- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 64
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 64
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 64
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 64 การเปลี่ยนแปลงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนทัมเบิลตันก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ป่ารอบเมืองถูกโค่นจนหมด กระท่อมหญ้าคาเก่าของชาวบ้านถูกรื้อถอน พื้นที่โดยรอบหมู่บ้านถูกปรับระดับใหม่ ต้นไม้ที่ถูกตัดถูกนำมาใช้สร้างกระท่อมไม้ และแผนผังเมืองทั้งหมดได้รับการจัดวางใหม่ โดยมีถนนตัดกันเป็นตารางแบ่งพื้นที่ออกอย่างชัดเจน
แม้ทัมเบิลตันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ด้วยแผนผังถนนที่เป็นระเบียบก็สามารถมองเห็นได้ว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์ เมืองแห่งนี้จะมีโครงสร้างและศักยภาพเทียบเคียงกับเมืองนิวบาร์เรลได้อย่างแน่นอน
ประชาชนแห่งทัมเบิลตันผู้จงรักภักดีต่อตระกูลฟุตลีย์มายาวนานไม่มีผู้ใดต่อต้านแผนการฟื้นฟูของไนมีเรีย ถึงนางจะไม่ได้อธิบายรายละเอียดใด ๆ มากนัก แต่ชาวเมืองต่างยินดีกับการเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขาจะได้บ้านและที่ดินทำกินใหม่ อีกทั้งยังได้รับค่าจ้างสิบทองแดงต่อวันสำหรับการเข้าร่วมในโครงการก่อสร้างเมือง ซึ่งเป็นรายได้เสริมที่เกษตรกรต้องการอย่างมาก
แม้ตัวเมืองจะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ท่าเรือเก่าในเขตซากปรักหักพังของทัมเบิลตันเก่ากลับได้รับการบูรณะจนแล้วเสร็จ ท่าเทียบเรือทั้งหกแห่งได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยหินจากซากโบราณ ด้านรอบ ๆ ท่าเรือถูกเคลียร์พื้นที่ และมีคลังสินค้าขนาดใหญ่หกถึงเจ็ดหลัง รวมถึงศาลายาวสำหรับค้าขายถูกสร้างขึ้น อีกทั้งยังเว้นพื้นที่ไว้สำหรับจอดเกวียนและม้า แม้ว่ายังไม่มีคอกหรือโรงเก็บรถที่สร้างเสร็จในตอนนี้
พื้นที่ระหว่างทัมเบิลตันใหม่กับเขตซากปรักหักพังที่ลินด์ใช้เป็นค่ายชั่วคราวถูกเว้นไว้สำหรับถนนและที่อยู่อาศัยในอนาคต ทว่าไนมีเรียเลือกที่จะไม่ลงทุนสร้างสิ่งใด ณ ที่แห่งนั้น โดยเชื่อคำแนะนำของเมสเตอร์อีฟส์ นางจึงตัดสินใจขายที่ดินผืนนั้นให้แก่พ่อค้าที่หลั่งไหลเข้ามาในอนาคต เพราะแผนการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยหารายได้ให้เมือง แต่ยังผูกผลประโยชน์ของพ่อค้าไว้กับทัมเบิลตันอีกด้วย
เมื่อข่าวการฟื้นฟูเส้นทางการค้าของลินด์แพร่ออกไป ขบวนคาราวานจึงเริ่มทยอยเดินทางเข้ามา อย่างไรก็ดีเรือบรรทุกสินค้าทางแม่น้ำยังอยู่ระหว่างการต่อสร้าง ในระหว่างนี้ลินด์จึงเลือกซื้อเสบียงจากพ่อค้าไว้ใช้ในกองทัพ พร้อมเก็บสินค้าอื่น ๆ ไว้ในโกดังของค่าย
