เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 59

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 59

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 59


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 59 ขจัดภัยเงียบ

ในลานกว้างหน้าซากค่าย ลินด์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการประลองประจำวันกับไนมีเรียยื่นดาบอัศวินใหญ่ให้เบิร์ตกับรอลพร้อมสั่งว่า “หาผ้าใบพันให้ดี แล้วเก็บใส่ฝักไว้”

“ข้าอยากให้เจ้าตามข้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง” ไนมีเรียกล่าวพลางรับผ้าขนหนูจากเมสเตอร์ชรามาซับเหงื่อ และเหลือบมองลินด์ซึ่งยังดูไม่เหนื่อยแม้แต่น้อยด้วยแววอิจฉาฉายวาบในสายตา

คำพูดที่คุ้นหูนี้ทำให้ลินด์ชะงัก เพราะเขาเคยได้ยินถ้อยคำคล้ายกันจากหญิงคนหนึ่งในชีวิตก่อน และผลลัพธ์ในครั้งนั้นกลับจบลงด้วยความเจ็บปวดอย่างยากที่จะลืม

เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา ไนมีเรียก็อดถามไม่ได้ว่า “มีปัญหาอะไรหรือ ลอร์ดลินด์?”

ลินด์หลุดจากภวังค์แห่งอดีตแล้วหลุดถามกลับว่า “เจ้าจะไปเลิกกับคนรัก แล้วให้ข้าปลอมตัวเป็นแฟนใหม่หรือ?”

ไนมีเรียหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที และจ้องมองลินด์ด้วยแววตาราวกับเขาลบหลู่ศักดิ์ศรีนาง ก่อนที่นางจะยกขวานในมือขึ้นอย่างคุกคาม คล้ายจะฟาดเขาให้หายเพ้อเจ้อ

ลินด์รีบยกมืออธิบาย “ขอโทษด้วย ท่านหญิง คำพูดของเจ้ามันไปกระตุ้นความทรงจำไม่ดีของข้าเข้า”

ไนมีเรียมองเขาอย่างประหลาด แต่ก็ไม่ซักต่อ และกลับมาเข้าเรื่อง “ข้าเคยให้สัญญากับหัวหน้าคนหนึ่งในหุบเขา ข้าจะไปพบเขา”

ลินด์ขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ควรไปพบคนพวกนั้น”

“ข้าคิดทบทวนมานานแล้ว” ไนมีเรียตอบอย่างจริงจัง “ถ้าบัลลังก์เหล็กคิดจะกำจัดข้าจริง การที่พวกเขาประจำการอยู่ใกล้ทัมเบิลตันขนาดนี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้ว แม้จะไม่มีการติดต่อโดยตรงก็ตาม ดังนั้นแทนที่จะรอหายนะที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิด ข้าขอเลือกเป็นฝ่ายลงมือก่อนกำจัดภัยคุกคามนี้เสียเอง”

“กำจัด?” ลินด์นิ่งไปชั่วขณะก่อนถามต่อ “เจ้าหมายถึงฆ่าพวกเขาทิ้ง?”

ไนมีเรียเห็นว่าเขาเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “เปล่า ข้าแค่อยากให้พวกเขาออกไป”

“หากพวกเขาอยากไปจริงคงไปตั้งนานแล้ว แล้วเจ้าจะทำให้พวกเขาเชื่อได้อย่างไร?” ลินด์ถาม

ไนมีเรียกำขวานใหญ่แน่น “ง่ายมาก หน้าที่ของพวกเขาคือปกป้องข้า ข้าแค่ต้องแสดงให้เห็นว่า ข้าไม่ต้องการการคุ้มกันอีกต่อไป”

“ถ้าเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น ในฐานะสหายข้าจะไม่ขัด และข้ากับกลอรี่จะไปด้วยเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมอยู่รอบ ๆ” ลินด์พูดอย่างไตร่ตรอง

“ขอบคุณ” ไนมีเรียพยักหน้า

เมื่อราตรีมาเยือนไนมีเรียก็ออกจากค่าย ส่วนลินด์ก็สวมเสื้อคลุม และจูงม้าตามไป แต่เมื่อเห็นไนมีเรียเขาก็ต้องชะงัก เพราะปกตินางมักใส่เกราะหนังหรือเสื้อคลุมธรรมดา แต่คืนนี้นางสวมเกราะเหล็กเต็มชุดเคลือบสีเงินวาววับ พร้อมผ้าคลุมสีขาวพาดไหล่ ทำให้นางดูสง่างามราวนักรบในตำนาน ข้อบกพร่องเดียวคือม้าศึกของนางที่ดูตัวเล็กเกินไปไม่สมกับรูปลักษณ์อันทรงพลัง

