาแฝด เคยเป็นนักแสดงคณะกายกรรมที่เดินทางผ่านทัมเบิลตันมุ่งหน้าไปไฮการ์เดน พวกนางเชี่ยวชาญการขว้างมีด รวมถึงการใช้ดาบโค้งและหอก ซึ่งเป็นทักษะที่เรียนมาจากดินแดนที่อยู่อีกฝั่งของทะเลแคบ และการแสดงของพวกนางก็มีต้นกำเนิดจากสนามประลองในเมืองมีรีน
ดังนั้นไนมีเรียที่ประทับใจในฝีมืออันแปลกตาจึงชักชวนให้มาเป็นสาวใช้ส่วนตัว ตอนแรกสองพี่น้องยังปฏิเสธ เพราะชินกับการใช้ชีวิตอิสระ แต่เมื่อไนมีเรียสัญญาว่าหากพวกนางทำงานได้ตามคาดจะแต่งตั้งให้เป็นอัศวินหญิง ซึ่งหาได้ยากในเจ็ดอาณาจักร พวกนางจึงยอมรับข้อเสนอในที่สุด