- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 60
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 60
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 60
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 60 จุดมุ่งหมายที่แท้จริง
ผ่านไปกว่าสิบวัน ค่ายที่พังทลายก็ได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์ ตัวค่ายมีที่พักเพียงพอสำหรับกองกำลังปัจจุบัน และยังรองรับการขยายกำลังในอนาคตได้อีกด้วย แม้การออกแบบโดยรวมจะเรียบง่าย แต่ก็เพียงพอสำหรับกันลมกันฝน ช่วยให้ทหารม้าของลินด์รู้สึกอุ่นใจ และกำลังใจก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงเวลานี้ลินด์ได้ส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพวกชาวเขา ชนเผ่าคนเถื่อน และหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของโจรที่พบเจอ ทว่ากลุ่มโจรในแถบนี้แทบไม่มีฐานหลัก พวกมันเร่ร่อนไปตามบริเวณที่กำหนดไว้ ทำให้หน่วยลาดตระเวนตามรอยได้ไม่นานก็ต้องสูญเสียร่องรอยไป
ดังนั้นด้วยข้อมูลจากรายงานของหน่วยลาดตระเวน ประกอบกับข่าวกรองจากวาริสและไนมีเรีย ลินด์จึงร่างแผนที่แสดงอิทธิพลของแต่ละกลุ่มในแถบต้นแม่น้ำแมนเดอร์ได้อย่างละเอียด ทางตะวันออกของแมนเดอร์ ตะวันตกของคิงส์วูดและเดอะโรสโรด และตอนใต้ของแบล็ควอเตอร์รัช มีหมู่บ้านชาวอิสระอยู่สิบแปดแห่ง ชนเผ่าชาวเขาเจ็ดเผ่า ชนเผ่าคนเถื่อนอีกสี่กลุ่ม และกลุ่มโจรกว่าโหลที่มีขนาดต่างกันไป
แม้ไม่ใช่ทุกกลุ่มจะเป็นศัตรูโดยตรง แต่ไม่มีฝ่ายใดมองกองกำลังปราบโจรของลินด์ในแง่ดี โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาได้รับผลกระทบจากการกระทำของกองทัพจากบิทเทอร์บริดจ์และคิงส์แลนดิ้ง
กองทัพจากบิทเทอร์บริดจ์เคยถูกส่งมาปราบโจร แต่เมื่อไม่พบตัวก็หันไปโจมตีหมู่บ้านชาวเขาแทน โดยอ้างว่าเป็นการทำลายฐานที่มั่นของโจร และปล้นสะดมทุกสิ่ง เนื่องจากชายหนุ่มในหมู่บ้านส่วนใหญ่ออกไปทำงานที่อื่น ทว่าขากลับกองทัพกลับถูกชนเผ่าคนเถื่อนซุ่มโจมตี ลวงเข้าสู่บึงโคลนจนพ่ายแพ้ยับเยิน เหลือผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือที่กลับมาเล่าเรื่องโกหกว่าทำไมพวกเขาจึงล้มเหลวในการปราบโจร
ส่วนกองทัพจากคิงส์แลนดิ้งยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่า พวกเขาปล้นสะดมหมู่บ้านอิสระที่เจอทุกแห่ง โดยไม่เคยปะทะกับโจรเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตรงกันข้ามกลุ่มโจรในพื้นที่กลับไม่ปล้นชาวบ้าน แต่หันมาทำการค้ากับหมู่บ้านแทน สำหรับชาวบ้านแล้วโจรยังอันตรายน้อยกว่ากองทัพปราบโจรเสียอีก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านถึงให้การสนับสนุนโจรเสียมากกว่า