“ลองขี่ม้าข้าดู” ลินด์ว่าพลางจูงม้าไปให้

ม้าของลินด์ถูกคัดมาโดยเฉพาะให้รับกับรูปร่างสูงใหญ่ของเขา แม้จะดูเล็กไปนิดเมื่ออยู่ใต้ร่างไนมีเรีย แต่นับว่าดีกว่าม้าผอมแห้งที่นางใช้ซึ่งดูพร้อมจะล้มทุกเมื่อ

ไนมีเรียไม่พูดพร่ำสลัดตัวลงจากม้าเก่าทันที แล้วควบม้าของลินด์ไป ลินด์จึงต้องกลับไปเอาม้าศึกตัวใหม่จากค่าย พร้อมกับพูดด้วยเสียงหัวเราะว่า “รูปร่างแบบเจ้า คงต้องขี่ม้าแห่งทุ่งหญ้าโดธรากีเท่านั้นถึงจะเหมาะ”

ไนมีเรียปรายตาใส่เขาอย่างรำคาญ จากนั้นก็กระตุ้นท้องม้าควบไปยังเนินเขาใกล้เคียง ส่วนลินด์ยังไม่ตามไปทันที เขารอจนนางไปไกลพอ แล้วจึงพากลอรี่ติดตามไปเงียบ ๆ ซึ่งเส้นทางนำเขาผ่านเนินเขา ทะเลสาบนิ่งเฉื่อย และป่ารกทึบ ก่อนจะออกสู่ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง พร้อมกับไนมีเรียที่ส่งสัญญาณให้ลินด์อยู่ห่าง แล้วควบม้าเข้าไปคนเดียว

ทันทีที่นางเข้าสู่ทุ่งหญ้านักรบห้าคนในชุดคลุมก็โผล่ออกจากป่ายืนประจันหน้าอย่างสงบนิ่ง ก่อนที่พวกเขาจะค้อมศีรษะให้ไนมีเรีย ซึ่งนางก็ไม่ปฏิเสธการแสดงความเคารพนั้น แล้วเริ่มพูดคุยกับพวกเขา

ลินด์รักษาระยะห่างไม่แอบฟัง และลงจากหลังม้าหยิบธนูและลูกศรจากอานม้า เดินสำรวจป่ารอบ ๆ โดยมีกลอรี่คอยเคียงข้าง ไม่นานนักเขาก็พบสิ่งผิดปกติ นักรบติดอาวุธราวยี่สิบกว่าคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างรีบร้อนในป่า แต่ละคนถืออาวุธครบมือ และในหมู่พวกเขาลินด์จำใบหน้าหนึ่งได้ หัวหน้ากลุ่มผู้ภักดีต่อราชวงศ์ทาร์แกเรียนที่เคยยอมจำนน ซึ่งเขาเคยเห็นผ่านสายตาของกลอรี่ตอนที่อยู่ในแคมป์กลางหุบเขา

เมื่อเห็นว่าพวกนี้อาจก่อภัยคุกคาม ลินด์ก็หยิบธนูขึ้นเตรียมจะลอบยิง แต่ก่อนที่เขาจะได้ง้างสาย กลอรี่กลับพุ่งเข้ามากดตัวเขาไว้แน่น พลางส่งอารมณ์แห่งการล่าเข้ามาในจิตสำนึกร่วมอย่างรุนแรง

“ให้เจ้าล่าก็แล้วกัน แต่อย่าทำเสียงดัง” ลินด์พยักหน้าให้กลอรี่ ในเมื่อเจ้าแมวเงาแสดงความมุ่งมั่นขนาดนี้ เขาก็ไม่คิดขัดขวาง

กลอรี่สั่นหัวด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็พุ่งหายวับเข้าไปในความมืดของพงไพรอย่างไร้เสียง ลินด์เองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาคอยติดตามกลุ่มนักรบเหล่านั้นเงียบ ๆ พร้อมจะลงมือทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่ผลลัพธ์กลับเกินคาด การล่าของกลอรี่ราวกับเงามัจจุราช มันเริ่มจากปลายแถวไล่เก็บเหยื่อทีละคนอย่างไร้เสียง จนเมื่อหัวหน้ากลุ่มรู้ตัว กลอรี่ก็โถมเข้าด้วยเขี้ยวคมราวดาบสังหารในพริบตา