เมื่อเรือท้องแบนต่อเสร็จและผ่านการทดสอบ ลินด์ก็มอบหมายให้จอนจัดขบวนคาราวานขนสินค้าไปยังไฮการ์เดน สิบวันต่อมาจอนก็กลับมาพร้อมกับเรือท้องแบนสี่ลำที่บรรทุกสินค้าขึ้นมาจากไฮการ์เดน แม้การเดินทางทวนน้ำจะขนได้น้อยกว่า แต่กำไรที่ได้รับกลับมหาศาล ทำให้ลินด์ร่ำรวยยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อเฉลิมฉลองลินด์จึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญทั้งทหาร ชาวบ้าน และพ่อค้าเข้าร่วม เพราะงานเลี้ยงไม่เพียงแต่เป็นการฉลองความสำเร็จ หากยังใช้เพื่อประกาศศักยภาพของเส้นทางการค้าทัมเบิลตัน ทำให้พ่อค้าเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น
ไนมีเรียเองก็เร่งสร้างเรือท้องแบนและขยายขนาดท่าเรือให้รองรับเรือได้มากขึ้น ทำให้พ่อค้าหลายรายเลือกเช่าเรือหรือลงทุนซื้อเรือเองแทนที่จะขายสินค้าตรงให้ลินด์ ขณะที่บางรายที่ไม่มีเรือก็เลือกฝากสินค้ารอในโกดังจนกว่าเรือชุดใหม่จะต่อเสร็จ
เมื่องานเลี้ยงฉลองจบลงจอนที่กลับจากไฮการ์เดนก็รายงานปัญหาที่พบระหว่างทาง ซึ่งลินด์เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าเรือจะถูกขัดขวางที่บิตเทอร์บริดจ์ และเป็นจริงเมื่อลอร์ดแคสเวลพยายามสกัดการเดินทาง จอนได้เข้าพบลอร์ดแคสเวลโดยตรง และเล่าเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นหลังออกจากบิตเทอร์บริดจ์ แม้จะไม่กล่าวโทษตรง ๆ แต่ถ้อยคำก็ชี้ชัดถึงความสงสัย และเพื่อยืนยันจอนได้ยื่นจดหมายตอบกลับจากลอร์ดไทเรลล์ที่แสดงความสำคัญของการรักษาเส้นทางน้ำแห่งแมนเดอร์
เมื่อเผชิญกับหลักฐานชัดเจน ลอร์ดแคสเวลก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยเรือผ่านไปโดยไม่ขัดขวางอีกในการเดินทางกลับ อย่างไรก็ตามแม้ผลลัพธ์จะเป็นไปด้วยดี แต่ลินด์ก็รู้สึกขุ่นใจอยู่ลึก ๆ เขาอยากให้บิตเทอร์บริดจ์อยู่ภายใต้การควบคุมของขุนนางที่ยืดหยุ่นกว่า ทว่าเมื่อไม่มีเหตุให้ลงมือในตอนนี้ เขาจึงทำได้เพียงรอเวลา
พ่อค้าเริ่มเดินทางมาถึงทัมเบิลตันหลายเดือนก่อน ทว่าแทนที่จะซื้อที่ดินและสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร พวกเขากลับตั้งเต๊นท์ค้าใกล้เขตค่ายทหาร และเริ่มค้าขายกับทหาร แม้ลินด์จะไม่ชอบกิจการอย่างซ่อง โรงเตี๊ยม หรือบ่อนการพนันนัก แต่เขาก็ยอมรับว่ากิจการเหล่านี้มีประโยชน์ เพราะช่วยให้ทหารใช้เงิน และปลดปล่อยความตึงเครียดได้
ในขณะที่ไนมีเรียกลับมีความรู้สึกหลากหลายกับสถานการณ์นี้ เพราะนางไม่คิดว่าภาษีแรกที่เก็บได้ในเมืองฟื้นฟูจะมาจากโสเภณี มากกว่าภาษีผ่านทางที่มักเป็นรายได้หลักของขุนนางอย่างที่เมืองบิตเทอร์บริดจ์ ซึ่งรายได้หนึ่งในสามมาจากภาษีผ่านทาง
แต่เมื่อไนมีเรียตัดสินใจยกเลิกภาษีผ่านทางตามคำแนะนำของลินด์ แม้นางจะยังไม่เข้าใจเหตุผลที่แน่ชัด และแม้เมสเตอร์อีฟส์จะเยาะเย้ย แต่ไนมีเรียก็เลือกที่จะเชื่อลินด์ และเขาเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพราะมั่นใจว่าเมื่อผลประโยชน์ปรากฏขึ้นนางจะเข้าใจเอง
จนกระทั่งในพริบตาก็ผ่านไปเกือบสองเดือนนับจากที่ลินด์ได้พบเวนดา ไวท์ฟอน เขาได้รวมกลุ่มพวกพ้องของนางราว 100 คน เข้ากับกองกำลังลับของเขา คล้ายกับเหล่าเรนเจอร์แห่งหน่วยผู้พิทักษ์ราตรี ในที่สว่างพวกเขาจะปรากฏตัวเป็นกลุ่มโจรคอยควบคุมเส้นทางระหว่างทัมเบิลตันกับโรสโรดไล่กลุ่มโจรอื่นออกไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของคาราวาน ส่วนในที่ลับจะมีเรื่องเล่าว่าท่านหญิงแห่งทัมเบิลตันจ่ายเงินให้กลุ่มโจรเหล่านี้เพื่อคุ้มครองเส้นทางการค้า
