- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 55
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 55
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 55
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 55 กวาดล้างหน่วยลับ
ด้วยความเร็วของกองทัพม้าของลินด์ พวกเขาพบกับกองกำลังพันธมิตรโจรที่กลุ่มพี่น้องแมงป่องระดมมาได้เพียงสามชั่วโมงหลังออกจากทัมเบิลตัน อย่างไรก็ตามลินด์ไม่ได้เข้าปะทะกับกลุ่มโจรโดยตรง เขาสังเกตการณ์จากเนินเขาไกล ๆ พิจารณาอาวุธยุทโธปกรณ์และจำนวนกำลังพล ก่อนจะเบี่ยงเส้นทางหลบเลี่ยงกลุ่มโจรกว่าไม่กี่ร้อยคน แล้วหันไปมุ่งเป้ากลุ่มทหารติดอาวุธหนักที่อยู่ด้านหลัง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หน่วยลาดตระเวนก็รายงานว่ามีกลุ่มทหารติดอาวุธจำนวน 300 นายอยู่ห่างจากลินด์เพียงหุบเขาหนึ่ง ลินด์จึงหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้านำกำลังตีวงอ้อมไกลเพื่อโจมตีด้านหลังของศัตรู
แม้ผู้บัญชาการฝ่ายตรงข้ามจะมีประสบการณ์ แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่แนวหน้าโดยสิ้นเชิง เขาละเลยความปลอดภัยของแนวหลัง ไม่ส่งหน่วยลาดตระเวน ไม่ตรวจสอบขบวนลำเลียงเสบียงที่ตามมา และเพื่อรักษาความเร็วในการเคลื่อนพลผ่านภูเขา เขาเลือกเพิกเฉยต่อความลำบากของขบวนเสบียง ปล่อยให้พวกนั้นล้าหลังโดยไม่มีการคุ้มกันนอกจากทหารไม่กี่สิบคน
ดังนั้นการโจมตีสายฟ้าแลบของลินด์จึงบดขยี้หน่วยลำเลียงเสบียงในพริบตาก่อนที่พวกนั้นจะทันตั้งตัว หน่วยลาดตระเวนม้าก็ยิงธนูได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่ลินด์ที่ยังคงอยู่บนหลังม้าจะมอบหมายให้รอลกับไบรน์นำการบุกเสริม ซึ่งพวกเขาทั้งสองนำทัพลาดตระเวนโจมตีวนรอบอย่างแม่นยำ โดยใช้กลยุทธ์ล้อมแล้วยิง ทำให้แม้บางคนจะยังไม่ชำนาญในการยิงขณะขี่ม้า แต่ฝนธนูที่หนาแน่นก็สร้างความเสียหายรุนแรงแก่ศัตรู
หลังการปะทะเพียงไม่นานสนามรบก็ถูกเก็บกวาด ธนูที่ใช้แล้วก็ถูกเก็บคืน ก่อนที่กองทหารของลินด์จะขนเสบียงที่ยึดได้ไปซ่อนในป่ารอบ ๆ โดยพรางไว้ด้วยใบไม้เพื่อกลับมาเก็บในภายหลัง ซึ่งทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของลินด์อย่างเด็ดขาดไม่มีใครลักขโมยทรัพย์สิน และทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดก็ถูกรวบรวมและบันทึกอย่างรัดกุมโดยจอนเพื่อนำไปรวมในแต้มรบ
หลังพักเพียงไม่นานลินด์กับหน่วยลาดตระเวนก็ไล่ตามไปจนทันกองทัพลับของขุนนางคนหนึ่ง แต่เขาไม่โจมตีทันที กลับเฝ้าติดตามห่าง ๆ โดยที่แนวหน้าของศัตรูไม่รู้ตัวเลยว่าอันตรายอยู่เบื้องหลัง
เมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่ราบของกองทัพศัตรูที่กำลังหยุดพักผ่อน พวกเขาก็เห็นผู้บัญชาการส่งผู้ส่งสารไปรับขบวนเสบียงที่ยังล่าช้า แต่ทันทีที่ผู้ส่งสารข้ามพุ่มไม้ไป ลูกธนูสามดอกก็พุ่งออกจากที่ซ่อนทะลุลำคอเขาในพริบตา ทำให้ร่างของเขาพับลงบนหลังม้าสิ้นใจทันที
อย่างไรก็ตามลินด์ก็ยังไม่ตัดสินใจลงมือ และรอจนแน่ใจว่าศัตรูคลายความระวัง เพราะเขาเชื่อว่าเหล่าทหารจะต้องอ่อนล้าจากการเดินทัพต่อเนื่องแน่นอน และเมื่อไม่มีสิ่งกีดขวางตามทางก็ยิ่งทำให้พวกเขาประมาท ทำให้ไม่นานระหว่างการพักทหารส่วนใหญ่ก็ทรุดตัวลงนั่งและเผลอหลับในไม่กี่อึดใจ และแม้ผู้บัญชาการจะส่งทหารขึ้นไปสอดแนมบนที่สูงใกล้เคียง แต่ลินด์ก็คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ทำให้หน่วยของเขาล่วงหน้าไปถึงก่อน และซุ่มโจมตีสอดแนมพวกนั้นและปลอมตัวเป็นพวกเดียวกัน แล้วรายงานสถานการณ์กองทัพศัตรูจากเบื้องบนอย่างต่อเนื่อง
“จำที่ข้าบอกไว้หรือไม่?” ลินด์เอ่ยเตือนรอลกับไบรน์เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
“ล้อมแล้วยิง ห้ามเผชิญหน้าตรง ๆ!” รอลกับไบรน์ตอบพร้อมกัน
ลินด์พยักหน้าพอใจ ก่อนหันไปหาจอน “เจ้าจะออกรบกับข้าจริงหรือ? อยู่กับรอลน่าจะปลอดภัยกว่า”
จอนจัดหมวกเหล็กให้กระชับจนแสงอาทิตย์ส่องสะท้อนเล็กน้อย และชักดาบยาวออกจากเอวอย่างมั่นใจ “ท่านลอร์ด ข้าเป็นนายทหารของท่าน ต้องอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ไม่ต้องห่วง ข้าเคยร่วมศึกกับลอร์ดโรเจอร์มาแล้วหลายครั้ง เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาสำหรับข้าแน่นอน”
เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของจอน ลินด์ก็ไม่พูดอะไรอีก และสวมหมวกเหล็กให้แน่นแล้วออกคำสั่งกับอัศวินม้าชั้นยอดสิบคนที่คัดเลือกมาอย่างดี “ไปกันเถอะ”
ลินด์นำทัพอัศวินสิบคน ซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือในการรบบนหลังม้าวิ่งลัดเลาะไปตามทางบนเขา ในขณะที่รอลกับไบรน์แบ่งหน่วยยิงธนูม้าที่เหลือออกเป็นสองกลุ่มตีวงล้อมตามประกบ
เสียงฝีเท้าม้าของพวกเขานั้นเบามากเพราะมีจำนวนน้อย ทำให้พวกเขาเคลื่อนตัวอย่างลับ ๆ ได้ และเมื่อลินด์และพรรคพวกผ่านป่าทึบที่เชิงเนิน พวกเขาเขาก็เข้าใกล้กองทัพที่กำลังพักผ่อน และเห็นทหารที่อ่อนล้าและประมาท โดยที่ไม่มีใครสังเกตถึงภัยใกล้ตัว แม้แต่นายทหารยามที่เห็นเงาคนขี่มาก็คิดว่าเป็นหน่วยเสบียง จนกระทั่งพวกเขาเข้ามาใกล้จนเห็นชัด ทหารยามคนหนึ่งก็สังเกตเห็นชุดที่ผิดแปลกและประกายจากอาวุธ ทำให้เขาเริ่มตะโกนด้วยใบหน้าตื่นตระหนกทันที
“ศัตรู . . .”
