เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 56

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 56

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 56


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 56 ทางออกที่เรียบง่าย

“เจ้าคือเบิร์ต ฟอลเวลล์หรือ?” ลินด์เอ่ยถาม พลางจ้องมองอัศวินร่างเตี้ยล่ำตรงหน้า

“ใช่แล้วขอรับ ท่านลอร์ด” เบิร์ตตอบพร้อมโค้งศีรษะอย่างสุภาพ

ลินด์นั่งลงบนก้อนหินใหญ่ แล้วผายมือเชิญให้เบิร์ตนั่งลงบนก้อนหินอีกก้อนใกล้กัน “บอกข้ามา กองทัพของเจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”

เบิร์ตเหลือบมองจอน ซึ่งพยักหน้าให้กำลังใจ ก่อนที่เขาจะนั่งลงอย่างระมัดระวังตรงข้ามลินด์แล้วตอบว่า “ภารกิจของเราคือสะกดรอยพวกโจรจากพี่น้องแมงป่อง แล้วรอโอกาส”

“โอกาสอะไร?” ลินด์ถามต่อทันที

“ข้าก็ไม่แน่ใจนัก มีแค่เซอร์ทอร์เรน เลฟฟอร์ดเท่านั้นที่รู้ แต่เขา . . .” เบิร์ตหันไปมองร่างไร้ชีวิตของอัศวินชราด้วยสายตาหม่นเศร้า “เขาไม่มีโอกาสพูดอะไรอีกแล้ว”

“นี่เป็นกองทัพเดียวที่เวสเทอร์แลนด์ส่งมาหรือ?” ลินด์ถามต่อ

“ตอนนี้เราคือกลุ่มเดียวที่ถูกส่งมา” เบิร์ตตอบ

“หมายความว่ายังมีกองทัพจากเวสเทอร์แลนด์จะตามมาอีกใช่หรือไม่?” จอนแทรกขึ้นด้วยความสงสัยที่เก็บไม่อยู่

เบิร์ตพยักหน้า “ตอนที่ข้าออกมา ข้าเห็นกองทัพหลายกลุ่มเริ่มรวมตัวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าจะส่งมาที่นี่หรือเปล่า”

“แล้วมีจำนวนมากแค่ไหน?” จอนถามอีก

“ตอนข้าออกมา กองกำลังที่รวมตัวยังมีขนาดพอ ๆ กับพวกเรา แต่ยังอยู่ระหว่างรวมพล คิดว่าตอนเสร็จสมบูรณ์น่าจะใหญ่กว่านี้พอสมควร” เบิร์ตอธิบาย

ลินด์ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าหนักใจ เพราะข่าวนี้น่ากังวลยิ่งนัก และถ้าหากลอร์ดไทวินยังส่งกำลังมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันคงไม่ใช่แค่การลาดตระเวนธรรมดาอีกต่อไป แต่หมายถึงการยึดทัมเบิลตันอย่างจริงจัง

แม้ลินด์มั่นใจว่าสามารถรับมือกับพวกโจรและทหารกลุ่มเล็กจากไทวินได้ แต่หากเป็นการระดมพลของเหล่าขุนนางจากเวสเทอร์แลนด์อย่างเต็มกำลัง เขาก็คงต้องล่าถอย ทว่าเรื่องนั้นดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะทัมเบิลตันอยู่ในดินแดนของเดอะรีช การรุกรานโดยตรงเช่นนี้จะจุดชนวนสงครามเปิดระหว่างสองฝ่าย ซึ่งบัลลังก์เหล็กย่อมไม่ยินยอมแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ลินด์จึงเริ่มสงสัยว่าการรวมพลของไทวินอาจมีจุดประสงค์อื่น แต่เมื่อยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ เขาก็ไม่อาจตัดสินใจอะไรได้แน่ชัด ทำให้ตอนนี้ความคิดเรื่องการสร้างเครือข่ายสายลับเริ่มผุดขึ้นในใจ แต่เขาก็รู้ว่านั่นเป็นแผนระยะยาว

“มีสายลับจากเวสเทอร์แลนด์แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพี่น้องแมงป่องกี่คน?” ลินด์ถาม

“ข้าไม่รู้” เบิร์ตยอมรับ “มีแต่เซอร์ทอร์เรนที่รู้”

ลินด์จ้องเขาแน่นิ่ง “ทำไมเจ้าถึงมาเข้าร่วมกองทัพนี้? ข้าพูดตามตรง ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะเหมาะกับการสู้รบเลย”