แม้ภายนอกลินด์จะเหมือนยุ่งอยู่กับการฝึกทหารและดูแลเมือง แต่เบื้องหลังเขาใช้การมองร่วมกับกลอรี่เพื่อสำรวจพื้นที่รอบเมืองทุกค่ำคืน จนเข้าใจภูมิประเทศได้ลึกซึ้ง แถมเขายังทดสอบระยะเชื่อมต่อจิตวิญญาณกับกลอรี่ โดยให้กลอรี่ข้ามแม่น้ำแบล็ควอเตอร์ขึ้นไปถึงฮาเรนฮอลล์ และพบว่าระยะทางไกลแค่ไหนก็ยังคงสื่อสารได้ไม่ขาด
ซึ่งในสายตากลอรี่ฮาเรนฮอลล์ปกคลุมด้วยพลังวิญญาณหนาแน่นและอาฆาต แม้ไม่มีวิญญาณมังกร แต่พลังนี้กลับขับไล่วิญญาณของกลอรี่จนหมดความอยากจะกลืนกิน หลังจากนั้นลินด์จึงสั่งให้กลอรี่เดินทางลงใต้ไปยังคิงส์วูด และในสัปดาห์ก่อนกลอรี่ก็พบสปาร์คเด็กแห่งพงไพร ทันทีที่กลอรี่เข้าสู่คิงส์วูดบ้านต้นไม้ของสปาร์คก็โผล่ขึ้นมาแสดงตัว และสปาร์คก็ถึงกับตะลึงเมื่อเห็นขนาดและรูปร่างของกลอรี่ที่แปลกตา
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าคือความสามารถในการ ‘มองเห็น’ ว่าลินด์ควบคุมกลอรี่อยู่ และสามารถสื่อสารกับเขาได้โดยตรงแม้ตัวเขาจะอยู่ที่ทัมเบิลตัน และเมื่อนางถามถึงที่มาของกลอรี่ ลินด์ก็อธิบายว่ากลอรี่สามารถกลืนกินวิญญาณพยาบาทได้ และทุกครั้งที่ทำเช่นนั้นจะเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าเขาไม่เปิดเผยความสามารถในการกลืนวิญญาณมังกร ทำให้แม้สปาร์คจะศึกษามากเพียงใดก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ความสามารถของกลอรี่ได้ถ่องแท้ เพียงยืนยันได้แค่ว่ากลอรี่ยังคงเติบโตได้อีกเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังได้รับพลังวิญญาณพยาบาท
ในช่วงกลางวันลินด์จะสั่งให้กลอรี่หลบซ่อนในป่า แต่บางครั้งกลอรี่ก็จงใจเผยตัวให้ชาวบ้านหรือพรานเห็นเพียงแวบ ๆ เพื่อแกล้งให้ตกใจ และดูเหมือนกลอรี่จะชอบเล่นแบบนี้ซะด้วย จนเกิดข่าวลือถึง ‘สัตว์ประหลาดสีดำ’ ที่เดินเพ่นพ่านตามชายแดนของริเวอร์แลนด์ เดอะรีช เวสเทอร์แลนด์ และคราวน์แลนด์ จนกระทั่งเมื่อข่าวลือมาถึงทัมเบิลตันผู้ที่เคยเห็นกลอรี่มาก่อนต่างบอกเล่าเรื่องจริง แต่นอกเมืองก็ยังมีคนไม่เชื่อ เพราะเรื่องฟังดูเหลือเชื่อเกินไป
นอกจากนี้ลินด์ยังตัดสินใจไม่ไปเยือนหมู่บ้านชาวเขาหรือเผ่าคนเถื่อนใกล้เมืองด้วยตนเอง แต่เขากลับใช้กลอรี่เป็นตัวแทนในการเผยตัวต่อพวกนั้นเพื่อสร้างความหวาดกลัวไว้ในใจ และนี่คือจุดเริ่มต้นของแผนเข้าหาพวกเขา
เดิมทีลินด์ตั้งใจจะขยายการควบคุมขึ้นไปตามแม่น้ำแมนเดอร์ไปถึงบัตท็อกริดจ์ และปราบเผ่าคนเถื่อนที่ยังหลงเหลือ ทว่าเมื่อเวนดาปรากฏตัว พร้อมกลุ่มพวกพ้องจากพี่น้องคิงส์วูดแผนการนั้นก็เปลี่ยนไป เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังคนจากการพิชิตอีกแล้ว แถมกองกำลังของเวนดายังจัดการกลุ่มโจรได้ดีกว่าพวกเถื่อนเสียอีก
“ส่งเอกสารสองฉบับนี้ให้มิทท์กับไบรน์ ขบวนสินค้าที่พวกเขาดูแลต้องออกวันนี้” ลินด์พูด พลางลงนามในเอกสาร ก่อนส่งให้จอนซึ่งเพิ่งเข้ามา และถามต่อว่า “ของส่งให้เวนดาเรียบร้อยไหม?”
