- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 62
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 62
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 62
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 62 เวนดา ไวท์ฟอน
ตั้งแต่พวกเขาออกจากค่ายและมุ่งหน้ามายังหุบเขา สายตาของไนมีเรียก็ไม่เคยละจากกลอรี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว นางจ้องมองมันราวกับต้องมนตร์ บางครั้งถึงกับลืมหายใจ
ไม่ใช่แค่ไนมีเรียเท่านั้น แม้แต่เหล่าทหารใต้บัญชาของลินด์ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เมื่อได้เห็นกลอรี่ที่อยู่เคียงข้างผู้เป็นนาย สัตว์ยักษ์ร่างมหึมาราวกับหลุดออกมาจากเรื่องเล่าขานในวัยเด็กของพวกเขา ทำให้ยุคสมัยแห่งตำนานให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันมีไหล่สูงเกือบสองเมตร ลำตัวยาวประมาณสี่เมตร และรวมความยาวของหางเข้าไปอีกก็เกินห้าเมตรได้ ขนาดอันใหญ่โตเช่นนั้นทำให้หลายคนถึงกับสงสัยว่าตนกำลังฝันอยู่หรือไม่
แม้รูปลักษณ์ของกลอรี่จะชวนให้เกิดความหวาดหวั่นโดยสัญชาตญาณ แต่ขณะเดียวกัน มันก็ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของลินด์ให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก เพราะใครกันจะสามารถควบคุมสัตว์ร้ายเช่นนี้ได้ถ้าไม่ใช่บุรุษผู้เหนือสามัญ?
ไนมีเรียเคยได้ยินข่าวจากทหารของตนว่ากลอรี่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็คิดว่าเป็นการพูดเกินจริง และเดาว่าความเข้าใจผิดนั้นน่าจะมาจากขนหนานุ่มของมันที่ทำให้ดูตัวใหญ่เกินจริง ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาไนมีเรียก็รู้ทันทีว่าทหารของตนไม่ได้กล่าวเกินเลยแม้แต่น้อย กลอรี่กลายเป็นสัตว์ยักษ์ไปแล้วจริง ๆ
“ขนาดมันโตขึ้นได้ขนาดนี้ มันไม่ผิดธรรมชาติไปหน่อยหรือ?” ไนมีเรียถามพลางหันมามองลินด์ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ลินด์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่รู้หรอก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเลี้ยงแมวเงา เจ้าน่าจะลองไปถามใครที่เคยเลี้ยงมาก่อนน่าจะดีกว่า”
น้ำเสียงของลินด์ฟังดูเลี่ยงคำตอบอย่างชัดเจน ทำให้ไนมีเรียจ้องเขาเขม็ง และรู้ว่าเขาไม่พูดความจริงทั้งหมด แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อ
ระหว่างที่ทั้งสองเดินไปพร้อมกับกลอรี่ จู่ ๆ มันก็หยุดเดินก่อนจะกระโจนเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทางหายวับไปในพริบตา ซึ่งแม้ไนมีเรียจะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของมัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าเพียงครู่เดียวหลังจากนั้นนางก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาทึบและต้นไม้เตี้ยสูงไม่เกินสองเมตร แม้แต่เด็กสูงเมตรเดียวก็ยังต้องเบียดพงให้แตกตอนเดินผ่าน ทว่ากลอรี่สัตว์ร่างมหึมากลับเคลื่อนไหวผ่านพงหนาเหล่านั้นโดยไร้เสียงและไม่ขยับแม้แต่กิ่งไม้ เหมือนร่างของมันแทบจะไร้ตัวตน
ทันใดนั้นไนมีเรียก็นึกถึงตำนานเล่าขานเรื่องแมวเงาทันที เรื่องของ ‘ภูตแห่งป่า’ หรือ ‘บริวารของเทพไร้หน้า’ และตำนานอื่น ๆ ที่ล้วนมีบรรยากาศลี้ลับน่าขนลุก และตอนนี้กลอรี่ก็แทบจะหลอมรวมเข้ากับตำนานเหล่านั้นโดยสมบูรณ์