เบิร์ตยักไหล้อย่างจนใจ “ตระกูลฟอลเวลล์ต้องส่งใครสักคน ข้าก็เป็นคนโชคร้ายที่ถูกเลือก ถ้าข้าไม่ได้มาที่นี่ ป่านนี้ก็คงอยู่ที่ซิทาเดลในโอลด์ทาวน์แล้ว”

“เจ้าตั้งใจจะไปเรียนที่ซิทาเดลหรือ?” ลินด์ถามต่อ

“ใช่ขอรับ” เบิร์ตตอบตรง ๆ “ข้าชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ความฝันของข้าคือเป็นเมสเตอร์”

ทันใดนั้นในหัวของลินด์ก็ผุดภาพของคนคุ้นเคยคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ซึ่งพวกเขาทั้งสองมีรูปร่างและนิสัยคล้ายกันอย่างน่าประหลาด และต่างก็มีใจรักในวิชาความรู้

“เมื่อเรื่องนี้จบ ข้าจะให้เจ้าไปเรียนที่ซิทาเดล” ลินด์กล่าวหนักแน่น “แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น เจ้าต้องอยู่กับข้า และ เบิร์ต ฟอลเวลล์ จะถือว่าตายไปแล้ว เข้าใจไหม?”

เมื่อรู้ว่าตนรอดชีวิต เบิร์ตก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจและเอ่ยคำขอบคุณลินด์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จอนเองก็ยินดีที่ญาติของเขารอดชีวิต และเดินเข้ามาตบบ่าเบิร์ตอย่างให้กำลังใจ

“แต่ข้าไม่เลี้ยงคนเปล่าประโยชน์ เพราะงั้นก่อนที่เจ้าจะจากไป เจ้าจะต้องทำงานกับจอนในฐานะเสมียนของข้า” ลินด์กล่าวต่อ

เบิร์ตนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ก็รีบตอบว่า “รับทราบขอรับ”

“อีกอย่าง . . .” ลินด์เสริม “ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่รู้ว่าเราเป็นใคร จอน พาเขาลงไปข้างล่าง แล้วอธิบายให้เขาฟังว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”

“รับทราบขอรับ” จอนตอบ ก่อนจะพาเบิร์ตเดินออกไปเพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมด

ตั้งแต่เห็นจอนครั้งแรก เบิร์ตก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายเกี่ยวข้องกับตระกูลไทเรลล์ แต่เขายังไม่รู้ว่าลินด์คือใคร จนกระทั่งจอนแนะนำชื่อ ลินด์ ทาร์รัน เบิร์ตก็ยังงุนงง เพราะเขาไม่เคยได้ยินนามสกุลนี้ในหมู่ขุนนางเลย

ซึ่งความสับสนนี้ของเบิร์ตเกิดจากการที่เขาตัดขาดจากโลกภายนอกมาหลายเดือน และอยู่แต่กับกองทัพตลอดเวลาจึงไม่รู้ข่าวสารใหม่ ๆ ทำให้เขาไม่รู้เลยว่าลินด์ได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักรแล้ว จนกระทั่งจอนเล่าถึงวีรกรรมของลินด์อย่างละเอียด เบิร์ตจึงเริ่มเข้าใจว่าลินด์ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ แต่เป็นคนธรรมดาผู้สร้างตัวเองขึ้นมา ซึ่งความก้าวหน้าอันเหลือเชื่อนี้ทำให้เบิร์ตอดทึ่งไม่ได้

ใช่! สิ่งที่ทำให้เบิร์ตประหลาดใจไม่ใช่ความแข็งแกร่งของลินด์ แต่เป็นโชค เขาเป็นนักอ่านประวัติศาสตร์และชีวประวัติอย่างมุ่งมั่น แต่ไม่เคยเจอเรื่องใดที่คนธรรมดาจากครอบครัวพรานป่าจะกลายเป็นอัศวินในเวลาไม่กี่เดือน แถมยังได้บังคับบัญชาทหาร และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คืออำนาจที่ลินด์ได้รับ ไทเรลล์ไม่เพียงแต่ไว้วางใจเขาอย่างสูง ยังเปิดโอกาสให้เขารับสมัครทหาร และขยายกำลังได้อย่างอิสระ ซึ่งแม้แต่นักรบชั้นสูงแห่งไฮการ์เดนก็ยังไม่มีโอกาสเช่นนี้