แต่ยังไม่ทันขาดคำลูกธนูจากธนูสั้นของลินด์ก็ยิ่งทะลุปากทะลุขึ้นกะโหลก และตรึงร่างเขาไว้กับต้นไม้
ลินด์เก็บธนูสั้นใส่กระเป๋าบนอานม้าอย่างรวดเร็ว แล้วชักดาบใหญ่ของอัศวินออกมาตั้งท่า ก่อนจะกระตุ้นม้าให้พุ่งทะยานเข้าสู่กลางกองทัพศัตรูที่ยังงัวเงีย ซึ่งกองทัพศัตรูที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะตั้งตัวไม่มีทางต้านทานดาบใหญ่ของลินด์ที่ฟาดฟันราวสายฟ้าได้เลย ใบดาบของเขาบิดเบี้ยวในอากาศเพราะความเร็ว การโจมตีแต่ละครั้งผสานพลังจากการควบม้าอย่างเต็มฝีเท้าฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นชิ้น ๆ อัศวินม้าที่ตามมาก็ทำแนวพัดโค้งออกทั้งสองด้านกำจัดศัตรูที่หลุดจากการฟาดฟันของลินด์ กวาดล้างแนวต้านอย่างโหดเหี้ยม
“ศัตรูบุก!!” ผู้บัญชาการตะโกนเตือนเมื่อเสียงโกลาหลลุกลามทั่วกอง ก่อนที่เขาจะมองเห็นลินด์และอัศวินเพียงสิบสองคน และคิดว่าไม่น่าจัดการยาก จึงคว้าดาบยาวเรียกระดมอัศวินและองครักษ์บุกสวนกลับ แต่ก่อนที่เขาจะทันเหวี่ยงดาบปะทะ แสงวาบจากคมเหล็กก็ตัดผ่านร่างของเขาครึ่งหนึ่งหล่นลงพื้นอย่างสยดสยอง พร้อมกับอัศวินและทหารที่ตามมาก็ร่วงตามกัน บ้างถูกฆ่าตายทันที บ้างสลบหมดสติบนหลังม้า
หลังจากนั้นอัศวินทั้งสิบสองคนของลินด์ก็เคลื่อนไหวอย่างเฉียบขาด รวดเร็ว แม่นยำ เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นภาพเลือนของโลหิตและเหล็กกล้า ทำให้กองทัพศัตรู 300 นายถูกหั่นราวเค้ก และในเวลาไม่กี่นาทีศพกว่าร้อยรายก็นอนเรียงราย และทุกนายที่มีตำแหน่งสั่งการจะถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของลินด์
ในขณะเดียวกันทหารที่เหลือก็แทบพูดไม่ออกเมื่อถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโกลาหล แถมพวกเขายังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ดี ลินด์และอัศวินของเขาก็ทะลวงผ่านแถวแนวแล้ว ทำให้พวกเขาพยายามมองหาผู้นำ แต่ก็ไม่พบร่างของผู้บัญชาการเลย จากนั้นลูกธนูก็โปรยปรายจากทุกทิศ ทำให้ทหารเกราะหนังพยายามยกโล่ป้องกัน แม้บางคนกันได้ชุดแรก แต่ฝนธนูก็ยังถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน และการเคลื่อนไหวผิดพลาดเพียงนิดเดียวหมายถึงความตาย
เมื่อขาดผู้นำการต่อต้านก็ไร้รูปแบบ แต่ละคนต่างสู้ตามยถากรรมไม่สามารถตั้งแนวต้านทานเป็นรูปธรรม ช่องโหว่มากมายเปิดออกต่อการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รอลกับไบรน์ที่นำทีมธนูม้าตามคำสั่งของลินด์ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงผลจากการฝึกอันเข้มงวดเป็นอย่างดี พวกเขาเคลื่อนที่อย่างว่องไว ล้อมเหยื่อราวหมาป่าล่าเหยื่อ และยิงธนูโดยไม่จำเป็นต้องเล็งเป้า เพราะศัตรูที่ชุมนุมอย่างหนาแน่นคือเป้าขนาดใหญ่ที่ยิงอย่างไรก็โดน