เรื่องนี้เองที่ทำให้ลินด์เข้าใจว่าเหตุใดตระกูลไทเรลล์จึงเลือกวิธีลาดตระเวนป้องกันถนนโรสโรดแทนการเปิดศึกใหญ่เพื่อกวาดล้างโจร เพราะหากจะกำจัดโจรให้สิ้นซากก็เท่ากับต้องทำลายหมู่บ้านอิสระ หมู่บ้านชาวเขา และชนเผ่าคนเถื่อนในพื้นที่ให้หมดสิ้น ซึ่งจะทำลายชื่อเสียงของตระกูลไทเรลล์อย่างย่อยยับ และในท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับประโยชน์อาจไม่ใช่พวกเขาเอง
ส่วนเหตุผลที่ตระกูลไทเรลล์ไว้วางใจมอบอำนาจให้ลินด์มากมายเพื่อปราบโจรนั้น อาจเพราะเขาเพิ่งเข้าร่วมตระกูล หากเกิดปัญหาตระกูลไทเรลล์ก็สามารถตีตัวออกห่างได้ และที่สำคัญในงานเลี้ยงที่เรดคีป กษัตริย์โรเบิร์ตก็แสดงความชื่นชมในตัวลินด์อย่างชัดเจน นี่เองที่กลายเป็นหลักประกันว่า แม้จะพลาดพลั้งก็ไม่น่าถูกลงโทษรุนแรงจากราชบัลลังก์เหล็ก
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนในพื้นที่ ลินด์ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณที่ตนเองเลือกเดินหมากอย่างรอบคอบ แทนที่จะเข้าโจมตีโจรโดยตรง เขากลับเลือกตั้งหลักที่ทัมเบิลตัน ผูกสัมพันธ์กับไนมีเรีย และได้รับความร่วมมือในการทำสงครามปราบโจร
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากไนมีเรีย ลินด์ก็มีข้ออ้างอันชอบธรรมในการรับมือกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่น และตราบเท่าที่เขากระทำโดยชอบธรรมก็ไม่มีใครหาข้อครหากับเขาได้ง่าย ๆ ดังนั้นความท้าทายในตอนนี้คือการเลือกเป้าหมายต่อไปว่าจะเริ่มจากยึดหมู่บ้านชาวอิสระ หมู่บ้านชาวเขา และเผ่าคนเถื่อนทีละกลุ่ม หรือจะโจมตีพวกโจรที่อยู่ใกล้ถนนร้างเพื่อเปิดเส้นทางการค้าเชื่อมต่อทัมเบิลตันกับโลกภายนอกก่อนดี?
เพื่อหาคำตอบนี้ ลินด์จึงเรียกประชุมเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อไนมีเรียทราบเรื่องก็เข้าร่วมด้วย ก่อนที่ต่างคนต่างเสนอความเห็น บ้างก็เสนอให้เริ่มจากหมู่บ้านก่อน โดยอ้างถึงตัวอย่างความสำเร็จของการปราบกลุ่มพี่น้องคิงส์วูดที่เน้นแก้ปัญหาหมู่บ้านก่อนเพื่อกวาดล้างโจรให้หมด แต่บางคนแย้งว่าคิงส์การ์ดในครั้งนั้นมีราชบัลลังก์หนุนหลังทั้งเงินทองและเสบียง ซึ่งลินด์ไม่มี ทำให้ไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวกันได้ ในขณะที่อีกกลุ่มเสนอให้เปิดถนนการค้าก่อนเพื่อให้ลินด์มีรายได้สะสมทุน แล้วค่อยหันไปจัดการหมู่บ้าน หรือบางคนเสนอให้จัดการเผ่าคนเถื่อนก่อน เพราะเมื่อได้กำลังพลเพิ่มแล้ว งานอื่นก็จะง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้แต่ละความเห็นจะมีเหตุผล แต่ไม่มีข้อไหนตรงกับที่ลินด์วางแผนไว้เลย