ภายในไม่ถึงห้านาทีทั้งกลุ่มกว่ายี่สิบคนก็หายวับไปกับเงาไม้ โดยสิ่งที่ทำให้ลินด์ประหลาดใจมากกว่าเดิมคือการกลับมาของกลอรี่ มันโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างตัวเขาแบบที่แม้สัมผัสพิเศษของเขายังแทบไม่รู้ตัว และเขาคาดว่านั่นเป็นเพราะกลอรี่ ‘ต้องการ’ ให้เขารู้ว่ามันกลับมาแล้ว

ก่อนหน้านี้กลอรี่ไม่เคยพรางตัวได้ถึงเพียงนี้ และความสามารถใหม่นี้ก็เกินกว่าธรรมชาติของแมวเงา ลินด์สัมผัสได้ถึงพลังลี้ลับที่แผ่ออกจากร่างมันที่กลืนร่างกายเข้ากับเงามืด และดูดซับเสียงรอบข้างได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เขานึกถึงตอนที่กลอรี่ลงมือโจมตีก่อนหน้านี้ทันที แม้บางครั้งเหยื่อจะยังไม่ตายทันที แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลย แม้คนที่ยืนอยู่ใกล้ก็ไม่รู้ตัว

ด้วยเหตุนี้ลินด์จึงคาดว่าหลังจากที่กลอรี่ดูดกลืนพลังวิญญาณพยาบาทจากซากเมืองทัมเบิลตัน มันคงปลุกพลังใหม่ขึ้น เหมือนกับที่มันเปลี่ยนสีขนได้หลังดูดซับพลังจากซากบ่อน้ำมังกร แถมพลังใหม่นี้ถือเป็นอาวุธลับชั้นดีสำหรับลินด์ โดยเฉพาะในภารกิจลอบโจมตียามค่ำคืน แม้เขาจะคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชม เขาลูบหัวกลอรี่เป็นรางวัล ใช้ผ้าเช็ดเลือดที่มุมปากมัน แล้วออกลาดตระเวนต่อ

หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงลินด์ก็กลับมาถึงใกล้ทุ่งหญ้าอีกครั้ง และดูเหมือนว่าไนมีเรียจะเจรจากับกลุ่มองครักษ์ที่เจ้าชายลูวินส่งมาคุ้มกันนางก่อนตายได้สำเร็จ ห้าหัวหน้ากลุ่มนั้นต่างพยุงกันอย่างทุลักทุเล และหนึ่งในนั้นเลือดท่วมศีรษะ ราวกับจะล้มลงทุกเมื่อ

หลังพูดอะไรบางอย่างอีกไม่กี่คำ พวกเขาก็ค้อมศีรษะให้ไนมีเรียอีกครั้ง ก่อนจะช่วยกันเดินจากไป ส่วนไนมีเรียยังยืนอยู่กลางทุ่งเงียบ ๆ คล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์

ทันใดนั้นลินด์ก็เดินเข้าไปข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร รอจนนางเรียกสติกลับคืน จนกระทั่งผ่านพักใหญ่ไนมีเรียก็พูดขึ้นลอย ๆ ว่า “เกราะที่ข้าใส่นี้ ดัดแปลงมาจากชุดเกราะที่เขาเคยใช้สมัยอยู่ที่ดอร์น ข้าเกลียดตราประจำตระกูลดอร์นของมันมาตลอด เลยไม่เคยใส่มันมาก่อน”

“ถ้าเจ้าไม่ชอบตรา ข้าให้ช่างเปลี่ยนให้ก็ได้” ลินด์ตอบพลางมองนางอย่างครุ่นคิด “แต่แค่เปลี่ยนตรา มันเพียงพอแล้วหรือ? หรือที่จริงเจ้าไม่ได้เกลียดแค่ตรานั้น?”

ไนมีเรียขมวดคิ้ว แต่ไม่ตอบ และเดินเข้ามาใกล้ลินด์สูดกลิ่นรอบตัวเขาแล้วถามว่า “เจ้าไปสู้กับใครมา? ทำไมกลิ่นเลือดแรงขนาดนี้?”