เมื่อคิดได้เช่นนั้นไนมีเรียก็หันกลับมามองลินด์อีกครั้งด้วยแววตาในดวงตาของนางที่เปลี่ยนไป ชายตรงหน้าผู้นี้ไม่เพียงเป็นยอดนักรบอีกต่อไป หากยังชวนให้นางนึกถึงบุรุษในตำนานโบราณเช่น แบรนดอนผู้สร้าง หรือ การ์ธมือเขียว วีรบุรุษซึ่งมีสัตว์อันเป็นปริศนาเคียงข้าง
“มีอะไรหรือ ท่านหญิง?” ลินด์เอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของไนมีเรีย และอดสงสัยไม่ได้ว่าชุดของตนมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
“ไม่มีอะไร” ไนมีเรียตอบเสียงเบา และหันหน้าหนีอย่างรวดเร็วด้วยแก้มแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ราวกับใจสั่นโดยไร้สาเหตุ ก่อนที่นางจะสูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อควบคุมสติแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่า ‘ท่านหญิง’ ก็ได้นะ เรียกชื่อข้าตรง ๆ ก็พอ ไนมีเรีย”
“ตกลง ไนมีเรีย” ลินด์พยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ถ้าอย่างนั้น . . . ข้าเรียกเจ้าว่า ‘ลินด์’ ได้ไหม?” ไนมีเรียถามอย่างเก้อเขิน
ลินด์ยิ้มเล็กน้อย “แน่นอน พวกเราเป็นเพื่อนกัน การเรียกชื่อกันตรง ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
ระหว่างที่ทั้งสองเดินไปในป่า และพูดคุยกันอย่างสบายใจ ทำให้บรรยากาศที่ควรตึงเครียดกลับคล้ายการเดินทางพักผ่อนมากกว่าการไปพบผู้นำกลุ่มโจร จนกระทั่งทั้งสองเดินทางมาถึงทางเข้าหุบเขา ทหารยามคนหนึ่งก็ยกมือให้หยุดก่อนจะวิ่งเข้าไปแจ้งข่าวการมาถึง หลังจากรอไม่นานชายคนนั้นก็กลับออกมาและผายมือเชิญพวกเขาเข้าไป
ท่าทีแบบนี้ทำให้ไนมีเรียรู้สึกไม่สบายใจ และขมวดคิ้วพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ เพราะบางอย่างเกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านี้มันดูผิดแปลก แม้ภายนอกจะดูเป็นโจรธรรมดา แต่ท่วงท่ากลับดูมีระเบียบ เคร่งครัด เหมือนนักรบมากกว่าโจร
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ระวังตัวไว้” ไนมีเรียกระซิบเบา ๆ
ลินด์พยักหน้าอย่างจริงจัง เขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติมากกว่าไนมีเรียเสียอีก เดิมทีเขาคิดว่าพวกนี้อาจเกี่ยวข้องกับลอร์ดไทวิน แต่เมื่อเพ่งพินิจดี ๆ ก็เห็นตราสัญลักษณ์จาง ๆ ที่ยังไม่ขัดเงาบนเกราะหนังของบางคน และจำได้ทันทีว่ามันเป็นตราของกลุ่มที่ควรจะสูญสิ้นไปจากโลกแล้ว
เมื่อเข้าไปในหุบเขาทั้งสองก็พบกลุ่มคนกว่าร้อยคนตั้งค่ายอย่างง่าย ๆ ด้วยเศษซากที่กลุ่มก่อนหน้าเคยใช้ แม้จะอยู่ใกล้ทัมเบิลตันซึ่งมีทหารหลายร้อยคนประจำการ แต่คนเหล่านี้กลับไร้ความหวาดกลัว และหลายคนนอนเอกเขนกด้วยท่าทางสบายใจ
เมื่อพวกเขาเห็นลินด์กับไนมีเรียมาถึงทุกสายตาก็หันมามองทันที โดยแววตาที่จ้องมานั้นทั้งโจ่งแจ้งและไม่ไว้หน้า จนกระทั่งเมื่อเห็นรูปร่างสูงใหญ่ของไนมีเรีย บางคนถึงกับส่งเสียงแปลก ๆ คล้ายเยาะเย้ยหรือประหลาดใจ
ไนมีเรียรั้งม้าให้หยุดแล้วกระโดดลงมา ก่อนจะคว้าขวานสองคมขนาดยักษ์จากหลังม้าแล้วตะโกนก้อง “หุบปากไปให้หมด ไอ้พวกไส้เดือนเกิดในท่อระบายน้ำ! ถ้าพวกเจามีสิ่งที่เรียกว่ากึ๋นพอก็ออกมาเจอข้าตัวต่อตัวดูสิ! หรือพวกเจ้าถูกตัดไข่ไปหมดแล้ว เลยได้แต่แอบอยู่ในฝูงเหมือนตัวตลกในวังเวลามีเรื่อง?”