“แล้วทำไมเราไม่ทำพร้อมกันล่ะ?” ไนมีเรียเสนอ หลังพิจารณาแผนที่ที่ลินด์วาดไว้ “ข้าจะนำคนของข้าไปเจรจายึดหมู่บ้านกลับมาในนามของข้า ส่วนเจ้าไปจัดการกับเผ่าคนเถื่อน พอได้กำลังเพิ่มแล้วค่อยจัดการโจร ส่วนหมู่บ้านชาวเขาค่อยไปทีหลัง”
แม้แผนของไนมีเรียจะมีเหตุผล แต่น้ำเสียงของลินด์กลับไม่พอใจ และส่ายหน้าเล็กน้อย
“เราไม่จำเป็นต้องจัดการกับทุกหมู่บ้านหรือเผ่าชาวเขา” เมสเตอร์อีฟส์ซึ่งมากับไนมีเรียกล่าวแทรกขึ้นกะทันหัน ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงในทันที พร้อมกับทุกคนที่หันไปมองเมสเตอร์อีฟส์ด้วยความตกใจ แม้จะคุ้นหน้าเขา แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินเสียงพูดของเขาเลย เขามักตามไนมีเรียมาหารือลินด์แต่ไม่เคยกล่าวอะไร จนรอลกับคนอื่น ๆ สงสัยว่าเขาเป็นใบ้
ยิ่งกว่านั้นแม้เขาจะเรียกตัวเองว่า ‘เมสเตอร์’ แต่กลับไม่สวมโซ่ประจำตำแหน่งเหมือนเมสเตอร์ทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะผู้ที่ถูกถอดโซ่มักเป็นผู้ที่กระทำผิดร้ายแรง และไนมีเรียสามารถยื่นเรื่องขอเมสเตอร์จากซิทาเดลได้ไม่ยาก แต่กลับเลือกชายผู้นี้มาเป็นที่ปรึกษา ยิ่งเพิ่มความลึกลับให้เขายิ่งนัก
ดังนั้นตอนนี้เมื่อเมสเตอร์อีฟส์เอ่ยปาก ทุกสายตาก็จับจ้องไปยังเขา ส่วนลินด์เองก็ตกใจในตอนแรก แต่ก็พยักหน้าเชิญให้เขาพูดต่อ
เมสเตอร์อีฟส์ชี้ไปยังหมู่บ้านและหมู่บ้านชาวเขาหลายแห่งที่อยู่ติดกันบนแผนที่ก่อนกล่าวว่า “ตอนนี้เราต้องควบคุมแค่พื้นที่เหล่านี้ก่อน ที่เหลือค่อยจัดการภายในสองสามปีข้างหน้า”
คนอื่นไม่เห็นว่าหมู่บ้านเหล่านี้พิเศษตรงไหน แต่ลินด์กลับยิ้มอย่างพอใจ เห็นได้ชัดว่าคำพูดของอีฟส์ตรงกับความคิดของเขาอย่างสมบูรณ์ ที่จริงลินด์เคยคิดแผนคล้าย ๆ กันไว้คร่าว ๆ แต่ยังขาดทิศทางแน่ชัด จนกระทั่งเมสเตอร์อีฟส์ชี้พื้นที่เหล่านี้ให้เห็นทุกอย่างจึงกระจ่างทันที
ก่อนหน้านี้ลินด์มัวแต่พะวงกับพันธมิตรโจรของกลุ่มพี่น้องแมงป่องและหน่วยลับของลอร์ดไทวินจึงเข้าใจผิดคิดว่าการกำจัดโจรและต่อต้านอิทธิพลของไทวินในทัมเบิลตันคือเป้าหมายหลัก ทั้งที่แท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของเขาคือใช้ภารกิจปราบโจรนี้ในการสะสมกำลังและทรัพย์สิน ส่วนการกวาดล้างโจรเป็นเพียงเป้าหมายรอง และยิ่งช้ายิ่งเป็นประโยชน์สำหรับเขา ดังนั้นพื้นที่ที่เมสเตอร์อีฟส์ชี้จึงสอดคล้องกับเป้าหมายนี้อย่างแท้จริง
เบิร์ต ซึ่งเริ่มมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาร่วมกับเมสเตอร์อีฟส์ก็ดูจะเข้าใจเช่นกัน “พื้นที่ที่ท่านชี้มา ล้วนอยู่ใกล้ถนนร้างทั้งสิ้น ท่านเมสเตอร์หมายถึงให้เราฟื้นเส้นทางการค้าก่อน แล้วค่อยจัดการเรื่องอื่นใช่หรือไม่?”