ด้วยเหตุนี้เบิร์ตจึงรู้สึกสนใจลินด์ขึ้นมาในทันที และไม่เสียใจเลยที่ต้องเลื่อนการไปซิทาเดลออกไป เพราะการได้เห็นการเติบโตของบุรุษผู้พิเศษเช่นนี้ด้วยตาตนเอง นับว่าน่าตื่นเต้นไม่แพ้ตำราของซิทาเดล

ในขณะเดียวกันสนามรบก็ถูกเก็บกวาดอย่างรวดเร็ว เสื้อเกราะ หนัง อาวุธ และอุปกรณ์ทุกชิ้นถูกริบไป เหลือไว้เพียงศพเปลือยเปล่า ทำให้เบิร์ตที่เห็นแล้วอดเอ่ยไม่ได้ว่า “ท่านลอร์ด นี่มันไม่ดูไร้ศักดิ์ศรีเกินไปหน่อยหรือ? อย่างน้อยก็ควรปล่อยให้พวกเขาใส่อะไรติดตัวบ้าง”

“ตอนนี้ข้าจน และไม่มีของใช้ชิ้นใดที่ควรปล่อยให้เสียเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น . . .” ลินด์ตอบอย่างใจเย็น และหันไปมองเบิร์ต “มนุษย์ย่อมมีวันตาย เมื่อเกิดมาก็เปลือยเปล่า ก็ควรจากไปในสภาพเดียวกัน”

พูดจบลินด์ก็สั่งให้ไบรน์นำชุดลาดตระเวนม้าออกไป พร้อมขนเสบียงและของที่ริบมาได้กลับไปยังป้อมทัมเบิลตัน ส่วนตนจะเดินหน้าตามล่ากลุ่มพันธมิตรโจรต่อ

“ท่านลอร์ด กำลังพลของเรามีน้อยเกินไปหรือไม่? อีกฝ่ายมีหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคนเชียวนะขอรับ” ไบรน์กล่าวด้วยความกังวล

“พอแล้ว พวกมันก็แค่โจร แถมขวัญก็เสียไปหมดแล้ว หน่วยองครักษ์ของเรายังมีกำลังพอ” ลินด์ตอบอย่างมั่นใจ จากนั้นก็หันไปหาจอนกับเบิร์ต “เจ้าสองคนอยู่กับไบรน์ขนของที่ริบมาไม่ต้องร่วมรบในศึกถัดไป”

“รับทราบขอรับ” ทั้งสองตอบพร้อมกัน

“ไปกันเถอะ” ลินด์ออกคำสั่งพลางมองไปยังหน่วยองครักษ์ที่พร้อมเคลื่อนทัพ

เมื่อสิ้นคำสั่งกองลาดตระเวนซึ่งเพิ่งได้พักก็ออกเดินทางตามรอยกลุ่มพันธมิตรโจรที่มุ่งหน้าไปยังทัมเบิลตันทันที พวกเขาเคลื่อนทัพอย่างรวดเร็ว และในทางทฤษฎีก็ควรตามทันกลุ่มโจรภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ดูเหมือนลินด์จะไม่ลงรอยกับผืนแผ่นดินนี้ นับตั้งแต่เหยียบเข้ามาฝนก็ตกไม่หยุด และตอนนี้แม้แต่เส้นทางก็ยังถูกน้ำป่าไหลหลาก ทำให้พวกเขาต้องอ้อมทางเสียเวลาไปหลายชั่วโมง และกว่าจะตามทันโจรได้ก็เป็นช่วงเย็นแล้ว

พวกเขาอยู่ห่างจากทัมเบิลตันไม่ถึงสิบห้าไมล์ โดยมีเนินเขาสองลูกคั่นกลาง ทำให้พวกโจรไม่บุกในคืนนี้ แต่ตั้งค่ายพักเพื่อเก็บแรง กินอาหารมื้อสุดท้าย และเตรียมสู้ในวันพรุ่งนี้

นอกจากนี้ผู้นำกลุ่มโจรก็พอมีทักษะอยู่บ้าง ก่อนตั้งค่ายพวกเขาส่งยามขึ้นไปประจำตามเนินโดยรอบเพื่อระวังการซุ่มโจมตี แต่พวกยามไม่ขยันอย่างที่เจ้านายสั่ง หลังจากเดินทัพและอดอาหารมาหลายวัน พวกเขาก็เหนื่อยล้าอย่างหนัก และเฝ้ายามแค่ครู่ก็ไปหาที่งีบรอให้มีคนเอาอาหารมาให้ และการพักนั้นก็กลายเป็นการพักครั้งสุดท้ายของพวกเขา