เมื่อได้ยินคำพูดของนางลินด์ก็ไม่ได้ขัดจังหวะ และยืนอย่างสงบใช้มือแตะด้ามดาบใหญ่ของตนขณะสำรวจฝูงชน ในขณะเดียวกันด้านบนหน้าผาในหุบเขา กลอรี่ที่เพิ่งล่ากวางเอลก์ได้หนึ่งตัวก็ได้รับคำสั่งทางจิตจากลินด์ ทำให้มันรีบปีนขึ้นไปบนยอดเขาใกล้ ๆ และนั่งเฝ้ามองสถานการณ์เบื้องล่างอย่างเงียบงัน
คำพูดของไนมีเรียทำให้ทั่วหุบเขาเงียบลง แม้จะไม่พอใจกับคำด่า แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาท้าดวลกับนาง เพราะทุกคนต่างรู้ชัดว่าไนมีเรียไม่ใช่ศัตรูธรรมดา เสียงเกราะที่กระแทกพื้นขณะนางกระโดดลงจากม้านั้นหนักแน่น ดาบและเกราะของนางล้วนเป็นเหล็กจริง และถึงจะหนักเพียงใด นางก็เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว
ดังนั้นด้วยขวานยักษ์สองคมที่นางใช้ ซึ่งคนธรรมดาคงแทบยกไม่ไหวยังถูกนางสะบัดเล่นราวของเด็กเล่น ทุกคนต่างก็เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายว่าพวกเขาอยู่คนละระดับกับนาง
‘แม่มดปีศาจ’ นี่คือคำที่ผุดขึ้นในใจของทุกคนอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับความเสียใจที่เคยล้อเลียนนางเริ่มกัดกินจิตใจของพวกเขา
“พวกเจ้าทุกคนก็แค่พวกผู้ชายที่โดนตัดตอนแล้ว ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่พวกเจ้าถูกตัดไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว ตัดจนหมดจด”
ทันใดนั้นเสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังแทรกออกมาจากกลุ่มฝูงชนทำเอาทุกคนเงียบกริบอีกครั้ง คำพูดของนางแทงใจดำทุกคน แต่ไม่มีใครกล้าโต้เถียง ก่อนที่ทุกคนจะเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบ ๆ
หลังจากนั้นท่ามกลางฝูงชนก็มีหญิงสาวในชุดเกราะหนังสะพายดาบไว้ที่เอวเดินออกมา นางงดงามและดูเป็นผู้ใหญ่สะดุดตากลางหมู่โจรผู้หยาบกร้าน ใบหน้าและท่วงท่าของนางเหมือนภรรยาเอกของขุนนางมากกว่าผู้นำโจร ทว่าทุกท่าทีแสดงให้เห็นชัดว่านางคือผู้มีอำนาจสูงสุด
“ลินด์ นักล่าหมี” หญิงผู้นั้นกล่าว พลางเพิกเฉยต่อท่าทีอาฆาตของไนมีเรียแล้วเดินตรงมาหาลินด์ และใช้ดวงตาพิจารณาเขาอย่างตั้งใจ “แม้จะเป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่ข้าได้ยินเรื่องเจ้ามาหลายเดือนแล้ว เพลงที่แต่งถึงเจ้าก็เพราะดี ข้าชอบ”
ลินด์ลงจากหลังม้าแล้วพยักหน้าเบา ๆ “นับเป็นเกียรติที่ได้รับคำชมจาก เวนดา ไวท์ฟอน”
“เวนดา ไวท์ฟอน?” ไนมีเรียเบิกตากว้างทันที และเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้ ก่อนกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้าคือเวนดาแห่งกลุ่มพี่น้องคิงส์วูดนั่นเอง ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก”
“ข้าเกือบตาย แต่มีคนช่วยไว้ทัน” เวนดาตอบยิ้ม ๆ ก่อนหันกลับไปมองลินด์ “ช่วยโดยคนที่เจ้ากับข้ารู้จักดี”
ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “สปาร์ค?”
เวนดาไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ และใช้ดวงตาของนางมองเลยผ่านลินด์ “แล้วเด็กตัวน้อยที่นางมอบให้เจ้าไปอยู่ที่ไหนล่ะ? ข้าไม่เห็นมัน”
ลินด์ผายมือไปทางยอดเขา พริบตาต่อมาร่างของกลอรี่ก็โผล่ขึ้นจากหน้าผา และมันก็กระโจนลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินเข้ามาหาลินด์อย่างมั่นคง
ทันใดนั้นทั่วทั้งหุบเขาก็เงียบสนิท ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่กลอรี่ พร้อมกับความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นราวคลื่น และบางคนถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้นขาสั่นจนยืนไม่อยู่ แม้แต่เวนดา ไวท์ฟอน ผู้มากประสบการณ์ยังกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างแสดงทั้งความตะลึงและหวาดผวา ขณะมองสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ตรงหน้า ราวกับเพียงเสียงลมหายใจก็อาจปลุกโทสะของมันได้
ไนมีเรียซึ่งก่อนหน้านี้หงุดหงิดกับการที่เวนดาเอ่ยกับลินด์อย่างเป็นกันเอง ตอนนี้กลับรู้สึกสะใจ เมื่อเห็นท่าทีอึดอัดของเวนดา
เวนดาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปอีกเล็กน้อย โดยที่สายตายังคงจับจ้องกลอรี่ไม่ละ แล้วเอ่ยถามลินด์ด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่านางมอบลูกแมวเงาเผือกให้เจ้าหรือ?”
“ใช่” ลินด์ตอบเรียบ ๆ พร้อมส่งคำสั่งทางจิตไปยังกลอรี่ ซึ่งสัตว์ยักษ์ก็ตอบสนองโดยไม่ต้องออกเสียง ขนของมันเริ่มเปลี่ยนสีต่อหน้าต่อตาทุกคนจากดำสนิทกลายเป็นขาวบริสุทธิ์ ซึ่งขนนั้นไม่ใช่ขาวหม่นหรือซีดจาง แต่เป็นขาวสว่าง ราวกับมีแสงเรืองรองจากภายใน และหากอยู่ในความมืดแสงนั้นคงเปล่งประกายดุจอาภรณ์แห่งเทพเจ้า
เพียงพริบตากลอรี่ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างความหวาดกลัวให้ทุกคน พลันเปลี่ยนเป็นดั่งสัตว์ศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส
ในยามนี้เหล่าโจรในหุบเขาหลายคนที่มีศรัทธาในเจ็ดเทพ เมื่อเห็นแสงเรืองรองอันศักดิ์สิทธิ์ของกลอรี่ก็พลันนึกถึงสัตว์เทพในตำนานตามคำสอนของศาสนา ก่อนที่พวกเขาจะพากันคุกเข่าลงด้วยความเคารพ สวดอ้อนวอนต่อกลอรี่ดั่งกำลังสักการะเทพเจ้า แม้แต่ผู้ที่ไม่มีศรัทธาก็ยังแสดงสีหน้าเคารพยำเกรง เมื่อเห็นแสงสว่างจาง ๆ จากตัวกลอรี่ จนพวกเขาอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าไม่กล้าสบตาตรง ๆ กับมัน
ลินด์เองก็รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของผู้คนรอบตัว เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการเปลี่ยนสีขนของกลอรี่จะมีผลกระทบมากขนาดนี้ มันทำให้เขาคิดถึงศักยภาพของกลอรี่ในการใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับพวกชนเผ่าคนเถื่อนในแดนเหนือในอนาคต
แต่ในขณะเดียวกันการที่กลอรี่สามารถทำให้ผู้คนสวดอ้อนวอนเหมือนบูชาเทพก็ทำให้เขารู้สึกกังวล หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของศาสนจักรแห่งเจ็ดเทพ บางทีอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่เขาไม่อยากเผชิญ ด้วยเหตุนี้ลินด์จึงส่งคำสั่งเงียบ ๆ ไปยังกลอรี่อีกครั้ง ให้มันเปลี่ยนขนกลับไปเป็นลายขาวดำดังเดิม
ทางด้านเวนดานางก็มองลินด์กับกลอรี่ด้วยแววตาปะปนระหว่างความอิจฉาและริษยา เดิมทีนางคิดว่ากลอรี่ก็เป็นเพียงแมวเงาเผือกธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อความจริงเปิดเผยว่ามันคือสิ่งมีชีวิตพิเศษเกินกว่าจะบรรยายเวนดาก็แทบไม่เชื่อตาตัวเอง ทำให้นางอดรู้สึกเจ็บแปลบไม่ได้ เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของตนกับสปาร์คเด็กแห่งพงไพร เพราะตลอดเวลาที่คบหากันสปาร์คไม่เคยมอบสิ่งใดที่ใกล้เคียงกับกลอรี่ให้เลย ความแตกต่างนี้บั่นทอนใจนางยิ่งนัก
“เจ้ามาที่นี่เพราะสปาร์คหรือ?” ลินด์ถามตรง ๆ
เวนดาไม่ลังเลแม้แต่น้อย และตอบตรง ๆ ว่า “สปาร์คบอกว่าเจ้าอาจให้พวกเราลี้ภัยได้”
ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบ ๆ หุบเขา ก่อนถามว่า “คนพวกนี้เป็นสมาชิกกลุ่มพี่น้องแห่งคิงส์วูดทั้งหมดหรือ?”