ไม่นานกองกำลัง 300 นายก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น โดยนักธนูม้าใช้ลูกธนูแค่คนละกองเดียวก็จัดศัตรูจนราบคาบ
“หยุด! หยุด!” รอลกับไบรน์ตะโกนพร้อมกัน ทำให้ทหารม้าทุกนายหยุดยิงทันที พร้อมกับเก็บธนูสั้นใส่กระเป๋าบนอาน แล้วดึงค้อนออกมาจากเอวออกมา ก่อนที่ม้าทุกตัวจะลดความเร็ว พร้อมกับเหล่าทหารที่หน้าแดงก่ำด้วยความคึกคักจากชัยชนะ และรอคำสั่งต่อไป
ชัยชนะครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินคาด ไม่มีแม้แต่คนเจ็บ ส่วนกองทัพศัตรู 300 คนกลับพินาศราบคาบ ทำให้เหล่าทหารที่เคยสงสัยในการฝึกยิงธนูของลินด์ บัดนี้ต่างยอมรับความสามารถของเขาอย่างหมดใจ และจากที่เคยมองว่าเขาเป็นเพียงนายพรานไร้ความสามารถในการนำทัพ บัดนี้ก็ไม่มีใครตั้งคำถามอีกต่อไป
ลินด์ควบม้าอย่างสงบไปยังขอบสนามรบ พลางใช้สายตามองศพศัตรูอย่างเยือกเย็น ก่อนกล่าวสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เก็บกวาดสนามรบ”
ทหารหยุดชะงักชั่วครู่คาดหวังให้ลินด์กล่าวคำปราศรัยหรือประกาศชัยชนะแบบขุนนางทั่วไป แต่ท่าทีของเขากลับเหมือนเพิ่งกินข้าวเสร็จ
“ไม่ได้ยินข้าหรือ? ข้าสั่งให้เก็บสนามรบ!” ลินด์ขมวดคิ้วกวาดสายตามองกลุ่มทหารอย่างเฉียบคม และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เหล่าทหารสะดุ้งรีบลงจากหลังม้าเก็บลูกธนู ถอดเกราะจากศพ และลงมือสังหารศัตรูที่ยังไม่ตาย ซึ่งลินด์ได้ฝึกพวกเขาเรื่องนี้อย่างละเอียด และสั่งให้ทำงานเป็นคู่ พร้อมมีคนคอยระวังไม่ให้ศัตรูแสร้งตายแล้วย้อนเล่นงาน
“อย่า! อย่าฆ่าข้า! ข้าคือ เบิร์ต ฟอลเวลล์! บิดาข้าคือลิส ฟอลเวลล์ พ่อค้ารายใหญ่ในเวสเทอแลนด์! เขาจะจ่ายค่าไถ่ให้!” เบิร์ตที่แกล้งตายอยู่รีบกลิ้งหลบค้อนที่กำลังจะทุบ ก่อนตะโกนร้องขอชีวิตสุดเสียงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แต่คำสั่งของลินด์นั้นชัดเจน ห้ามมีผู้รอดชีวิต! ดังนั้นทหารที่ล้อมเบิร์ตจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย พวกเขาใช้คนสองคนจับเขาเอาไว้ ส่วนอีกคนยกค้อนขึ้นเตรียมส่งเขาไปพบความตาย
“เดี๋ยว” เสียงของจอนดังฝ่าความเงียบงันขึ้นมาหยุดการประหารอย่างกะทันหัน ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปใกล้ พร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนจากความสงบเป็นความประหลาดใจเมื่อเห็นเบิร์ตชัดขึ้น “อ้วนเบิร์ต? เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“จอน?” ความตื่นตระหนกของเบิร์ตแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจทันที “ขอบคุณเจ็ดเทพ! เร็วเข้า บอกพวกเขาให้ปล่อยข้า!”