หลังสังหารยามลินด์ก็ยืนบนเนินมองลงไปยังค่ายโจร แม้ฟ้าจะเริ่มมืด แต่เขาก็เห็นชัดเจนว่าศัตรูต่างเกลื่อนกลาดบนลาน พวกมันปลดอาวุธลงหมด และดูผ่อนคลายไร้การเตรียมตัว เหมือนกับกลุ่มก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ซึ่งโอกาสแบบนี้ลินด์จะปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงนำทหารม้าบุกลงจากเนินใช้กลยุทธ์เดิมไม่ต่างจากครั้งก่อน และอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาภาพเดิมก็ฉายซ้ำ ศัตรูที่ไม่พร้อม ตำแหน่งตั้งค่ายที่เป็นเหมือนแอ่ง และการสังหารหมู่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ครั้งนี้ลินด์ไม่สังหารหมด ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เป็นกลยุทธ์ ลินด์ต้องการให้มีผู้รอดเพื่อให้พวกมันไปกระจายข่าวถึงการมาถึงของเขา และปลูกฝังความหวาดกลัวในใจโจรและพวกคนเถื่อนรอบทัมเบิลตันเพื่อให้พวกมันเกรงกลัวต่อเขา

“ชัยชนะช่างงดงาม! ข้าอยู่ใต้ธงไทเรลล์มาเกือบสิบปี ไม่เคยเห็นการรบไหนที่สะอาดและเด็ดขาดเท่านี้เลย” รอลเอ่ยพลางหอบหายใจ และเช็ดเลือดออกจากใบหน้าขณะมองสนามรบด้วยแววตาชื่นชม

“นั่นก็เพราะเจ้าผ่านศึกมาน้อยเกินไป” ลินด์ตอบด้วยน้ำเสียงปราศจากความยินดีใด ๆ “พวกนี้ก็แค่เศษซากที่พ่ายแพ้ของกองทัพลอร์ดไทวิน กลุ่มคนที่ถูกรวบรวมมาอย่างลวก ๆ ก่อนจะจับอาวุธขึ้น พวกเขาก็เป็นแค่ชาวนาและชาวบ้านธรรมดา แม้จะมีจำนวนมาก แต่พวกเขาไม่พร้อมรบเลยด้วยซ้ำ จะว่าไปพวกเขายังอ่อนแอกว่ากองก่อนหน้าที่เราสู้ด้วยเสียอีก อย่างมากก็เป็นภัยกับหมู่บ้านเล็ก ๆ เท่านั้น”

พูดจบลินด์ก็ไม่เห็นว่าควรเสียเวลากับเรื่องนี้อีก จึงเปลี่ยนไปถามอีกเรื่องแทน “เราสูญเสียคนไปกี่คน?”

“ตาย 2 บาดเจ็บ 11 คนขอรับ” รอลรายงาน

ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “ตายสอง? เกิดขึ้นได้ยังไง?”

รอลลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างกระอักกระอ่วน “เกิดขึ้นเพราะความเลินเล่อขอรับ พวกเขานั่งหลังม้าไม่ดี พอตกจากอานก็ถูกเท้าม้าของกลุ่มที่ตามหลังเหยียบจนตาย”

ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เพิ่มความเข้มงวดในการฝึกฝน ข้าไม่อยากเห็นใครต้องตายเพราะตกจากม้าตัวเองแล้วโดนเหยียบอีกแล้ว”

“รับทราบขอรับ” รอลตอบพร้อมก้มศีรษะ

ตอนนี้พวกโจรกำลังถึงทางตัน ยกเว้นกลุ่มพี่น้องแมงป่องที่มีของมีค่าบ้าง ส่วนที่เหลือแทบไม่มีอะไรนอกจากอาวุธ ซึ่งส่วนมากก็ยังต้องนำไปหลอมใหม่ก่อนใช้ได้อีกครั้ง

นอกจากนี้แม้ลินด์จะดูมั่นใจและควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่เขากลับไม่แน่ใจเลยว่าศึกหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขานำกองทัพลงสู่สนามรบ ไม่ใช่แค่ในชาตินี้ แต่รวมถึงทุกชาติที่เขาเคยผ่านมา