เมสเตอร์อีฟส์ไม่ตอบ แต่ถอยกลับไปยืนข้างไนมีเรียเงียบ ๆ
ลินด์ไม่มั่นใจว่าอีฟส์รู้ทันเจตนาที่แท้จริงของเขาหรือไม่ แต่เขาก็แน่ใจว่าแผนที่เสนอมาเข้ากับเป้าหมายของตนอย่างสมบูรณ์แบบ การควบคุมหมู่บ้านเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการยึดถนนสายร้าง เมื่อยึดได้แล้วเส้นทางการค้าก็จะตกอยู่ในมือเขาเช่นกัน และด้วยเส้นทางการค้า ลินด์ก็สามารถใช้ถนนของทัมเบิลตันและสิทธิยกเว้นภาษีของตนในการสะสมทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงจัดการกับเผ่าคนเถื่อนเพื่อเพิ่มกำลังคน ส่วนพวกโจรชะลอการกวาดล้างไปก่อนก็ไม่เสียหาย ตระกูลไทเรลล์ให้เวลาเขาถึงห้าปี ขอเพียงแสดงความคืบหน้าเป็นระยะก็พอ และไม่จำเป็นต้องรีบกำจัดให้หมดทันที เพราะนั่นไม่ให้ประโยชน์แก่เขาเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้นลินด์ก็สั่งให้ไนมีเรียเตรียมตัว พรุ่งนี้เขาและไนมีเรียจะนำทหารฝ่ายละร้อยคนไปยังหมู่บ้านเป้าหมายแห่งแรกเพื่อเริ่มปฏิบัติการ
. . .
คืนนั้นเองจอนซึ่งลินด์เคยส่งไปทำภารกิจก็กลับมาถึงทัมเบิลตัน และต่างจากตอนออกเดินทาง ครั้งนี้จอนเดินทางทางบก และดูมอมแมมอย่างเห็นได้ชัด ราวกับประสบปัญหาระหว่างทาง ทหารคุ้มกันของเขาก็มีบาดแผลเล็กน้อยกันถ้วนหน้า
ลินด์ไม่ได้เปิดจดหมายปิดผนึกจากลอร์ดไทเรลล์ในทันที แต่ขอให้จอนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางก่อน ซึ่งจอนเล่าว่าการเดินทางช่วงแรกเป็นไปด้วยดี พวกเขาล่องเรือลงไปยังบิทเทอร์บริดจ์ ขึ้นฝั่งแล้วได้ม้าเพื่อเดินทางต่อในตอนกลางคืน สองวันต่อมาก็ตามทันขบวนของลอร์ดไทเรลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากคาสเซิลนิวบาร์เรลกว่า 100 ไมล์ หลังจากรายงานถึงการมาถึงของลินด์ที่ทัมเบิลตัน ความร่วมมือกับไนมีเรีย การปราบกลุ่มโจรเกือบพันคน และเรื่องการแทรกแซงของลอร์ดไทวิน ลอร์ดไทเรลล์ก็ไม่ได้ตอบกลับทันที แต่ใช้เวลาทั้งคืนหารือกับขุนนางใหญ่ของไฮการ์เดน
เช้าวันรุ่งขึ้นเขาจึงมอบจดหมายปิดผนึกให้จอนนำกลับมา และการกลับมาของจอนไม่ได้ล่าช้าเพราะเหตุใดอื่น แต่เพราะโดนสกัดที่คาสเซิลบิทเทอร์บริดจ์ ซึ่งลอร์ดแคสเวลได้ปิดพื้นที่ไว้ระหว่างตามล่าฆาตกรที่สังหารบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา
หลังจากออกจากบิทเทอร์บริดจ์ จอนก็เดินทางขึ้นเหนือมาตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับยังทัมเบิลตัน แต่ไม่นานหลังจากออกเดินทาง พวกเขาก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มโจรหลายกลุ่มระหว่างทาง โชคดีที่หนีรอดมาได้โดยมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและไม่มีผู้เสียชีวิต
หลังจากเล่าประสบการณ์ทั้งหมดให้ลินด์ฟัง จอนก็แสดงความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเหล่าโจรที่พวกเขาเจอ
“เจ้าสงสัยว่าโจรพวกนั้นเป็นทหารของบิทเทอร์บริดจ์ที่ปลอมตัวมา?” ลินด์ถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้น?”
จอนอธิบายทันทีว่า “แม้ว่าพวกนั้นจะแต่งตัวและแสดงท่าทางเหมือนโจร แต่กิริยาบางอย่างของพวกเขาไม่เหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามานาน นอกจากนี้ หนึ่งในพวกเราจำได้ว่ามีคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเคยเป็นทหารรักษาการณ์ของคาสเซิลบิทเทอร์บริดจ์ขอรับ”
ลินด์ขมวดคิ้ว “แล้วลอร์ดแคสเวลจะส่งทหารปลอมตัวมาเป็นโจรเพื่อโจมตีพวกเราไปเพื่ออะไร? หรือเจ้าทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนอยู่ที่บิทเทอร์บริดจ์หรือ?”