จอนหันไปทางทหาร “ปล่อยเขา”
ทหารมองหน้ากันด้วยลังเลและไม่มั่นใจ ก่อนที่ชายคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ลอร์ดลินด์มีคำสั่งให้เก็บกวาดทุกคน รวมถึงเพื่อนของท่านด้วย ลอร์ดจอน ท่านเป็นนายทหารก็จริง แต่ไม่มีอำนาจลบล้างคำสั่งของท่านลอร์ดได้”
จอนชะงักทันที เพราะคำพูดของทหารทำให้เขานึกถึงกฎระเบียบที่ลินด์วางไว้ได้ ทำให้เขารีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า “ข้าไม่ได้สั่ง ข้าแค่ขอให้พวกเจ้ายั้งมือไว้ก่อน ข้าจะไปคุยกับท่านลอร์ดให้เขาตัดสินใจเอง”
หลังจากเหล่าทหารมองหน้ากันสั้น ๆ พวกเขาก็พยักหน้าและถอยออกไป ส่วนจอนก็ส่งสัญญาณให้เบิร์ตที่ยังหวาดกลัวรู้ว่าเขาปลอดภัย แล้วรีบไปหาลินด์ เมื่อไปถึงเขาก็ยกมือคารวะและรายงานอย่างรวดเร็ว “ท่านลอร์ด ข้ามีบางคนในหมู่เชลยที่ท่านอาจเห็นว่าเป็นประโยชน์”
สีหน้าของลินด์ยังคงเรียบเฉย “คนผู้นั้นคือเพื่อนของเจ้า?”
“ไม่ใช่ขอรับ” จอนตอบ “เขาเป็นมากกว่านั้น เขาเป็นญาติของข้า เบิร์ต ฟอลเวลล์ เป็นบุตรชายคนที่สองของลิส ฟอลเวลล์ ซึ่งเคยเป็นบุตรชายคนโตของลอร์ดราไลธ์ อดีตลอร์ดแห่งตระกูลฟอลเวลล์แห่งเวสเทอแลนด์ แต่หลังจากล่วงเกินลอร์ดไทวิน ตระกูลของเขาก็ถูกปลดจากบรรดาศักดิ์ และลอร์ดลิสก็ถูกเนรเทศ”
“เนรเทศ? ไปทางใต้หรือ?” ลินด์ถาม
จอนพยักหน้า “ใช่ขอรับ ลอร์ดลิสไปใช้ชีวิตอยู่ที่เดอะรีช แต่งงานและตั้งครอบครัวที่นั่น เบิร์ตเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า ผ่านทางแม่ของเขาซึ่งเป็นป้าของข้า”
คิ้วของลินด์ขมวดเล็กน้อย “แล้วตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเจ้ากลับมาอยู่ในกองทัพลับจากเวสเทอแลนด์ เจ้ารู้ใช่ไหมจอน ถ้าข้าปล่อยเขาไปมันก็มีโอกาสที่ข่าวการกระทำของเราจะไปถึงลอร์ดไทวิน แล้วเจ้าคิดว่าลอร์ดไทวินจะทำอะไรกับพวกเรา?”
“ท่านลอร์ด ข้าสาบานว่าเบิร์ตเข้าร่วมกองทัพนี้โดยบังเอิญ ครอบครัวเขาไม่ได้จงรักภักดีต่อลอร์ดไทวิน แม้ลอร์ดลิสจะได้รับอภัยโทษเมื่อสี่ปีก่อน แต่เขาก็ยังหลีกเลี่ยงไม่กลับไปเวสเทอแลนด์หรือที่อยู่ของตระกูลฟอลเวลล์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ล่องเรือเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของไทวิน” น้ำเสียงของจอนกลายเป็นเร่งร้อน
ในตอนนั้นเองไบรน์ก็เดินเข้ามาและกล่าวเสริมคำพูดของจอนว่า “ข้าเคยได้ยินเรื่องของ ลิส ฟอลเวลล์ มาบ้างท่านลอร์ด เขาเป็นพ่อค้าทางเรือที่มีชื่อเสียงในเวสเทอแลนด์ ซึ่งพ่อค้าทางบกนั้นหาได้ง่าย แต่พ่อค้าทางเรือที่มีฝีมือระดับเขานั้นหาได้ยาก . . .”
พูดจบไบรน์ก็โน้มตัวเข้าใกล้ลินด์อีกเล็กน้อย พลางพูดต่อ “ไม่ใช่ว่ามัสเคยบ่นว่าหาสินค้าบางอย่างไม่ได้หรือท่านลอร์ด? บางทีคนผู้นี้อาจช่วยเราได้”
ลินด์ไตร่ตรองคำพูดของไบรน์อย่างเงียบ ๆ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ อย่างชั่งน้ำหนักแล้วกล่าวว่า “พาตัวเบิร์ตมา ถ้าเขามีประโยชน์ บางทีเรื่องนี้อาจเป็นผลดีต่อเรา”