“ไม่ใช่ข้า เป็นกลอรี่” ลินด์ตอบพร้อมลูบหัวมัน แล้วเล่าเหตุการณ์ในป่าทึบให้ฟัง

หลังฟังจบไนมีเรียก็ถามรูปร่างลักษณะของหัวหน้ากลุ่มนั้นเพิ่มเติม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงระแวง “คนที่เจ้าพูดถึง น่าจะเป็นเบอเรียน สตอร์ม ลูกนอกสมรสของลอร์ดอาร์มอนด์ คอนนิงตัน น้องชายของลอร์ดจอน คอนนิงตัน เขาเคยแอบอ้างว่าเป็นลอร์ดจอนเพื่อชักจูงพวกภักดีทาร์แกเรียน และเคยโจมตีขุนนางเวสเทอร์แลนด์หลายราย เขาถือว่าเป็นพวกจงรักภักดีทาร์แกเรียนตัวจริง เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้จำผิดคน?”

“เวสเทอร์แลนด์?” ลินด์ครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วหัวเราะเบา ๆ “ข้าว่าลอร์ดเบอเรียน สตอร์มนั่น คงเลือกโจมตีเฉพาะขุนนางเวสเทอร์แลนด์ที่ไม่ลงรอยกับลอร์ดไทวินสินะ?”

ไนมีเรียชะงักด้วยสีหน้าครุ่นคิดทันที ก่อนที่นางจะเริ่มเชื่อมโยงบางอย่างแล้วพึมพำว่า “ฆ่าคนที่ขัดขวางด้วยวิธีแบบนี้ . . . ลอร์ดไทวินไม่กลัวถูกเปิดโปงเลยหรือ?”

“ใครเล่าจะเปิดโปงเขา?” ลินด์ย้อนถาม “เมื่อครู่เจ้ายังสงสัยข้าอยู่เลย นอกจากนี้จะมีใครนึกหรือว่าพวกผู้ภักดีต่อทาร์แกเรียนตัวจริงจะทำงานให้ลอร์ดไทวิน? และต่อให้มีคนสงสัย แล้วใครจะเชื่อ? พวกเขามีหลักฐานอะไรไปสู้เขาหรือ?”

ไนมีเรียขึ้นม้าด้วยสีหน้าขมวดเป็นปม “สกปรกริง ๆ”

“สกปรกงั้นหรือ?” ลินด์เลิกคิ้วขึ้น “นี่ไม่ใช่ความสกปรก แต่มันคือศิลปะแห่งชนชั้นสูงที่แท้จริง การบรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้กำลัง มันจะมีอะไรไม่น่าภาคภูมิใจไปกว่านี้อีก? นี่แหละคือกลยุทธ์ที่เจ้าควรเรียนรู้ไว้”

“ลืมมันซะเถอะ ข้ารับอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก” ไนมีเรียส่ายหน้า พลางกระตุกสายบังเหียนม้าหันหลังมุ่งหน้ากลับค่าย และในระหว่างที่ลินด์ควบม้าตาม นางก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “พวกเขาจะออกจากที่นี่คืนนี้ แต่ไม่ได้บอกเส้นทางว่าจะไปทางไหน ข้าว่าพวกเขาไม่น่าจะเดินทางผ่านดินแดนของเดอะรีชไปยังดอร์น”

“ทำไมล่ะ?” ลินด์ถามอย่างฉงน

“ไม่รู้สิ มันเป็นแค่ลางสังหรณ์” ไนมีเรียตอบ

เมื่อทั้งสองกลับถึงค่ายซากปรักหักพังฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พร้อมกับทหารยามหน้าทางเข้าแสยะยิ้มอย่างรู้ทัน เมื่อเห็นทั้งสองควบม้าเคียงกันออกมาจากแนวป่า

ลินด์ไม่พูดอะไรอธิบาย เมื่อถึงทางเข้าค่ายเขาก็เสนอให้ไนมีเรียเก็บม้าศึกของเขาไว้ใช้ก่อน ซึ่งนางก็รับไว้ แต่ก็กล่าวว่าหากพบม้าดี ๆ เมื่อใด นางจะหามาให้ลินด์เป็นการตอบแทน