จอนหันมามองลินด์ด้วยสีหน้าแปลกใจ “ท่านลอร์ด บางทีอาจไม่ใช่พวกเราที่ทำให้ลอร์ดแคสเวลไม่พอใจ . . . แต่เป็นท่านต่างหาก เราอาจแค่โดนลูกหลง”
“ข้า?” ลินด์อึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกย้อนไปยังช่วงเวลาที่อยู่ในบิทเทอร์บริดจ์ “เรื่องนั้นมันจบไปแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมตาแก่นั่นยังไม่เลิกแค้นอีก?”
“ข้าได้ยินมาว่าตอนท่านอยู่ที่นั่น ท่านเคยทำให้เซอร์ลอเรนต์ แคสเวลบาดเจ็บ เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับบุตรชายของช่างตีเหล็กคนหนึ่ง ลอร์ดแคสเวลก็ลงโทษท่านเรื่องนั้น แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่เกือบสังหารเซอร์ลอเรนต์ในเหตุการณ์ล่าสุดจะเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กคนเดียวกัน” จอนพยายามอธิบาย
ลินด์ชะงักไปทันที และรู้สึกราวกับโชคชะตากำลังกลั่นแกล้ง แม้เขาจะไม่กลัวลอร์ดแคสเวล และต่อให้ฝ่ายนั้นส่งคนปลอมตัวมาเป็นโจรมาก่อปัญหา เขาก็มั่นใจว่าสามารถจัดการได้ ปัญหาที่แท้จริงคือในอนาคต เพราะเมื่อเส้นทางการค้าน้ำสู่ทัมเบิลตันถูกเปิดอีกครั้ง เมืองบิทเทอร์บริดจ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของลอร์ดแคสเวลจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทุกลำเรือที่ล่องมาจากต้นน้ำแม่น้ำแมนเดอร์จะต้องผ่านบิทเทอร์บริดจ์ หากลอร์ดแคสเวลหาเหตุผลมาอ้างเพื่อสกัดกั้นการเดินเรือ นั่นจะเท่ากับทำลายเส้นทางการค้าทั้งหมด
เมื่อคิดถึงจุดนี้ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของลินด์ ความคิดที่กล้าหาญและอันตรายอย่างที่สุด นั่นคือ กำจัดลอร์ดแคสเวลและบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาเสีย หากเปลี่ยนผู้นำเมืองบิทเทอร์บริดจ์เสียใหม่ ผู้สืบทอดคนต่อไปก็จะไม่มีเหตุผลใดให้เป็นศัตรูกับลินด์ และอาจถึงขั้นรู้สึกขอบคุณเขาด้วยซ้ำ
‘ถ้าเขากล้าหาเรื่องข้าในอนาคต ข้าก็แค่ ‘ปิดปาก’ เขาเสียเลยก็สิ้นเรื่อง’ ลินด์คิดในใจอย่างแน่วแน่ แม้การลอบสังหารอาจนำมาซึ่งความยุ่งยาก แต่การเปิดเส้นทางการค้าสู่ทัมเบิลตันคือหัวใจของแผนทั้งหมด ซึ่งเขายอมไม่ได้แม้แต่ความล่าช้าหรืออุปสรรคเพียงนิดเดียว หากต้องใช้วิธีรุนแรงก็ยอมเพื่อความสำเร็จของแผนการ
อย่างไรก็ตามลินด์ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมาทางสีหน้า เพียงโบกมือให้จอนกลับไปพักในห้องที่เตรียมไว้ และหลังจากจอนออกไป ลินด์จึงเปิดจดหมายของลอร์ดไทเรลล์และอ่านข้อความภายใน
เมื่ออ่านจบรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา จดหมายนั้นแม้จะเต็มไปด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่ใจความสำคัญมีอยู่เพียงสองเรื่อง หนึ่ง ลอร์ดเมซสั่งให้ลินด์ช่วยไนมีเรียฟื้นฟูเส้นทางการค้าน้ำสู่ทัมเบิลตันให้เร็วที่สุด สอง เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องลอร์ดไทวิน หากกองทัพแห่งเวสเทอรแลนด์บุกเข้ามาในดินแดนของทัมเบิลตันก็ให้จัดการอย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องลังเลแม้แต่น้อย