อย่างไรก็ตามตอนนี้หัวใจของเขาก็เริ่มสงบลงเล็กน้อย เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ดีกว่าที่คาดไว้มาก กลยุทธ์ยิงธนูบนหลังม้าที่เขาทดลองใช้ได้ผลดีเยี่ยม แม้จะพบข้อบกพร่องอยู่บ้าง เช่น ธนูสั้นทะลุโล่ไม่ได้ หรืออานม้าที่ใช้ทำให้ปล่อยมือทั้งสองข้างไม่ได้ระหว่างต่อสู้

แม้จะเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยความช่วยเหลือจากช่างฝีมือ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือเรื่องจำนวนทหาร เพราะกลยุทธ์ยิงธนูต้องใช้กำลังพลจำนวนมากถึงจะมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันเขามีเพียงร้อยกว่าคน และมันก็ไม่เพียงพอจะควบคุมสนามรบด้วยการยิงธนู หรือก่อให้เกิดอัตราการสังหารที่น่าพอใจได้ เพราะถ้าหากอยากไปถึงจุดนั้นเขาต้องขยายกำลังให้ถึงราว 500 นาย

แต่การหาทหารที่เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้พวกชนเผ่าคนเถื่อน ชาวเขา และโจรที่ตั้งรกรากในพื้นที่จะสามารถปราบและเกณฑ์ได้ในอนาคต แต่นั่นคือแผนระยะยาว ส่วนตอนนี้เขาต้องการกำลังเสริมในทันที

‘บางทีพวกชาวบ้านในหุบเขานั่นอาจจะ . . .’ ลินด์ครุ่นคิด พลางนึกถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในหุบเขานอกทัมเบิลตัน พวกเขาอาจเป็นแหล่งกำลังพลที่นำมาใช้ได้อย่างเร็ว แต่ปัญหาคือตัวตนของพวกเขาเป็นอุปสรรคใหญ่ และตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่คลี่คลาย ทั้งไนมีเรียและลินด์ในฐานะตัวแทนของตระกูลไทเรลล์ก็ไม่อาจเข้าใกล้คนเหล่านั้นได้

ในขณะลินด์กำลังเก็บกวาดสนามรบ กองลาดตระเวนชุดแรกที่ไบรน์นำก็มาถึงทัมเบิลตัน พวกเขาผ่านตัวเมืองพร้อมขนของที่ริบได้กลับไปยังซากปรักของปราสาทเก่า ที่นั่นอาวุธและเกราะแต่ละชิ้นถูกลำเลียงเข้าไปเก็บในโกดังชั่วคราวที่ดัดแปลงมาจากเศษซากปราสาท

“พวกเขาชนะแล้วหรือ?” เมสเตอร์ชราถามอย่างประหลาดใจ ขณะยืนมองจากเชิงเขา และเห็นขบวนเกวียนขนสินสงครามมาอย่างเป็นระเบียบ

“มีอะไรผิดปกติหรือ?” ไนมีเรียถามด้วยน้ำเสียงเฉียบคม พร้อมกับดวงตาอันเฉียบแหลมของนางที่สังเกตเห็นว่าเกราะส่วนใหญ่ที่ได้มานั้นเป็นชุดมาตรฐานสมบูรณ์ดี อาวุธก็คุณภาพดีเกินกว่าที่โจรธรรมดาจะมี

“บางทีเราควรถามพวกเขาดู . . .” เมสเตอร์ชรากำลังเอ่ย แต่ไม่ทันจบประโยค เสียงฝีเท้าม้าก็เร่งมาจากไหล่เขามุ่งหน้าสู่ทัมเบิลตันด้วยความเร็ว ทำให้เมสเตอร์หันไปมองและตะโกนบอกไนมีเรียว่า “ท่านหญิง เป็นวิค!”

เมื่อได้ยินดังนั้นไนมีเรียก็รีบวิ่งลงเนินเขาไปยังทางเข้าเมืองทันที

นักขี่ม้าควบเข้าใกล้ พลางหอบหายใจแรง และเมื่อเห็นไนมีเรีย เขาก็รีบรายงานทันทีว่า “ท่านหญิง ทุกอย่างจบลงแล้ว พวกโจรถูกกวาดล้างหมดสิ้น!”

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 56

คัดลอกลิงก์แล้ว