หลังจากกลับถึงค่าย ลินด์ที่ยังไม่ทันได้พัก มิทท์ก็เข้ามารายงานข่าวเร่งด่วนอย่างกะทันว่าหน่วยลาดตระเวนที่คอยจับตากลุ่มในหุบเขาเพิ่งส่งสัญญาณมาว่าพวกนั้นเก็บข้าวของเสร็จแล้ว และเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากที่พัก

เมื่อลินด์บอกว่าเขาทราบเรื่องแล้ว มิทท์จึงเสริมต่อว่า “ท่านลอร์ด กลุ่มนั้นทิ้งของบางอย่างไว้ด้วย”

“อะไร?” ลินด์ถาม

“อาวุธบางส่วน อุปกรณ์ แล้วก็เงิน” มิทท์ตอบ

ลินด์คิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “เก็บทุกอย่างไปให้ไนมีเรีย แล้วถามนางว่าอยากจัดการกับมันอย่างไร”

มิทท์พยักหน้าแล้วถอยออกไป ก่อนจะรีบสั่งคนไปยังหุบเขาเพื่อเก็บของ ไม่นานหลังจากนั้นรอลก็เข้ามาหาลินด์

“มีอะไร?” ลินด์ถามพลางขมวดคิ้ว “งานสร้างค่ายมีปัญหา?”

“เปล่าขอรับ” รอลส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างลังเล “มันเป็นเรื่องที่ท่านอาจไม่ทันสังเกต . . . แต่ข้ารู้สึกว่าควรแจ้งให้ทราบ เพราะอาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพวกเรา”

“เรื่องอะไรที่สำคัญขนาดนั้น?” ลินด์ถามอย่างไม่ไว้ใจ

รอลอึกอักอีกครั้ง และพูดอ้อมๆ ว่า “ในค่ายทหารตอนนี้มีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด ส่วนผู้หญิงก็มีแค่ไม่กี่คนที่ทำหน้าที่ทำอาหาร แล้วพวกผู้ชาย . . . ก็ทั้งมีกำลังเหลือเฟือ แถมยังพอมีเงินติดตัวบ้างแล้ว . . .”

ลินด์นิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร และหัวเราะออกมาเสียงดัง “อย่าบอกนะว่าเจ้าจะให้ข้าไปหาหญิงบริการ? ต่อให้ข้าอยากทำจริงจะไปหาได้ที่ไหน? แล้วใครจะกล้ามาเสี่ยงเจอพวกโจรกลางดินแดนกันดารแบบนี้?”

“ไม่ต้องหาไกลเลยขอรับ ที่นี่ก็มีอยู่แล้ว” รอลพูดเบา ๆ “แต่ข้าอยากให้ท่านลอร์ดลองคุยกับท่านหญิงดูว่าพอจะขอความร่วมมือจากผู้หญิงในทัมเบิลตันได้บ้างไหม . . .”

“เจ้าบ้าไปแล้ว!” ลินด์ตาเบิกกว้าง มองรอลราวกับเขาเพ้อ “จะให้ข้าไปพูดเรื่องนี้กับไนมีเรียน่ะหรือ? ข้าไม่รู้หรอกว่านางจะสับข้าเป็นชิ้นหรือเปล่า แต่ถ้านางรู้ว่านี่เป็นความคิดของเจ้า เจ้าตายแน่ แล้วข้าจะไม่ช่วยเจ้าด้วย”

รอลหดคอด้วยความอับอาย และพึมพำเบา ๆ ว่า “จริง ๆ ไม่ต้องถึงขั้นพูดอะไรหรอกขอรับ บางคนก็เริ่มลงมือไปแล้ว . . .”

สีหน้าของลินด์พลันจริงจัง “ทั้งสองฝ่ายเต็มใจ?”

“ครับ เต็มใจทั้งสองฝ่าย” รอลรีบยืนยัน

ลินด์นิ่งคิดครู่หนึ่ง “งั้นเจ้าจงบอกคนในค่ายแทนข้า ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่จะทำอะไรก็เรื่องของพวกเจ้า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นความสมัครใจ ห้ามบังคับ ข่มขู่ หรือกดดันใด ๆ และจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้หญิงตามสมควร และถ้ามีเรื่องวุ่นวาย ข้าจะไม่ปรานีเด็ดขาด”

“ขอรับ ท่านลอร์ด” รอลเหงื่อท่วมหน้า รีบโค้งตัวแล้วผละออกจากห้องไปทันที

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 59

คัดลอกลิงก์แล้ว