จอนรับเอกสารพลางตอบ “เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่พวกเขาบอกว่าปลาอบรมควันเยอะเกินไป ขอเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่นได้หรือไม่”
“งั้นเปลี่ยนเป็นเนื้อเค็มแบบที่ข้าสอนเจ้าไว้ก็แล้วกัน” ลินด์ตอบ
“มันก็เหมือนปลาอบรมควันไม่ใช่หรือท่านลอร์ด . . .” จอนพึมพำ
เมื่อเห็นว่าจอนยังไม่เดินจากไปลินก็ถามขึ้นทันทีว่า “มีอะไรอีกหรือเปล่า?”
จอนลังเลก่อนจะเหลือบมองไปยังอีกฟากของห้อง ซึ่งไนมีเรียกำลังทำงานอยู่ ระหว่างการฟื้นฟูเมืองนางได้รื้อคฤหาสน์ของลอร์ดฟุตลีย์ลง และเริ่มบูรณะปราสาทเก่าบนเนินเขา ดังนั้นจนกว่างานจะเสร็จนางจึงพักและทำงานอยู่ในค่ายทหารของลินด์
ลินด์มองตามสายตาของจอนก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร พูดมาเถอะ! ไนมีเรียเป็นทั้งผู้ร่วมงานและสหาย ไม่ต่างอะไรจากพวกเราเลย”
แม้จะจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า แต่ไนมีเรียก็ฟังอยู่ตลอด ดังนั้นพอได้ยินคำพูดของลินด์ นางก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“เจ้าหน้าที่การเงิน มัส ได้ติดต่อกับลอร์ดลิสแล้วขอรับ” ในที่สุดจอนก็เอ่ยปาก กล่าวพลางวางจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ “แต่ดูเหมือนลอร์ดลิสจะเข้าใจผิด คิดว่าเบิร์ตเป็นนักโทษของเรา และพวกเรากำลังเรียกค่าไถ่”
ลินด์ขมวดคิ้วทันที “เบิร์ตไม่ได้เขียนจดหมายถึงพ่อเขาหรือ?”
“เขาเขียนขอรับ แต่จดหมายนั้นสั้นมาก แถมใช้ถ้อยคำกำกวมเลยทำให้เกิดความเข้าใจผิด” จอนอธิบาย พลางหยิบร่างฉบับร่างของจดหมายนั้นให้ลินด์ดู
ลินด์กวาดตามองเอกสารแล้วก็ยอมรับกับตัวเองว่า ถ้าเขาไม่รู้สถานการณ์ของเบิร์ตดีพอ เขาเองก็คงจะเข้าใจผิดเหมือนกัน
ทันใดนั้นไนมีเรียที่อยู่ใกล้ ๆ ก็เดินเข้ามาดูเอกสารด้วยความอยากรู้ พออ่านจบก็หลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมา
ลินด์เหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาทางจอน “แล้วตอนนี้ล่ะ? เข้าใจถูกกันแล้วใช่ไหม?”
“ขอรับ เข้าใจกันแล้ว” จอนตอบ “แต่ลอร์ดลิสยังไม่ค่อยเชื่อว่าชีวิตของเบิร์ตจะดีอย่างที่มัสบอก เขาอยากมาดูด้วยตาตัวเองก่อนจะตัดสินใจว่าจะเป็นผู้จัดหาเสบียงให้เราหรือไม่”
“ฟังดูสมเหตุสมผล” ลินด์พยักหน้า “แล้วเขาจะมาถึงเมื่อไหร่?”
“เขามาถึงแล้วขอรับ” จอนตอบ พร้อมกับแกล้งทำเสียงเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “มากับจดหมายของมัสเลยด้วย”
ลินด์ชะงักไป ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความระอา “เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรก?”
จอนยักไหล่อย่างไร้เดียงสา “ท่านบอกให้ข้ารอจังหวะก่อนค่อยพูดนี่ขอรับ”
ลินด์ทำท่าจะดุ แต่สุดท้ายก็กลืนคำลงคอ และลุกจากเก้าอี้แล้วหันไปทางไนมีเรีย “ในฐานะเจ้าของทัมเบิลตัน ถ้าเจ้าไม่อยู่ตอนนี้ก็คงดูไม่เหมาะ”
“ข้าเองก็อยากพบพ่อค้าใหญ่ผู้นั้นด้วย” ไนมีเรียพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
จากนั้นทั้งสองก็ออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังท่าเรือด้วยกัน