“ไม่ทั้งหมด” เวนดาชี้แจง “มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่เคยอยู่ในกลุ่มพี่น้องดั้งเดิม อีกครึ่งหนึ่งเราเก็บมาระหว่างทางตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
ลินด์ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านแนวคิดการรับกลุ่มพี่น้องแห่งคิงส์วูดเข้าร่วมกองกำลัง แม้ข่าวนี้จะแพร่ออกไปก็ไม่น่าจะส่งผลเสียร้ายแรง เพราะชื่อเสียงของกลุ่มนี้ผูกพันอยู่กับราชวงศ์ทาร์แกเรียนซึ่งล่มสลายไปแล้ว อีกทั้งยังเคยมีคิงการ์ดบางคนแสดงความเคารพต่อผู้นำกลุ่มพี่น้องด้วยซ้ำ การรับพวกเขาไว้อาจมีแต่ข้อดีมากกว่าข้อเสีย แต่ลินด์ก็ยังมีข้อสงสัยหนึ่ง และถามขึ้นมาว่า “ด้วยชื่อเสียงของเจ้าในนามเวนดา ไวท์ฟอน และอดีตของกลุ่มพี่น้องคิงส์วูด เจ้าไปอยู่กับลอร์ดใหญ่คนไหนก็ได้ ทำไมต้องมาเลือกข้าด้วย? อย่าบอกว่าเป็นเพราะสปาร์คแนะนำ”
“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าไม่ใช่เพราะสปาร์คล่ะ?” เวนดาตอบโต้ แล้วถามต่อ “แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะเป็นยังไง ถ้าข้าไปอยู่กับลอร์ดพวกนั้น?”
“กลายเป็นของเล่นของพวกมันไงล่ะ” ไนมีเรียสวนขึ้นก่อนที่ลินด์จะทันตอบด้วยน้ำเสียงคมกริบ พร้อมกับเสริมว่า “บุคคลในตำนานอย่างเจ้าจะกลายเป็นแค่ของเล่นประดับปราสาทพวกขุนนาง”
ลินด์หันไปมองไนมีเรียที่แสดงอารมณ์รุนแรงออกมา ซึ่งความไม่พอใจนั้นชัดเจนจนลินด์รับรู้ได้ทันทีว่าประเด็นนี้อาสจแตะต้องบางสิ่งในใจของไนมีเรียจากอดีตของนาง ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกใจนัก
หลังเงียบไปครู่หนึ่งลินด์ก็กล่าวว่า “ข้ารับพวกเจ้ามาอยู่ด้วยได้ และรวมพวกเจ้ากับกองกำลังของข้า แต่ตอนนี้จะต้องเป็นความลับไปก่อน ข้าจะให้พวกเจ้าทำงานบางอย่างที่ต้องปิดบังตัวตน”
“งานแบบไหน?” เวนดาถามด้วยความระแวง
ลินด์ยิ้มน้อย ๆ “ไม่ต้องกังวล มันเป็นสิ่งที่พวกเจ้าคุ้นเคยดีอยู่แล้ว”